ข่าว

'มาร์ค'งัดคลิปเสียงฉาวเตือน'แม้ว'

'มาร์ค'งัดคลิปเสียงฉาวเตือน'แม้ว'

10 ก.ค. 2556

'มาร์ค' งัดคลิปเสียงฉาวเตือน 'แม้ว' แนะเลิกคิดใหม่ทำใหม่ ปลุก 'กองทัพ' แสดงจุดยืน ข้องใจรัฐตั้งกก.สอบ 'สุภา' ห่วงสถานการณ์ใต้ช่วงเดือนรอมฎอน

 

                      10 ก.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงกรณีคลิปเสียงปริศนาของชาย 2 คน โดยมีการโยงไปถึงการปฏิวัติว่า มีความพยายามของรัฐบาลกับฝ่ายเสื้อแดงที่จะโยงไปเรื่องรัฐประหาร ซึ่งไม่ใช่ประเด็น เพราะชัดเจนว่า เสียงพูดของคน 2 คน พยายามไปยุ่งเกี่ยวกับทหาร เพื่อหวังผล นำไปสู่ปัญหาเรื่องของการนิรโทษกรรม การล้างผิด นายกฯต้องแสดงจุดยืนและให้ความมั่นในว่า การโยกย้ายแต่งตั้งนายทหารไม่เป็นไปตามคลิปเสียงดังกล่าว และประกาศให้ชัด รัฐบาลไม่ออกกม.ล้างผิด อย่ามาลากไปเป็นเรื่องของรัฐประหาร

                      “ผมคิดว่า ทางกองทัพ ซึ่งเป็นฝ่ายความมั่นคง เป็นหน่วยราชการ ควรจะแสดงจุดยืนเรื่อง กม.ล้างผิด ที่จะนำเข้าสู่สภากลาโหมให้ชัดเจนว่า ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ มีความมุ่งหมายในการทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง การจะมาใช้อำนาจทางการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลนอกประเทศ นอกรัฐธรรมนูญ หรืออะไรก็แล้วแต่ จะมาทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็จะไม่ทำ การแสดงออกแบบนี้ก็จะทำให้ ประชาชนมีความอุ่นใจมากขึ้น และกองทัพควรจะยืนยันว่าไม่มีแนวความคิดที่จะมาทำให้เกิดความเสียหายกับระบอบประชาธิปไตย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                      เมื่อถามว่า ข้อสังเกตในการปรับครม.ที่นายกฯควบตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม เพิ่มรมช.กลาโหม เพื่อไปเพิ่มเสียงในสภากลาโหม ในคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น ถือว่าเป็นความพยายามแทรกแซงกองทัพได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกอย่างสอดรับกัน แต่วันนี้ก็มีการเบี่ยงเบนประเด็นเป็นคลิปปลอมหรือคลิปตัดต่อ แต่ก็ไม่มีทางที่จะไปแก้ข้อสงสัยและความคลางแคลงใจต่อปรากฎการณ์ที่มันเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ตอนปรับ ครม. แล้วว่า ทำไมพล.อ.ยุทธศักดิ์ จึงกลับมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ดังนั้นนายกฯจะหลีกหนีหรือโยนเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นของคนอื่นไมได้

                      เมื่อถามอีกว่า ตั้งแต่มีคลิปหลุดออกมา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังเงียบอยู่ จะฝากให้คิดใหม่ทำใหม่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวสั้นๆ ว่า “ผมว่าถ้าไม่คิดใหม่ทำใหม่เลย คือพักผ่อนอยู่เฉยๆ น่าจะดีที่สุดสำหรับประเทศ”

 

'อภิสิทธิ์' ข้องใจรัฐตั้งกก.สอบ 'สุภา' แฉจำนำข้าว

 

                      นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงการตั้งคณะกรรมการสอบน.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวว่า ตนถามว่า น.ส.สุภา ถูกสอบเรื่องอะไร ในเมื่อ น.ส.สุภาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และถูกกฎหมาย คือเมื่อทางสภาฯ เขาให้ไปชี้แจง ก็ไปชี้แจงและการชี้แจงได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

