
รวบหนุ่มรัสเซียปลอมบัตรเครดิตรูดเงิน
รวบ"หนุ่มใหญ่รัสเซีย "ร่วมเครือข่ายแก๊งต่างชาติปลอมแปลงบัตรเครดิต " รูดเงินตู้เอทีเอ็ม" เผยข้อมูล"เอฟบีไอ"กลุ่มคนร้ายเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี2530
วันที่ 10 ก.ค.56 เมื่อเวลา 11.40 น. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.)พร้อมด้วย พ.ต.อ.สืบศักดิ์ พันธุ์สุระ รักษาราชการแทนผู้บังคับลการตำรวจนครบาล 5 (รรท.ผบก.น.5) และ พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก.สน.ลุมพินี ร่วมกันแถลงผลตำรวจสืบสวนนครบาลลุมพินีจับกุม นายอะฟานาเซฟ เซอร์เก้ อายุ 51 ปี ชาวรัสเซีย ผู้ต้องหาปลอมบัตรเครดิต พร้อมของกลางบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 129 ใบ เครื่องอ่านข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องสกิมเมอร์) 1 เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค 1 เครื่อง
พ.ต.อ.ไชยา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งเบาะแสจากสายลับว่ามีชาวต่างชาติซึ่งพักอาศัยอยู่ในโรงแรมออร์คิด อินน์ ซอยสุขุมวิท 4 เขต-แขวง คลองเตย กทม.มีพฤติกรรมผิดปกติคือ มักเดินออกมาตระเวนกดเงินตามตู้เอทีเอ็มภายในซอยสุขุมวิท 4 เป็นประจำวันละหลายๆ ครั้งจึงวางแผนซุ่มโปร่งจับกุมตัวมาสอบสวนโดยพบนายอะฟานาเซฟขณะเดินเข้าไปกดเงินตามตู้เอทีเอ็มภายในซอยดังกล่าว เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่10 ก.ค.จึงขอตรวจค้นพบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในกระเป๋าสะพายจำนวน 30 ใบ จากนั้นได้ควบคุมตัวไปตรวจค้นในห้องพักของนายอะฟานาเซฟ พบบัตรอิเล็กทรอนิกส์อีก 99 ใบรวม 129 ใบ พบว่าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายกันเป็นลวดลายสีต่างๆ แต่ไม่มีชื่อเจ้าของบัตรปรากฎใช้สำหรับรูดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มอย่างเดียวเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาสอบสวนที่ สน.ลุมพินี และได้เชิญเจ้าหน้าที่ควบคุมและป้องกันการทุจริตธนาคารไทยพานิชย์มาตรวจสอบข้อมูลค่าพบว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดนั้นเป็นบัตรปลอมที่ทำขึ้นมาเอง จึงนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหาทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม มีเครื่องมือหรือวัตถุเพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลในการปลอมหรือแปลงบัตรเครดิตและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งสิ่งใดๆ อันได้มาโดยรู้ว่าเป็นของที่ทำปลอมแปลงขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น จากการสอบสวนผู้ต้องหายังไม่ยอมให้การใดๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงต่อไปเพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นเครือข่ายแก๊งปลอมแปลงบัตรเครดิตต่างชาติรายใหญ่ที่เคยถูกตำรวจท่องเที่ยวจับกุมก่อนหน้านี้ในพื้นที่พัทยาและจ.ภูเก็ต
จากแนวทางการสืบสวนระบุว่า ก่อนหน้าที่จะถูกจับกุมนั้นคาดว่า ผู้ต้องหารายนี้เพิ่งจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยไม่นานและน่าจะมาจากประเทศดูไบ เนื่องจากมีการติดต่อกับเพื่อนชาวต่างชาติด้วยกันโดยการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือหลายครั้งก่อนที่จะลงมือกระทำการดังกล่าวในย่านสุขุมวิทและมีการรายงานข้อมูลกันตลอดเวลา ขณะที่ผู้ต้องหายังไม่ยอมบอกว่านำเงินที่กดได้ไปไหนนำไปให้ใคร แต่แนวทางการสืบสวนเชื่อว่าน่าจะมีการนำไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศและมีการกระจายไปให้บุคคลต่างๆ เรียบร้อย น่าจะเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งปลอมแปลงบัตรเครดิตรายใหญ่ที่มีหัวหน้าแก๊งเป็นชาวรัสเซียที่มีการว่าจ้างให้ชาวต่างชาติด้วยกันนำบัตรเครดิตไปรูดเงินแล้วนำมาซื้อของตามออเดอร์ส่งไปขายอีกทอดหนึ่งพบว่า แต่ละวันมีการกดเงินหลายครั้งเฉลี่ยวันละ 4-5 แสนบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมากองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ( บก.ทท.) ได้จับกุม นายวลาดิสลาฟส์ โปปลาฟสกีส์ อายุ 53 ปี และ นายอาร์คาดิจส์ อาจูชส์ อายุ 56 ปี สัญชาติลัตเวีย สมาชิกแก๊งปลอมแปลงบัตรเครดิตนำไปซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั่ว กทม. โดยจับกุมได้ภายในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทยประสานมายังตำรวจท่องเที่ยวพบมีใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าลักษณะที่น่าสงสัยภายในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำพวกกล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ที่มีราคาแพง โดยพบว่า ผู้ต้องหานำบัตรเครดิตปลอมจากหัวหน้าแก๊งชาวรัสเซีย ที่ขโมยข้อมูลบัตรเครดิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา บันทึกลงในบัตรเครดิตที่ปลอมแปลงขึ้นมาใหม่ก่อนจะนำไปรูดซื้อสินค้าตามใบ สั่งของหัวหน้าขบวนการเพื่อส่งไปขายในทันทีซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของเอฟบีไอเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาที่สามารถทลายแก๊งปลอมบัตรเครดิตได้ผู้ต้องหาจำนวน 18 คนสร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5,800 ล้านบาท
จากรายงานระบุว่า เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2556 เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ทลายแก๊งปลอมบัตรเครดิต ซึ่งสร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (กว่า 5,800 ล้านบาท) พร้อมรวบตัวคนร้าย 18 คน โดย 14 คนแรก ขึ้นศาลในวันอังคาร 5 ก.พ. ที่เหลืออยู่ระหว่างฝากขังเพื่อรอการพิจารณาให้ประกันตัว ทั้งหมดเป็นพลเมืองอเมริกัน โดยแก๊งคนร้ายเริ่มกระบวนการตั้งแต่ปี 2530 โดยใช้เอกสารหลักฐานบุคคลไม่น้อยกว่า 7,000 ราย ทำบัตรเครดิตปลอมกว่า 25,000 ใบ กระจายกันอย่างน้อย 28 รัฐ และใช้ช่องทางการเงินต่างประเทศยังปากีสถาน อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แคนาดา โรมาเนีย จีนและญี่ปุ่น อีกทั้งตั้งบริษัทลอยไม่ต่ำกว่า 80 แห่ง เช่นสปา, เครื่องใช้ไฟฟ้า, รถหรู, ทอง, จิวเวลรี่ เพื่อรับชำระผ่านบัตรเครดิตของลูกค้าเพื่อดึงข้อมูลในบัตรเครดิตผ่านเครื่อง รูดบัตร



