ข่าว

'ปปช.'พบพิรุธเช็คขายข้าว'จีทูจี'

'ปปช.'พบพิรุธเช็คขายข้าว'จีทูจี'

10 ก.ค. 2556

'ปปช.' เผยพบพิรุธเช็คขายข้าว 'จีทูจี' เหตุมีการจ่ายแค่ 8 หมื่นบาท เตรียมงัดกม.คุ้มครอง 'สุภา' หากถูกคุกคาม ระบุเล็งทำหนังสือถึง 'นายก' ไม่ให้ย้ายออกจากเก้าอี้

 

                     10 ก.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ว่านายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีตรวจสอบแคชเชียร์เช็คที่เกี่ยวกับการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จำนวน 1,460 ฉบับ ที่ได้รับจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ต้องมีการสอบย้อนไปยังธนาคารทั้ง 6 แห่ง ที่เป็นเจ้าของแคชเชียร์เช็ค ซึ่งขณะนี้มีการประสานไปแล้ว แต่บางแห่งยังไม่ให้ความร่วมมือ จึงต้องมีการประสานไปในระดับผู้ใหญ่ แต่ถ้าหากไม่ให้ความร่วมมือจริงๆ ก็คงต้องไปถึงศาลเพราะถ้าขาดส่วนนี้ไป จะทำให้สำนวนบกพร่อง

                     เมื่อถามว่า ตามกฎหมายธนาคารไม่สามารถหลีกเลี่ยงการให้ความร่วมมือได้ นายวิชา กล่าวว่า "มันมี 2 ระดับ คือเราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แต่ถ้าเข้าถึงไม่ได้ ก็ต้องไปขออนุญาตศาลซึ่งเรื่องนี้ต้องทำไปตามจังหวะของมัน แต่เรายืนยันว่าเราทำเร็วแล้ว แต่ทั้งนี้เช็คมีจำนวนตั้ง 1,460 ฉบับ หลายฉบับเงินแค่จำนวนไม่กี่หมื่น ก็มีการเซ็นเช็คออกมา ก็เป็นที่รู้กันของประชาชนทั้งหลายแล้ว เราเปิดตัวเลขนี้ออกมา ก็รู้แล้วว่ามันเป็นจีทูจีหรือเปล่า ส่วนถามว่าดูตอนนี้เช็คทั้งหมดมีพิรุธอะไรหรือไม่นั้น ผมบอกแล้วว่ามันมีที่ไหน ที่ทำจีทูจี ทำการค้าระหว่างรัฐต่อรัฐแล้วจ่ายเช็คเพียงแค่ 8 หมื่นกว่าบาท คุณก็ไปคิดดูเองแล้วกัน รัฐที่ไหนจะจ่ายเช็ค 8 หมื่นบาท”

                     เมื่อถามว่าต้องใช้เวลาเท่าไรในการติดตามเส้นทางของเช็คทั้งหมด นายวิชา กล่าวว่า ลักษณะของการทำงานทั้งหมด เรามีอำนาจตามแบบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)อยู่แล้ว และส่วนใหญ่ธนาคารก็ให้ความร่วมมือดีอยู่แล้ว เพราะมีข้อตกลงกันอยู่ แต่ก็อาจจะมีบ้างที่ไม่ให้ความร่วมมือ ก็ต้องประสานกันต่อไป ให้เกิดความเข้าใจกัน ไม่เช่นนั้นถ้าไปศาลแล้วจะเสียเวลา ส่วนคดีนี้จะเสร็จก่อนที่นายกล้านรงค์ จินทิก กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการฯ จะเกษียณอายุในเดือน ก.ย. นี้ หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า เชื่อว่านายกล้านรงค์จะพยายามดำเนินการเรื่องนี้

                     เมื่อถามว่าน.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลังได้ให้ข้อมูลอย่างไรบ้าง นายวิชา กล่าวว่า น.ส.สุภาได้ให้ข้อมูลว่าในการทำรายการต่างๆ มีหนังสือของกระทรวงการคลังครบถ้วน ในฐานะเป็นคนปิดบัญชี มันก็ชัดอยู่แล้ว แต่เราก็จะมาดูว่ามีอะไรที้ต้องเพิ่มเติมหรือไม่ โดยน.ส.สุภาก็ได้ยืนยันตัวเลขการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวตามที่เป็นข่าว ส่วนกรณีที่ น.ส.สุภา กำลังจะถูกตั้งกรรมการสอบนั้น ก็สามารถร้องขอให้ ป.ป.ช. ดูแลได้หากถูกคุกคาม เพราะเรามีกฎหมายคุ้มครองพยานให้การคุ้มครองอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งเข้ามา เพราะยังเป็นการโดนเรียกไปถาม ซึ่งไม่รู้ว่าถูกเรียกไปแบบไหน

                     “ป.ป.ช. ไม่ต้องให้คำแนะนำอะไรกับ น.ส. สุภา เพราะมันมีกฎหมายอยู่แล้ว ข้าราชการถ้าหากถูกข่มขู่คุกคาม เราก็คุ้มครองได้ เราสามารถจะแจ้งนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ว่าห้ามไม่ให้ย้ายจากตำแหน่งเดิม แต่ตอนนี้ น.ส.สุภายังไม่ได้แจ้งอย่างเป็นทางการเข้ามา แต่เราก็พร้อมคุ้มครองตามมาตรการที่มีอยู่ ทั้งในเรื่องการโยกย้าย และการกลั่นแกล้ง ซึ่งเราจะช่วยไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง” นายวิชา กล่าว

 

'วิชา' งัดกม.คุ้มครอง 'สุภา' เล็งทำหนังสือถึง 'นายก'

 

                     นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ภารกิจงานคุ้มครองช่วยเหลือพยาน” ภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานการให้ความคุ้มครองช่วยเหลือพยาน ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช. กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า การลงนามข้อตกลงการคุ้มครองพยาน ทำให้บุคคลกล้ามาเป็นพยานในคดีทุจริต เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และเป็นครั้งแรกที่นำเรื่องการคุ้มครองพยานมาอยู่ในกฎหมาย ป.ป.ช. โดยครอบคลุมถึงผู้กล่าวหา ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้แจ้งเบาะแส ผู้เสียหาย หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้ความคุ้มครองพยานผู้ใดจะประสานกับ สตช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความคุ้มครองผู้เป็นพยาน แต่หากเป็นกรณีเร่งด่วนที่มีการข่มขู่คุกคามพยาน ป.ป.ช. สามารถประสานโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้ ก่อนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีมติออกมา

                     ส่วนรูปแบบการคุ้มครองพยานจะมีการปกปิดชื่อนามสุกล ที่อยู่ หรือข้อมูลอื่นที่ระบุตัวพยานได้ หากมีความจำเป็นอาจมีการหาเซฟเฮาส์ให้อยู่ ไม่มีการเปิดเผยตัวพยานในชั้นศาล โดยให้มีการเบิกความผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ รวมถึงมีสิทธิได้รับรางวัลนำจับเป็นกรณีพิเศษจากทางราชการ นอกจากนี้บุคคลที่ร่วมกระทำความผิด ป.ป.ช.ก็สามารถกันไว้เป็นพยานได้ หากกลับใจให้ข้อมูลต่อป.ป.ช. โดยป.ป.ช.จะคุ้มครองให้ความปลอดภัยจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ไม่ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ถือเป็นกระบวนการพิเศษสุด ไม่มีระบบไหนในประเทศไทย

 

'ปปช.'เซ็นเอ็มโอยูร่วม 'สตช.' คุ้มครองพยานคดีทุจริต

 

                     สำนักคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานการให้ความคุ้มครองช่วยเหลือพยาน ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างสำนักงานป.ป.ช. กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยมีคณะกรรมการป.ป.ช. นำโดย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. นำคณะกรรมการ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช. ร่วมพิธี ส่วนสตช.นำโดย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นำข้าราชการตำรวจระดับสูงในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค1 และร่วมในพิธีดังกล่าว

                     นายณรงค์ รัฐอมฤต เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การจัดพิธีลงนามครั้งนี้เพื่อให้ความร่วมมือในการให้ความคุ้มครองพยาน ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2554 และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการคุ้มครองพยาน พ.ศ.2554 ประกอบพ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2546 และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการกำหนดแนวทางปฏิบัติการคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2548 ระหว่างสำนักงานป.ป.ช. กับสำนักงานตำรวจฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีผลสำเร็จ

                     เลขาฯป.ป.ช. กล่าวว่า ทั้ง2สำนักงานต้องถือแนวทางปฏิบัติงานร่วมกันดังนี้ 1.การปฏิบัติและประสานงานในการให้ความคุ้มครองพยาน ต้องระบุชื่อผู้ร้องขอที่จะให้ความคุ้มครอง ระยะเวลาเริ่มต้น สิ้นสุด เพื่อให้สำนักงานตำรวจส่งเจ้าพนักงานตำรวจมาให้ความคุ้มครองช่วยเหลือ 2.มีหน่วยประสานคุ้มครองช่วยเหลือพยานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ รวดเร็วในการประสานงานและปฏิบัติงานของป.ป.ช.และสตช. 3.หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการคุ้มครองพยานนั้นให้ใช้งบประมาณของสำนักงานป.ป.ช. โดยเป็นไปตามระเบียบกระทรวงยุติธรรม 4.ต้องมีการรายงานผลการดำเนินงานทุก 6 เดือน

                     ขณะที่นายปานเทพกล่าวตอนหนึ่งว่า เรื่องมาตรการคุ้มครองพยานถือว่าเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการป้องการทุจริตที่สำคัญ ที่ระบุไว้ในกฎหมายของป.ป.ช. โดยเนื้อหาของกฎหมายระบุว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ต้องจัดให้มีมาตรการคุ้มครองพยานที่ให้เบาะ โดยให้กรรมการป.ป.ช.แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีมาตรการคุ้มครองพยานต่อไป เพราะบุคคลดังกล่าวเป็นพยานควรได้รับสิทธิในการคุ้มครองตามกฎหมาย

                     ดังนั้นการลงนามครั้งนี้เป็นการประสานความช่วยเหลือและคุ้มครองพยานระหว่างสองหน่วยงานเพื่อให้มีการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพต่อไป เพื่อให้ประชาชนบุคคลต่างๆกล้ามาเป็นพยายนในคดีการทุจริตต่อไป

                     ประธานป.ป.ช. ระบุอีกว่า ขอขอบคุณตำรวจที่ทำงานร่วมกับป.ป.ช.เป็นอย่างดีเสมอมา และตนเห็นว่าจะต้องมีมาตรการที่ร่วมมือกันต่อไปอีก อาทิ มาตรการหลังจากออกจากหมายจับแล้วที่ต้องให้ตำรวจช่วยอีกทาง ซึ่งป.ป.ช.ก็จะมีการประสานไป รวมทั้งการควบคุมตัวชั่วคราวระหว่างส่งไปศาล เพราะที่ป.ป.ช.ไม่มีพื้นที่ ก็ต้องส่งตัวให้ตำรวจช่วยด้วยเช่นกัน

 

'อคส.' ยันข้าวถุงไม่ล่องหน เผยโกดังเก็บข้าวเต็มแล้ว

 

                     ในการประชุมของกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ที่มีนายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สว.สรรหา เป็นประธานกรรมาธิการ ได้พิจารณาตรวจสอบการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลในโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด โดยได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุม ทั้งนี้กรรมาธิการฯ ได้เน้นในการตรวจสอบการระบายข้าวที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การคลังสินค้า ด้วยการแปลงเป็นข้าวสารบรรจุถุง จำนวน 1 แสนตัน ที่ก่อนหน้านี้พบข้อมูลว่ามีข้าวถุงหายไปจำนวนหนึ่ง โดยนายสมศักดิ์ วงศ์วัฒนศานต์ รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ยืนยันว่าข้าวไม่ได้หาย โดยการบริการจัดการของ อรส. เป็นไปตามมติของคณะอนุกรรมการระบายข้าว โดยยอดล่าสุด ในปริมาณข้าว 3 หมื่นตัน เพื่อทำข้าวสารบรรจุถุง ที่ได้จ้างบริษัทนครสวรรค์ค้าข้าว ดำเนินการ มีข้าวที่นำไปบรรจุถงแล้ว 24,373 ตัน คิดเป็นข้าว จำนวน 5.9 ล้านถุง คงเหลือที่ อคส. ประมาณ 6,000 ตัน ทั้งนี้การระบายข้าวไปในพื้นที่ใดนั้นมีเอกสารชัดเจน ดังนั้นตนขอนำเอกสารมามอบให้กรรมาธิการ

                     ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการชี้แจงของนายสมศกดิ์ต่อกรรมาธิการได้รับการท้วงติงจาก พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สว.สรรหา ฐานะกรรมาธิการ ว่าข้อมูลที่ชี้แจงผิดไปจากข้อมูลหรือเอกสารที่เคยได้รับ ทำให้นายสมศักดิ์ต้องแก้ไขตัวเลขที่ชี้แจงตามข้อมูลของ พล.ต.ท.ยุทธนา ทั้งนี้กรรมาธิการได้ซักถามถึงพื้นที่โกดังเก็บข้าว โดยรองผู้อำนวยการ อคส. ชี้แจงว่าข้าวที่อยู่ในความดูแลของ อคส. มีประมาณ 1 ล้านตัน โดยจะใช้โกดังเก็บประมาณ 100 หลัง หากรัฐบาลประกาศรับจำนำข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ สถานที่เก็บมีจะปัญหา ดังนั้นวิธีแก้คือ ต้องเร่งระบายข้าวในสต๊อกออกไป