                      ดังนั้นนายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เมื่อทราบว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้นทำไมไม่แสดงจุดยืนว่า ข้าราชการที่ให้ความร่วมมือกับสภา ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั้นต้องไม่ถูกสอบ ถ้ารัฐบาลสงสัยจริงๆ ว่าสิ่งที่ น.ส.สุภาพูด กับสิ่งที่สื่อมวลชน ลงตรงกันหรือไม่ รัฐบาลควรตรวจสอบเนื้อหาในหนังสือพิมพ์และตรวจสอบเทปบันทึกเสียงการประชุมคณะกรรมาธิการ ฯ เหตุใดต้องมาตั้งกรรมการสอบ เหมือนกับเป็นการส่งสัญญาณข่มขู่ข้าราชการ และเท่ากับเป็นการปิดกั้นไม่ให้ข้าราชการร่วมมือกับสภา ซึ่งไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และระบอบประชาธิปไตย

                      “ความจริงต้องไม่สอบน.ส.สุภา แต่ควรไปสอบคนที่ไปตั้งกรรมการสอบว่า มีเจตนาอะไรที่จะไปขัดขวางกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งก็ไม่ให้ความเป็นธรรมกับสภา เพราะสภามีหน้าที่ในการตรวจสอบ การชี้แจงอย่างนี้ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่ฝ่ายบริหารกลับมาใช้วิธีการแบบนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

'อภิสิทธิ์' ห่วงใต้ถือศีลอด ซัด 'บีอาร์เอ็น' ไม่จริงใจ

 

                      นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel กรณีที่มาเลเซียประกาศยกเลิกการแถลงข่าวของกลุ่มแต่จะมีการแถลงผ่านเวปไซต์ โอไอซี ว่า ตนรู้สึกเป็นห่วง และพยายามบอกรัฐบาลมาตลอดว่า การพูดคุยนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามสิ่งที่รัฐบาลเคยบอกเอาไว้และรัฐบาลไทยก็ดูเหมือนไม่สามารถที่จะไปทำอะไรให้ทางบีอาร์เอ็นกลับไปอยู่ในกติกาได้ ซึ่งก็เกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่คาดหวังว่าอย่างน้อยที่สุดการพูดคุยต้องนำไปสู่การลดความรุนแรงในพื้นที่ในช่วงเดือนรอมฏอน อย่างไรก็ตามเป็นที่เรื่องที่น่าคิดว่า การงดการแถลงข่าวแล้วจะไปแถลงต่อโอไอซี หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า บีอาร์เอ็นไม่ได้สนใจมาพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาแต่เอาปัญหานี้ยกระดับขึ้น

                      นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การขึ้นป้ายกล่าวหารัฐไทยเป็นผู้ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ตนห่วงว่าไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลพยายามที่จะให้มันเป็น และยังไม่เห็นแนวโน้มอะไรที่จะทำให้การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ดีขึ้นมา ขณะที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เองก็บอกว่า ไม่มีอะไร ตนก็แปลกใจว่า ขณะนี้กลุ่มบีอาร์เอ็น ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ โดยไม่ต้องเคารพกติกา ข้อตกลง แถลงการณ์ หรือไม่ ทั้งนี้ในช่วงเดือน รอมฏอน ต้องจับตาว่าจะมีความรุนแรงหรือไม่ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นสามารถควบคุมสภาพในพื้นที่ได้หรือไม่ หากสถานการณ์ลดลงก็แสดงว่า คุมสภาพในพื้นที่ได้ แต่ถามว่าจะเป็นการพิสูจน์ความจริงใจหรือไม่ต้องดูกันต่อไป

                      อย่างไรก็ตาม การงดแถลงข่าวแสดงให้เห็นว่า กลุ่มบีอาร์เอ็น ไม่ได้ใช้กระบวนการที่ตกลงกันในกรอบของการพูดคุย แต่กลับจะไปใช้วิธีอื่น ซึ่งเราไม่ทราบ เพราะฉะนั้นก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่คงต้องติดตามอย่างต่อเนื่องว่าจะนำไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงคือความสงบสุขในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติทุกอย่างให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็กฎหมายของไทยได้

                      นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ก็พบว่า ความรุนแรงไม่ได้ลดลง และเหมือนว่ารัฐบาลไทยยังติดกับดักอยู่ แม้ว่าการพูดคุยเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่รัฐบาลไทยก็กระอักกระอ่วน ไม่กล้าที่จะเลิกการเจรจา กลัวว่า ปิดช่องทางการพูดคุย กลัวจะรุนแรงมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถกุมสภาพของการพูดคุยให้เป็นไปตามหลัก เป็นไปตามข้อตกลงซึ่งเริ่มไว้ตั้งแต่ต้นได้ ซึ่งกลายเป็นว่า ไม่เดินหน้าในการแก้ปัญหา ซึ่งตนไม่อยากจะใช้คำว่า เสียเปรียบ ได้เปรียบแต่ขอใช้คำว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ทั้งในแง่ของปัญหาในพื้นที่ และการแก้ปัญหาที่ผ่านกระบวนการการพูดคุยได้

                      เมื่อถามว่า การเปลี่ยนผู้ดูแลเรื่องความมั่นคงมาเป็น พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ จะต้องมีการทบทวนแนวทางแก้ปัญหาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ รวมทั้งปัญหาโครงการรับจำนำข้าวด้วย ซึ่งหนีไม่พ้นต้องเป็นนายกฯ ถ้ายังปล่อยให้นายกฯลอยตัว แล้วโยนให้เป็นหน้าที่ของรองนายกฯ เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องมารับผิดชอบ การแก้ปัญหาก็ไปยากตรงนี้ก็น่าเป็นห่วง ยังไม่เห็นวี่แววว่านายกรัฐมนตรีจะปรับแนวทางการทำงานที่มีต่อ 2 เรื่องใหญ่ๆนี้

 

'ถาวร' ฟันธง! คลิปเสียงฉาวเป็นของจริง

 

                      นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงกรณีคลิปเสียงปริศนาที่คล้ายกับเสียงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม ว่า เชื่อว่าเสียงในคลิปเป็นเสียงของทั้ง 2 คนจริง แต่หากจะพิสูจน์ความจริงก็ส่งคลิปเสียงดังกล่าวไปให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังต่างๆที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบเพื่อจะได้หยุดเถียงกัน เมื่อหยุดเถียงและยอมแล้ว คนที่เป็นรมช.กลาโหมยอมเป็นหนูช่วยราชสีห์ โดยจะใช้สภากลาโหม ดำเนินการเปลี่ยนร่างพ.ร.บ.มาเป็น พ.ร.ก.เพื่อช่วยเหลือคนฆ่าทหาร ทำร้ายทหาร เผาบ้านเผาเมือง ทำร้ายพี่น้องประชาชน

                      “ผมขอถามว่า ท่านยังเป็นชายชาติทหารอยู่หรือไม่ การใช้สภากลาโหมมาเป็นเครื่องมือตามรายละเอียดในคลิปเสียงนั้น บอกได้เลยว่านั่นคือการนำหายนะมาสู่กองทัพ และนำความไม่เป็นเอกภาพ โดยเหยียบบ่า เหยียบไหล่ เพื่อช่วยเหลือคนๆ จึงขอเรียกร้องให้ ผบ.เหล่าทัพต้องแถลงจุดยืนการทำงาน จะไม่ยอมให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผบ.ทบ., ผบ.ทอ.และผบ.ทร. ต้องแสดงภาวะผู้นำว่ากองทัพยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ และแสดงให้ชัดว่าเสียงในคลิปเป็นการกล่าวอ้าง รุ่นพี่และรุ่นน้องจะไม่สำคัญไปกว่าภารกิจชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ “นายถาวร กล่าว

                      นายถาวร กล่าวว่า ส่วนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเเละรมว.กลาโหม เมื่อเห็นว่า รมช.กลาโหม ได้แสดงท่าทีเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งไม่อาจเอาผิดตามกฎหมายได้ เพราะเป็นแค่การเตรียมการ แต่ในทางจริยธรรม ในฐานะผู้บังคับบัญชา น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะวางสถานะอย่างไร ทั้งนี้ขอเรียกร้องทหารหาญที่ถูกคนร้ายยิงตายและบาดเจ็บในช่วงปี 2553 ว่า คนที่ทำต้องรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรม คนที่สั่งการอยู่ต่างประเทศ ที่เป็นหนึ่งใน 26 คน ของจำเลยในคดีก่อการร้าย ต้องรับผิดชอบชีวิตที่สูญเสียไป

                      “ประเด็นนี้คล้ายกับกรณีการโยกย้ายมีปัญหาของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีตรมว.กลาโหม ซึ่งเรื่องค้างอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขณะนี้ ซึ่งนี่เป็นการเตรียมการ กระทำผิดกฎหมายรอบที่ 2 จึงขอให้เหล่าทัพและผู้ที่เป็นบอร์ดเหล่าทัพแสดงจุดยืนอัปเปหิคนเหล่านี้เสีย” นายถาวร กล่าว

 

'ปชป.' ค้านรัฐกวาดล้างโจรใต้ช่วงรอมฎอน จี้ 'ปู' ลุุยแก้ปัญหาเอง

 

                      นายถาวร เสนเนียม แถลงถึงกรณีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุในช่วงเดือนรอมฎอนจะหยุดปิดล้อมกวาดล้างผู้ก่อความไม่สงบว่า มีกลุ่มที่บิดเบือนหลักคำสอนของศาสนาอิสลามว่า ในช่วงเดือนรอมฎอน ถ้าได้ปฏิบัติต่อผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมาตุภูมิหรือผู้รุกราน จะเป็นการกระทำที่ได้บุญ ดังนั้นการที่สมช. คิดจะไม่ปิดล้อมกวาดล้างผู้ก่อความไม่สงบ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามก่อการได้อย่างเสรี จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานปกติ แต่ต้องไม่กระทบกระเทือนการปฏิบัติศาสนกิจของประชาชน ซึ่งการทำงานอย่างเข้มงวด จะเป็นการจำกัดเสรีของฝ่ายก่อความไม่สงบต่อผู้บริสุทธิ์

                      นายถาวรกล่าวว่า การทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาลปรากฏชัดจากคำพูดของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงานว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่บอกว่า ได้ใช้เงินหมดไปในการหาเสียงหรือให้พวกพ้องซึ่งไม่สอดคล้องกับสิ่งที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า การบริหารงานในชายแดนใต้จะต้องมีการบูรณาการ จึงข้อเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบงานด้วยตัวเอง อย่ามอบหมายหรือเบี่ยงเบนให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทน เพราะการแก้ไขจะไม่เกิดเอกภาพ เนื่องจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานที่มีความสำคัญในการแก้ปัญหาทั้ง 3 หน่วยงาน คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ศอ.บต. และ สมช.

                      นายถาวร กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์พัฒนาชายแดนภาคใต้ มีรัฐมนตรีทั้งหมด 17 คน มีหน่วยงาน 66 หน่วยงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าถึงและพัฒนาภาคใต้ ขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีทั้งหมด ต้องประชุมทบทวนบทเรียนทุกเดือน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำเงินงบประมาณที่ให้กับศอ.บต.นำไปพัฒนาภาคใต้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งถ้ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ลงไปแก้ไขพัฒนา มวลชนก็จะอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งสิ่งที่ชี้วัดชัดเจนคือ 1.ในวันชาติมาเลเซียที่ผ่านมา มีการประดับธงชาติมาเลเซียจำนวน 200 จุด และใช้เครื่องหมายการประกาศอิสระภาพ 2.แผ่นป้ายที่ติดโจมตีรัฐบาลในพื้นที่จำนวน 26 ผืน ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ ถ้าหากมวลชนในพื้นที่ทำงานให้รัฐบาล หรือการข่าวเข้าถึงมวลชนจะไม่เปิดเสรีให้ฝ่ายตรงข้ามกระทำการได้

                      ดังนั้นตนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานเป็นเอกภาพและบูรณาการทั้งคณะ สิ่งสำคัญที่สุด อย่ามอบงานให้ฝ่ายความมั่นคงดูแลแต่ฝ่ายเดียว เพราะฝ่ายความมั่นคงมีหน้าที่ดูแลเฉพาะความมั่นคงเท่านั้น ส่วนงานด้านการพัฒนา ที่บ่งบอกถึงความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนานั้น รัฐบาลขาดความจริงใจอย่างยิ่ง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เคยเดินหน้าพูดคุยกับบีอาร์เอ็นมาก่อนอย่างถูกทาง แต่ 2 ปี ที่รัฐบาลนี้เข้ามารับผิดชอบ ขอยืนยันว่า เหตุการณ์เลวลง ทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ

 

'ปชป.' แพ้โหวต กมธ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท

 

                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งขอประเทศ พ.ศ.... วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่มีนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีว่าการประจำสำนักนายกฯ และรมช.เกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.กู้เงินเป็นรอบสุดท้ายก่อนส่งรายงานให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ พิจารณาบรรจุวาระประชุม

                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.กู้เงินดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามที่ได้วางระเบียบวาระไว้ เนื่องจากกรรมาธิการฯ มีข้อพิจารณาในประเด็นรายละเอียดที่สำคัญ คือ ส่วนของงบประมาณที่ถูกปรับลดแต่ไม่ได้ถูกตัดออกจากวงเงินกู้ โดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การพิจารณาปรับลดวงเงินในส่วนยุทธศาสตร์และแผนงงานตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ. ถูกนำไปเติมไว้ในส่วนของแผนงานการส่งเสริมหรือสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการ, การบริหารความเสี่ยงด้านการเงินอันเนื่องมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและรับรองการดำเนินการกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน หรือที่เรียกว่างบเผื่อเหลือเผื่อขาด รวมวงเงินทั้งหมด 21,050.70 ล้านบาทนั้น ที่ผ่านมาไม่เคยมีการกระทำลักษณะเช่นนั้น การปรับลดงบประมาณต้องมีการตัดทอนงบประมาณลงไปจากร่างกฎหมาย ไม่ใช่นำเงินที่เป็นก้อนไขมันเข้าไปใส่ไว้ในร่างกฎหมายอีก

                      ทั้งนี้ข้อเสนอของนายอรรถวิชช์ได้รับการชี้แจงและโต้แย้งจากกรรมาธิการฝั่งพรรครัฐบาล ทำให้มีการเสนอลงมติเพื่อตัดสินว่าจะคงงบประมาณไว้หรือตัดออก โดยผลสรุปคือมติที่ประชุม 16 ต่อ 8 เห็นด้วยที่จะคงงบประมาณส่วนดังกล่าวไว้ในร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน ส่วนผู้ใดที่ติดใจขอให้นำไปอภิปรายในที่ประชุมสภา นอกจากนั้นนายอรรถวิชช์ยังได้หารือต่อประเด็นข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่ท้วงติงถึงสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ ทำให้นายวราเทพ กล่าวว่าขอให้เลื่อนการพิจารณาประเด็นดังกล่าวไปสัปดาห์หน้าเพราะคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณานาน และในการประชุมกรรมาธิการฯ วันนี้ (10 ก.ค.) ใช้เวลามานานและมีกรรมาธิการคณะอื่นต้องใช้ห้องประชุมต่อ โดยการประชุมนัดหน้าขอให้เป็นการประชุมกรรมาธิการแบบเต็มคณะ

                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ ได้มีการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงวงเงินในโครงการและยุทธศาสตร์ต่างๆ ของบัญชีแนบท้าย ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า แปรเพิ่ม 3,148 ล้านบาท จากวงเงินที่เสนอขอเดิม 354,560 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายลพบุรี - ปากน้ำโพ ได้รับการแปรเพิ่ม 8,627 ล้านบาท จากเดิมที่ของบ จำนวน 16,215 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายมาบกะเบา - ชุมทางถนนจิระ ได้รับแปรเพิ่ม 8,659 ล้านบาท จากเดิมที่ของบ จำนว 21,196 ล้านบาท นอกจากนั้นมีโครงการที่ปรับลด อาทิ

                      โครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ สายชุมทางจิระ - ขอนแก่น จำนวน 3,214 ล้านบาท, โครงการติดตั้งเครื่องกั้นถนนเสมอระดับ และปรับปรุงเครื่องกั้น จำนวน 2,987 ล้านบาท, โครงการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณไฟสีทั่วประเทศ จำนวน 3,716 ล้านบาท 2.ยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน มียอดปรับเพิ่ม จำนวน 847 ล้านบาท โดยเพิ่มในโครงการโครงการระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อจากสนามบินสุวรรณภูมิ-ชลบุรี-พัทยา-ระยอง จำนวน 322 ล้านบาท, โครงการรถไฟทางคู่ สายเด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ จำนวน 210 ล้านบาท และโครงการรถไฟทางคู่ สายบ้านไผ่ - นครพนม จำนวน 313 ล้านบาท

                      3.ยุทธศาสตร์พัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัว ปรับลดทั้งสิ้น 15,785 ล้านบาท อาทิ ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว - สำโรง จำนวน 8,687 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี จำนวน 4,936 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี จำนวน 1,933 ล้านบาท เป็นต้น รวมวงเงินที่ปรับลดทั้งหมด 11,790 ล้านบาท ทั้งนี้งบส่วนดังกล่าวถูกจัดสรรคืนในส่วนของงบเผื่อเหลือเผื่อขาด จึงทำให้ยอดวงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเลข