ข่าว

บทเรียน'เค วอเตอร์'กับโครงการสี่แม่น้ำ

บทเรียน'เค วอเตอร์'กับโครงการสี่แม่น้ำ

08 ก.ค. 2556

ถอดบทเรียน'เค วอเตอร์' กับโครงการสี่แม่น้ำ : บทความพิเศษ โดยพ.ต.ท.ปริญญา เจริญบัณฑิต นักศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาวางแผนภาคและเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลเกาหลีใต้


             บทความนี้เป็นตัวอย่างกรณีศึกษาของโครงการบริหารจัดการน้ำ ที่บริษัทเค เวอเตอร์ ทำในประเทศเกาหลีใต้ของเขาเอง ชื่อโครงการว่า Four Major Rivers Project บางสื่อในประเทศไทยเรียกว่า “โครงการปรับแต่งแม่น้ำสายหลักสี่สาย” ผมขออนุญาตเรียกเป็นชื่อไทยสั้นๆ ว่า “โครงการสี่แม่น้ำ” โดยข้อมูลที่นำเสนอมาจากการอ่านงานวิจัย การติดตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เอกสารการเรียนในชั้นเรียน การพูดคุยกับอาจารย์และนักเรียนด้านสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ที่ประเทศเกาหลีใต้

             บทความนี้มิได้มีความมุ่งหวังโจมตีตัวโครงการบริหารจัดการน้ำ บริษัทผู้ชนะประมูล หรือโจมตีรัฐบาล แต่มุ่งหวังให้ผู้อ่านได้เข้าใจที่มาที่ไป เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจโครงการบริหารจัดการน้ำสไตล์เกาหลีจากบริษัทเค วอเตอร์ ที่เพิ่งทำเสร็จไป และกำลังจะส่งผ่านความรู้และทักษะนี้มาใช้กับโครงการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ซึ่งเราควรเรียนรู้จากสิ่งที่ถูกและผิดทั้งในแนวคิดและกระบวนการในบริบทแบบประเทศเขา เพื่อป้องกันความผิดพลาดไม่ให้เกิดกับประเทศของเรา และหากเราต้องการจะทำโครงการบริหารจัดการน้ำแบบเดียวกับทางเกาหลีใต้แล้ว เราควรเข้าใจสังคม วัฒนธรรม การเมืองและวิธีคิดของคนเกาหลีไปด้วยส่วนหนึ่ง

 

ที่มาของโครงการ “สี่แม่น้ำ”

             โปรเจกท์ "สี่แม่น้ำ" นี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีประธานาธิบดีลี มยอง บัก

             ในปี 2508 ลี มยอง บัก ในวัย 24 ปี เริ่มงานกับบริษัท Hyundai Construction (Hyundai เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัท แชโบล หรือที่ถูกควรอ่านว่า แจบอล ที่รัฐถือว่าเป็นบริษัทเอกชนเรือธง ที่รัฐทั้งเชื่อและสนับสนุนว่าจะนำความมั่งคั่งมาสู่เกาหลี บริษัทพวกนี้ ได้แก่ ซัมซุง ฮุนได แอลจี เป็นต้น)

             งานแรกๆ ของลี ที่ได้รับมอบหมายคือ งานก่อสร้าง ทางหลวงสายปัตตานี-นราธิวาส ในประเทศไทยเรานี่เอง ซึ่งเป็นงานก่อสร้างแรกๆ ที่นำบริษัทก่อสร้างเกาหลีออกไปสร้างงาน และทำเงินนอกประเทศ ลีทำงานเก่งและประสบความสำเร็จในงานด้านการก่อสร้างในต่างประเทศอีกหลายงาน แค่อายุ 35 ลีได้เป็นซีอีโอที่ถือว่าอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และเพียงอายุ 47 ลีก็ได้ขึ้นเป็นประธานบริษัทที่อายุน้อยสุด และในอายุ 51 เข้าสู่การเมืองในพรรคอนุรักษนิยม

             ในอายุ 61 ลีลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงโซล และได้รับเลือกจากภาพลักษณ์ผู้บริหารเอกชนที่ประสบความสำเร็จ โปรเจกท์ที่สร้างชื่อให้ผู้ว่าฯ ลี คือ โครงการฟื้นลำธาร “ชองเก” (Cheong gye cheon) เป็นโครงการฟื้นลำธารชองเก ประสบความสำเร็จมาก ด้วยการรื้อทางด่วนออก เพื่อนำลำธารกลับมา (เทียบกับบ้านเรา คงประมาณลดผิวถนนพระราม 4 เพื่อเอา “คลองถนนตรง” กลับมา) ถ้าใครมาทัวร์เกาหลี 4-5 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในโปรแกรมก็ต้องไปคือ ลำธารชองเก

             ความสำเร็จในชีวิตเอกชน และการเมือง กับภาพลักษณ์บวกด้านสิ่งแวดล้อม เป็นบันไดให้ลีตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2550 ผู้สมัครประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่ผ่านมาเกือบทุกคน เวลาหาเสียงมักมีโครงการเมกะโปรเจกท์มาขายเป็นนโยบายหลัก เป็นเหมือนภาคบังคับที่ต้องมี ถ้าไม่มี เหมือนจะไม่มีวิสัยทัศน์ที่จับต้องได้

             ลี ได้เสนอโครงการเมกะโปรเจกท์ชื่อ Korean Grand Canal ด้วยการจะเชื่อมแม่น้ำฮั่น ที่ไหลผ่านโซล กับแม่น้ำนักดง ที่ไหลผ่านเมืองบูซาน (เทียบเป็นไทยคงประมาณเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำมูล เพื่อให้เรือขนส่งสินค้าจากอุบลฯ มาออกอ่าวไทยได้)

             โครงการต้องขุดคลอง ขยายและขุดลอกแม่น้ำ แก้ไขสะพาน ทำอุโมงค์น้ำลอดภูเขา ทำเขื่อน ทำฝายมากมาย เพื่อให้ได้ประโยชน์ด้านการขนส่งในประเทศ การบริหารน้ำ สร้างแหล่งท่องเที่ยว และสร้างงานกว่า 3 แสนตำแหน่ง เมกะโปรเจกท์นี่เองที่จะทำให้ประเทศประสบความสำเร็จตามเป้าหมายนโยบาย 747 นั่นคือ GDP โตขึ้นต่อปี 7% รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีของประชากรต้องถึง 4 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ และเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก

             ลี ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในเดือนตุลาคม 2550 และเริ่มงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 แต่เมื่อจะเดินหน้าโครงการ Korean Grand Canal มูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญา ปรากฏว่ามีนักวิชาการค้านมากมาย ประชาชนก็ไม่เห็นด้วยกว่าร้อยละ 80 ประธานาธิบดีลีเลยจำเป็นต้องถอย แต่ปลายปีเดียวกันนั้นเอง เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากวิกฤติในสหรัฐอเมริกา เศรษฐกิจเกาหลีที่ผูกอยู่กับทางอเมริกาอย่างแยกไม่ออกก็โดนไปด้วย ตัวเลข GDP ติดลบครั้งแรกตั้งแต่ปี 2543 และตัวเลขผู้ว่างงานสูงขึ้นเรื่อยๆ

             รัฐบาลเกาหลีจึงใช้วิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้ปัญหานี้ คือ “การก่อสร้าง เมกะโปรเจกท์”

             กุมภาพันธ์ 2552 ประธานาธิบดีลี ประกาศแผน Green New Deal หรือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียว โดยมีโครงการหลัก คือ “Four Major Rivers Project” ที่จะยุ่งกับแม่น้ำสำคัญสี่สายในประเทศเกาหลีคือ แม่น้ำฮัน แม่น้ำกึม แม่น้ำนักดง และ
แม่น้ำยองซัน (เปรียบกับบ้านเราน่าจะเป็นโครงการเพื่อจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำมูล แม่น้ำตาปี ประมาณนั้น)

             โครงการสี่แม่น้ำ คือ การขุดลอกแม่น้ำหลักสี่สาย ให้ได้ความลึก 6 เมตรโดยเฉลี่ย รวมแล้วเกือบ 700 กิโลเมตร พร้อมสร้างอาคารพวกพิพิธภัณฑ์ ศูนย์วัฒนธรรมชุมชนริมแหล่งน้ำที่จะเกิดขึ้น สร้างทางจักรยานตลอดลำน้ำเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 

             ประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการสี่ข้อหลัก คือ 1.เพื่อเป็นที่กักเก็บน้ำยามแล้ง และป้องกันน้ำท่วม ด้วยการสร้างเขื่อนและฝาย 16 จุดในแม่น้ำสี่สาย 2.เพื่อสร้างแหล่งพักผ่อนหย่อนใจทางน้ำ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว 3.เพื่อสร้างงานให้คนเกาหลีกว่า 2 แสนตำแหน่ง จากงานก่อสร้าง และบริการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งก่อสร้าง 4.เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในแม่น้ำ          

