
นักวิชาการถกแก้รธน.แนะแก้เพื่อส่วนรวมไม่ใช่ประโยชน์นักการเมือง
นักวิชาการถกแก้รธน.แนะแก้เพื่อส่วนรวมไม่ใช่ประโยชน์นักการเมือง จรัญ แนะคงมาตรา 237 ยุบพรรคไว้ช่วยแก้ทุจริตคอรัปชั่นได้ อดีตรองหน.ชท. เตือนแก้รัฐธรรมนูญอาจกลายเป็นลิ่มสร้างความแตกแยก
(9 มิ.ย.) ที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้เสวนาเรื่อง “มุมมอง ความเห็น ประเด็นสาธารณะ ปัญหาบ้านเมือง” จัดโดย ศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย ณ ห้องจุมภฎ - พันธุ์ทิพย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเน้นอภิปรายในกรอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำต่อเมื่อถึงว่าถึงเวลาที่ควรแก้ไข แต่ถ้าเป็นประเด็นที่รัฐบาลเห็นปัญหาก็สามารถทำได้ โดยดึงประเด็นออกมาแล้วถามประชาชน แต่ไม่จำเป็นต้องทำประชาพิจารณ์ เพราะตามรัฐธรรมนูญเปิดให้ช่องแก้ไขได้ แต่การเมืองไทยยังเป็นระบบอุปถัมภ์ดึงหัวคะแนนมาเป็นแนวร่วม แม้จะมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น ไม่เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเพื่อแก้ปัญหาจึงไม่เห็นด้วย เป็นการเสียเวลา อย่างไรก็ตามไม่อยากให้คิดแต่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเป็นเรื่องที่หนักกว่า
นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นปัญหาใหญ่ในการบริหารการปกครองบ้านเมือง แต่ปัญหาอยู่ที่วัฒนธรรมทางการเมือง ถ้าสร้างเรื่องดังกล่าวให้อยู่ในระดับเป็นที่ยอมรับของสากลได้ ประชาชนพอใจเชื่อถือ แค่นี้ก็เป็นความสำเร็จการแก้ปัญหาการเมืองในประเทศ เท่าที่ผ่านมาเกือบ 80 ปี เรายังไม่ประสบความสำเร็จการสร้างวัฒนธรรมดังกล่าว ซึ่งพฤติกรรมของคนที่เข้ามาในวงการเมืองยังมีแกะดำ ผู้ใหญ่ที่เป็นหลักทางการเมืองมีจำนวนไม่มากพอที่จะทัดทานได้ ดังนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่ตัวบุคคล
"การสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ต้องเริ่มต้นที่ฝ่ายการเมือง คนที่เป็นผู้ใหญ่ในวงการเมืองต้องเป็นตัวตั้งตัวตี ว่าต้องการทำการเมืองของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แล้วช่วยกันประคับประคอง สื่อช่วยตรวจวัดบุคคล ทำให้ประชาชนมีเกณฑ์วัดมาตรฐานทางการเมืองเพื่อเลือกบุคคลเข้ามา ถ้าฝ่ายการเมืองสร้างวัฒนธรรมต้านทานการทุจริตให้เกิดขึ้นในทุกพรรค หากพบว่าบุคคลใดมีวาระซ่อนเร้นก็ให้ออกจากพรรคทันที ช่วงแรกๆ พรรคการเมืองอาจลำบาก แต่ถ้าทำได้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นจะหายไป ทันทีร้อยละ 50-60 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คนที่ต้องการทำงานการเมือง แต่ไม่มีทรัพย์สินสาดกระสุนใส่ประชาชนเข้ามา เชื่อว่าทุกคนรู้ปัญหาเรื่องดังกล่าว แต่ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ก็จะวนไปที่การปฎิวัติรัฐหารอีก” นายจรัญ กล่าว
นายจรัญ กล่าวว่า ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 คิดว่าทำอย่างไรจะแก้ปัญหาทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุจริตคอรับชั่น จึงเกิดมาตรา 237 ขึ้นมา ถ้าสามารถบริหารมาตรานี้ได้ 5 ปี เชื่อว่าปัญหาการซื้อเสียงลดลง เพราะไม่มีผู้บริหารพรรคการเมืองคนไหนนิ่งนอนใจ ปล่อยให้ลูกพรรคทำตามใจชอบ พรรคการเมืองจะคัดเลือกคนดีเข้าไปแข่งขันกัน ซึ่งเราจะหวังให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจจับเรื่องซื้อสิทธิขายเสียงอย่างเดียวคงไม่ได้ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าข้อเสียของยาแรงคือ อาการแพ้ยา อาจทำให้บริษัทล้มละลายได้ ต้องระวังไม่ให้นำมาตรานี้นำไปสู่การใส่ร้ายป้ายสีกัน
นายจรัญ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญขอให้ทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน อย่ามองแค่ประโยชน์ของคนในแวดวงการเมืองเท่านั้น เพราะเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ อย่างไรก็ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีทั้งคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ดังนั้นต้องดูว่าแก้ไขแล้วเกิดสิ่งที่ดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งความเห็นนักการเมืองที่ตรงกันไม่ได้หมายความว่าจะแก้ได้ทันที เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นจุดแตกหักของคน ก็ต้องเลื่อนไปก่อนจนกว่าจะได้จุดร่วมที่เห็นตรงกัน
นายนิกร จำนง อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นฉบับที่ดีพอสมควร แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่มีแบบแผนจากที่ต่างๆ มาตัดประกอบกัน ซึ่งกำหนดระยะเวลาให้การแก้ไข แต่ท้ายที่สุดไม่ได้มีการแก้ไข จึงมีพิษทำให้เกิดการปฏิวัติ ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 มีทั้งส่วนดีและส่วนด้อยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้กำลังกลายเป็นลิ่มที่ทำให้เกิดความแตกแยก ปัญหาตรงนี้ต้องเร่งแก้ไขไม่ให้ตอกลิ่มความแตกแยกในสังคมไทยมากไปกว่านี้ การแก้มาตรา 237 หากมองว่าเป็นจุดที่ทำให้ขัดแย้งก็ควรแก้ไข โดยยึดหลักว่าเมื่อแก้ไขแล้วต้องทำให้เกิดประโยชน์และลดลิ่มที่จะทำให้สังคมแตกแยก
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ได้ตื่นเต้นกับการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเป็นนักการเมืองมา 18 ปี ผ่านรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญแต่ละครั้งเหมือนเป็นมหกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นทุก 4-5 ปี แต่ที่ผ่านมาไม่เคยตกผลึกยังคงเถียงเรื่องเดิม เช่น จำนวน ที่มา ส.ส. ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ต้องคิดว่าจะปรับกฎหมายให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย หรือปรับคนไทยให้เข้ากับกฎหมาย และทำประชาธิปไตยให้มีมาตรฐานที่เป็นกลาง ให้ทุกคนทั้งประเทศคิดเหมือนกัน ขณะเดียวกันต้องมีสำนึกเรื่องประชาธิปไตย ให้มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน



