ข่าว

งบปี53ปชป.คว้าเพียบกระทรวงหลัก

งบปี53ปชป.คว้าเพียบกระทรวงหลัก

09 มิ.ย. 2552

งบปี 53 ปชป.คว้าเพียบกระทรวงหลัก ศึกษาฯสูงสุด 3.4 แสนล้านตามด้วยคลัง และงบกลาง 2 แสนล้าน "เพื่อนเนวิน" ได้สูงสุดมท.1.8 แสนล้าน คมนาคม .5.1 หมื่นล้าน พท.ชี้งบ 53แค่เช็กเปล่า ไม่ผ่านสำนักงบฯ ทำให้ชาติดูยากจน เพราะไปซ้อนอยู่ในพ.ร.ก. และ พ.ร.บ.กู้ 8 แสนบาท ร้

 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำหรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2553 ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 17 มิ.ย. นี้ มีเนื้อหาสาระสำคัญคือ รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นงบประมาณขาดดุล โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 1.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 18.7 %ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ลดลงจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2552 จำนวน 251,700 ล้านบาท หรือลดลง 12.9%

 ทั้งนี้โครงสร้างงบประมาณปี 2553 มีสาระสำคัญ คือ เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 จำนวน 1.7 ล้านล้านบาท รายจ่ายประจำ จำนวน 1,436,389 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน จำนวน 212,689 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ได้จัดสรรไว้ จำนวน 50,920 ล้านบาท

 สำหรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ซึ่งแยกตาม หน่วยงาน และกระทรวงต่าง ๆ พบว่า งบประมาณมากที่สุด 5 อันดับแรก ส่วนใหญ่อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ 1. กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 345,665.4801 ล้านบาท คิดเป็น 20.3 % 2. กระทรวงการคลัง จำนวน215,886.1197 ล้านบาท คิดเป็น12.7 % 3. งบกลาง จำนวน 215,006.8352 ล้านบาท คิดเป็น 12.7% 4. กระทรวงมหาดไทย จำนวน185,993.8019 ล้านบาท คิดเป็น 10.9% และ 5.กองทุนและเงินหมุนเวียน จำนวน 115,771.8591 ล้านบาท คิดเป็น 6.8%

 ผู้สื่อข่าวรายงาน ส่วนกระทรวงอื่นมีรายละเอียดอื่น ประกอบด้วย 1.งบกลาง จำนวน 215,000.8352 ล้านบาท หรือ 12.7% 2.สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 23,452.4541 ล้านบาท หรือ1.4 % 3.กระทรวงกลาโหม จำนวน 154,708.6724 ล้านบาท หรือ 9.1% 4.กระทรวงการคลัง จำนวน 215,886.1197 ล้านบาท หรือ 12.7 % 5.กระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 7,273.8227 ล้านบาท หรือ 0.4% 6.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำนวน 8,727.3185 ล้านบาท หรือ 0.2%

 7.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 8,727.3185 ล้านบาท หรือ 0.5 % 8.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 55,865.5915 บาท หรือ 3.3% 9.กระทรวงคมนาคม 51,188.6490 ล้านบาท หรือ 3.0% 10.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 18,856.7519 ล้านบาท หรือ 1.1 % 11.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 4,007.8660 ล้านบาท หรือ 0.2 %

 12.กระทรวงพลังงาน 2,115.1594 ล้านบาท หรือ 0.1% 13.กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 6,304.8629 ล้านบาท หรือ 0.4 % 14.กระทรวงมหาดไทยจำนวน185,993.8019 ล้านบาท หรือ 10.9% 15.กระทรวงยุติธรรม จำนวน 15,280.8673 ล้านบาท หรือ 0.9% 16.กระทรวงแรงงาน จำนวน 22,754.4544 ล้านบาท หรือ 1.4% 17.กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 4,477.3336 ล้านบาท หรือ 0.3 % 18.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 7,642.4354 ล้านบาท หรือ 0.5%

 19.กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 345,665.4801 ล้านบาท หรือ 20.3% 20.กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 72,342.7800 บาท หรือ 4.3 % 21.กระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 5,745.6023 ล้านบาท หรือ 0.3 % 22.ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกฯ กระรวงหรือทบวง จำนวน 74,540.8032 ล้านบาท หรือ 4.4%

 23.หน่วยงานของรัฐสภา จำนวน 3,884.3540 ล้านบาท หรือ 0.2% 24.หน่วยงานของศาล 12,329.9903 หรือ 0.7% 25.หน่วยงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ จำนวน 10,236.9542 ล้านบาท หรือ0.6% 26.จังหวัดและกลุ่มจังหวัด 3,300.000 ล้านบาท หรือ 0.2% 27.รัฐวิสาหกิจ จำนวน 49,803.1704 ล้านบาท หรือ 2.9% 28.สภากาชาดไทย จำนวน 2,794.8668 ล้านบาท หรือ 0.2% และ 29.กองทุนและเงินหมุนเวียน จำนวน 115,771.8591 ล้านบาท หรือ 6.8%

 สำหรับยุทธศาสตร์ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 53 แบ่งเป็น 9 ด้าน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นและการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ 144,591 ล้านบาท โดยจะเร่งดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและเอกชน โดยการสร้างความสมานฉันท์ ความสามัคคีของคนในชาติ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การปฏิรูปการเมืองให้มีเสถียรภาพและมีธรรมาภิบาล การแก้ปัญหาความไม่สงบ โดยเฉพาะปัญหา3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ สร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจในสายตาโลก เป็นต้น

 2.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐ จำนวน 173,192 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เทิดทูน และพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์  3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตจำนวน 506,640 ล้านบาท เพื่อดำเนินการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ เพิ่มโอกาสการศึกษาให้กับประชาชนทุกกลุ่มทุกวัยและต่อเนื่องตลอดชีวิต พัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ เพิ่มโอกาสการมีงานทำของประชากรทุกกลุ่มทุกวัย จัดสวัสดิการสังคมให้ประชาชนมีคุณภาพที่ดี เป็นต้น

 4.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัวให้อย่างมีเสถียรภาพ จำนวน 158,707 ล้านบาท ภายใต้กรอบการดำเนินงานของกระทรวงการคลัง รักษาเสถียรภาพภาคการเงินและตลาดทุน ปรับโครงสร้างเศรษบกิจด้านเกษตร ภาคอุตสาหรรม ภาคการท่องเที่ยว แลบริการการตลาด การค้า และการลงทุน เป็นต้น  5.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแเวดล้อมจำนวน 29,719 ล้านบาท เพื่อให้ทรัพยากธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพได้รับการจัดการให้เกิดความสมดุล

 6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม จำนวน 11,960ล้านบาท เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคการผลิตและให้บริการได้อย่างเพียงพอ  7.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จำนวน 7,357 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ ในระดับอาเซียน รวมทั้งบทบาทไทยในเวทีโลก

 8.ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จำนวน 241,228.3 ล้านบาท ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่งเสริมความเข้มแข็งของกลไกลการบังคับใช้กฎหมาและกระบวนการยุติธรรม  9.รายการค่าดำเนินการของรัฐ จำนวน 426,602 ล้านบาท เพื่อรับรองเหตุการณ์ในกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น ร่วมทั้งการบริหารบุคลากรภาครัฐ

 ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาฯ กล่าวว่า งบประมาณที่จัดให้กระทรวงของพรรคประชาธิปัตย์เป็นที่หน้าสังเกตเพราะได้ตั้งงบประมาณให้สำนักปลัดสูงกว่างบประมาณกว่าปี 52 ขณะที่งบ กรม กอง ปี 53 จะต่ำกว่าปี52

 ส่วนงบลงทุนเหลือเพียง 2 แสนล้านบาท เพราะงบลงทุนส่วนใหญ่นำไปฝากไว้ที่ พ.ร.ก. และพ.ร.บ. เงินกู้ ร่วมเป็นเงิน 8 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้พรรคร่วมไม่แสดงความไม่พอใจ ซึ่งการกระทำอย่างนี้ทำให้ภาพของประเทศชาติยากจน

 “พรรคร่วมทุกคนเงียบกริบเพราะงบประมาณการลงทุนปี 53 ไปอยู่ในพ.ร.ก. พ.ร.บ. เงินกู้ 8 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งเท่ากับงบปี 53 เป็นเช็คเปล่าให้ไปออกรายละเอียดเองเพราะไม่มีรายละเอียดโครงการ ไม่ผ่านการวิเคราะห์จากสำนักงงบประมาณเลย” นายสุรพงษ์ กล่าว

 นายสุรพงษ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะต้องอภิปรายในสภาให้สังคมได้เห็นที่พวกเราจะต้องเป็นหนี้ในอนาคต และขณะนี้พรรคฝ่ายค้านกำลังเรียกร้องประธานสภาฯให้มีการถ่ายทอดสดด้วย