             แน่นอนว่า นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อมที่เคยค้านโครงการ Korean Grand Canal เรียงหน้ากันออกมาคัดค้านเหมือนเดิม เริ่มจากคำทักท้วงว่า โครงการนี้คือภาคจำแลงของโครงการ Korean Grand Canal ที่พับไปก่อนหน้าด้วยแรงต้านประชาชน

             ตามด้วยการถล่มจากนักสิ่งแวดล้อมในเรื่องการขุดตะกอนแม่น้ำให้ได้ลึก 6 เมตร ซึ่งต้องขุดตะกอน 570 ล้านลูกบาศก์เมตร ออกจากแม่น้ำสี่สาย (ตะกอนที่ว่า เอาไปถมสนามบินดอนเมืองได้สูงประมาณร้อยเมตร) ตามด้วยการรื้อตลิ่งธรรมชาติออก แล้วสร้างคันขอบหินและคอนกรีตขนาดใหญ่ แล้วปลูกต้นไม้ปิดทับหน้า ผลสุดท้ายแม่น้ำธรรมชาติจะถูกหั่นออกเป็นท่อนทะเลสาบเล็กๆ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ไม่สามารถเรียกว่า “ฟื้นฟู” แม่น้ำ แต่เป็นการ “ฆ่า” แม่น้ำทั้งสี่สาย

             นอกจากนี้ยังมีข้อท้วงติงจากนักวิชาการเรื่อง การไม่ศึกษาความคุ้มทุนของโครงการ เช่น การคำนวณสัดส่วนระหว่างต้นุทนและผลประโยชน์ (Cost and Benefit) โดยรัฐบาลไม่ยอมประกาศความคุ้มทุนของโครงการสี่แม่น้ำ เหมือนโครงการอื่นๆ

             อาจารย์ของผมท่านหนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ที่เคยคัดค้านโครงการ Grand Canal และทั้งออกดีเบตทางฟรีทีวี กับเป็นพยานในศาล ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม คำนวณโครงการสี่แม่น้ำ ตัวเลขออกมาแค่ 0.16-0.24 (คือ ได้ประโยชน์ แค่ 16-24 ส่วน จากการลงทุน 100 ส่วน) เห็นง่ายๆ คือ ไม่น่าคุ้ม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

             ตามด้วยไม้ตายคือ การท้วงและฟ้องร้องเรื่อง "การขาดการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA" จากการที่ประธานาธิบดีลีประกาศว่า โครงการสี่แม่น้ำจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน 2009 ทำให้มีเวลาจริงๆ ในการทำ EIA แค่ประมาณ 40 วันในเอกสาร EIA หลายพันหน้า ประกอบด้วยข้อมูลเก่าอายุมากกว่า 20 ปี ทั้งไม่มีการลงพื้นที่ รีบเร่งสรุปผล ฯลฯ         

             แต่สุดท้าย รัฐบาลมีการออกกฎหมายเพื่องดเว้นสำหรับโครงการนี้เป็นพิเศษในบางเรื่อง ทำให้โครงการสามารถเริ่มสร้างได้ตามที่ประกาศไว้อย่างตรงเวลา ตามสไตล์ที่ถนัดด้านการบริหารงานก่อสร้างของประธานาธิบดีลี และ บริษัทเค วอเตอร์ คือผู้การดำเนินการ

             บริษัทเค วอเตอร์ เป็นบริษัทร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนของเกาหลี ถือหุ้นโดยรัฐบาลเกาหลีมากกว่าครึ่ง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็มักจะเป็นบริษัทใหญ่ๆ ในกลุ่มแชโบลนั่นเอง แน่นอนว่า เค วอเตอร์ คือ บริษัทผู้ทำโครงการบริหารจัดการน้ำแบบกึ่งรัฐ กึ่งเอกชน และทำตัวเป็นบริษัทรับงานโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งในประเทศและนอกประเทศ ภารกิจหลักคือ การสร้างงานให้คนในเกาหลี หาเงินตราเข้าประเทศ ด้วยการเอาเทคโนโลยีการก่อสร้าง การจัดการน้ำ ออกไป          

ผลกระทบจากโครงการสี่แม่น้ำ

             โครงการสี่แม่น้ำ เริ่มต้นอย่างตรงเวลาในเดือนพฤศจิกายน 2009 ด้วยการเริ่มขุดลอกแม่น้ำให้ได้เฉลี่ยลึก 6 เมตร ซึ่งรวมแล้วต้องขุดตะกอนประมาณ 570 ล้านลูกบาศก์เมตร ออกจากก้นและริมตลิ่งของแม่น้ำสี่สาย ตามด้วยการรื้อตลิ่งธรรมชาติที่มีทั้งสาหร่าย พืชน้ำ กอหญ้าต่างๆ ออก แล้วสร้างคันขอบหินและคอนกรีตขนาดใหญ่ เพื่อให้รองรับการกักเก็บน้ำได้ในปริมาณที่ควบคุมได้ แน่นอนว่า แม่น้ำมีประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำมากขึ้น ถ้ามาพร้อมกับการบริหารจัดการดีๆ น้ำจะไม่ท่วม น้ำจะไม่แล้ง ตลอดกาล

             แต่แปลกที่การทำโครงการเหล่านี้ เขาลืมเรื่องง่ายๆ ไป นั่นคือ แม่น้ำไม่ได้มีแต่น้ำ ตะกอน และตลิ่ง แต่มันมีสิ่งที่เรียกว่า “ระบบนิเวศ” อยู่ด้วย นี่คือสาเหตุที่นักสิ่งแวดล้อมมาบอกพร้อมๆ กันว่า โครงการนี้ไม่สามารถเรียกว่า “ฟื้นฟู” แม่น้ำ แต่เป็นการ “ฆ่า” แม่น้ำทั้ง 4 สาย

             เพราะการขุดแม่น้ำให้ลึกขนาดนั้น น้ำจะเปลี่ยนทั้งความเร็ว และอุณหภูมิ ซึ่งปลาจะเดือดร้อนที่สุด เมื่อปลาไม่มีตลิ่งให้พัก ไม่มีที่วางไข่ และเดินทางผ่านแม่น้ำที่ถูกหั่นเป็นท่อนๆ ไม่ได้ มันจะลดจำนวนลง และสูญพันธุ์ไปในที่สุด นกน้ำอพยพ เช่น นกกระเรียน Hooded Crane เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีหนึ่งและสองของไซเตส ได้สูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำสำหรับพักอาศัย วางไข่ และหากิน ผลคือ การลดจำนวนจากสามพันตัว เหลือแค่พันตัวหลังโครงการสี่แม่น้ำแล้วเสร็จ

             อย่างไรก็ตาม จำนวนนกและปลาไม่ได้กระทบตรงกับคนเกาหลีที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว คนส่วนใหญ่เข้าไปสู่ในภาคบริการและอุตสาหกรรมแล้ว การประมงพื้นบ้านกับระบบนิเวศที่เสียไป ผู้คนจึงไม่เดือดร้อนมาก และคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้ค่าชดเชย แถมด้วยมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น จากศักยภาพนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีมากขึ้น เกษตรกรก็ไม่เดือดร้อน เพราะได้ผลดีจากเรื่องน้ำท่วม และการควบคุมภัยแล้ง

             จากที่ผมเรียนมาได้ปีนิดๆ ที่เกาหลี ได้ลองคุยกับนักเรียนเกาหลี แม้หลายคนเป็นนักเรียนด้านสิ่งแวดล้อม เขาไม่ค่อยรู้จักคุณค่าของคำว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพ” กันสักเท่าไหร่ ซึ่งต้องเท้าความไปถึงสังคมเกาหลีที่สังคมส่วนใหญ่กลายเป็นสังคมเมือง (Urbanized) และสังคมอุตสาหกรรม (Industrialized) ไปนานแล้ว เกาหลีไม่มีสัตว์ใหญ่ในป่า ตั้งแต่ต้นๆ ศตวรรษที่ 20 (เดิมมีทั้งเสือ หมี และกวาง) ปัจจุบันนักล่าใหญ่สุดตามธรรมชาติคือ หมูป่า ตัวนาก พังพอน เทียบไม่ได้กับบ้านเราที่ยังมีทั้งเสือ ช้าง กระทิง กวาง ฯลฯ

             เมื่อเขาไม่เคยเห็น “ความหลากหลายทางชีวภาพ” มันก็ง่ายมากที่เขาจะไม่เห็นคุณค่ามัน และสิ่งที่จับต้องได้คือเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของมนุษย์ กลายมาเป็นความสำคัญอันดับหนึ่ง

             ปัญหาอย่างเดียวที่คนเมืองคิดว่าเดือดร้อนจากโครงการสี่แม่น้ำ คือ ปรากฏการณ์ Algae Blooms ในหน้าร้อนและฝนขาดช่วงนานๆ น้ำในแม่น้ำจะไหลช้าลง ทำให้สาหร่ายขนาดเล็กเติบโตได้เร็วขึ้น เกิดปรากฏการณ์ Algae Blooms โดยที่แม่น้ำทั้งสายกลายเป็นเหมือน “ชาเขียวลาเต้” ที่ใช้บริโภคอุปโภคไม่ได้เลย เมืองโซลต้องออกมาเตือนผู้ใช้น้ำประปาให้ต้มก่อนดื่ม และต้องลงทุนมากมาย เพื่อซื้อสารเคมี และโรยลงในน้ำเพื่อฆ่าสาหร่ายดังกล่าว

             คนที่ไปแวะชมโครงการสี่แม่น้ำจะพบกับความสวยงามผ่านสายตา ที่เห็นท้องน้ำกว้างใหญ่ ต้นไม้ ทุ่งหญ้า มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม สนุกกับการขี่จักรยานริมทะเลสาบ แต่ในบางฤดู ถ้าเดินไปใกล้ๆ น้ำ น้ำจะมีกลิ่นเหม็นเน่าๆ เพราะระบบนิเวศพังไปเกือบหมดแล้ว           

             แค่ปิดตานึกภาพว่า สายน้ำที่บ้านเรานั้น มีความหลากหลายทางชีวภาพกว่าเกาหลีกี่ร้อยเท่า มีความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยมากกว่าเมืองแน่นๆ ตึก และโซนอุตสาหกรรมแบบเกาหลีกี่พันเท่า คำถามคือ การนำเทคโนโลยีสไตล์เกาหลี ที่แม้แต่ใช้ในประเทศเขายังมีปัญหาขนาดนี้ มาใช้กับบ้านเรา มันจะเหมาะจริงๆ หรือ?

             อาจารย์เดชา บุญค้ำ ปรมาจารย์แห่งภูมิสถาปัตยกรรม อดีตคณบดีของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านเคยให้แนวคิดเรื่องผังเมืองของบ้านเราว่า “เราเปลี่ยนนาดีๆ เป็นเมืองเลวๆ กันมามากแล้ว" ซึ่งจากคำของท่าน มันเกิดคำถามในหัวผมว่า “นี่เราจะเปลี่ยนสายน้ำดีๆ เป็นแอ่งน้ำนิ่งๆ เลวๆ” กันอีกหรือ?

             จากกรณีศึกษาโครงการสี่แม่น้ำ อาจสรุปเป็นประเด็นดังนี้       

             ความผิดพลาดโครงการสี่แม่น้ำที่ชัดเจนและร้ายแรงที่สุดคือ “การทำอย่างรีบเร่ง” การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการขนาดใหญ่ ด้วยเวลาอันสั้น อาจารย์ชาวเกาหลีอีกท่านหนึ่งที่เห็นด้วยกับโครงการสี่แม่น้ำ แต่ท่านบอกว่า “ไม่น่ารีบทำ” รัฐน่าจะเริ่มทำอะไรเล็กๆ ก่อน ทดลองดูผลกระทบของมันก่อน เก็บข้อมูลทางวิชาการ ศึกษาให้เยอะๆ จากนั้นค่อยขยายผลเป็นลุ่มน้ำ และสี่ลุ่มน้ำ ผลกระทบทางลบจะน้อยกว่านี้

             รัฐต้องคำนวณ และแจกแจงความคุ้มค่าของโครงการ ที่ไม่ชัดเจนที่สุดของโครงการสี่แม่น้ำ คือ การไม่เปิดเผยผลการศึกษาความคุ้มค่าของโครงการ กรณีเกาหลี รัฐเขามักจะคิดคำนวณฝั่ง "ผลประโยชน" ออกมาได้มากมาย แต่เมื่อถามถึงที่มาของรายละเอียดตัวเลข กลับเป็นความลับ และฝั่ง "ต้นทุน" ก็ไม่ได้รวมความสูญเสียระยะยาว โดยเฉพาะระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป ผลกระทบของผู้ถูกย้ายถิ่นจากชนบทสู่เมืองเนื่องจากสูญเสียที่ทำกิน เป็นภาระกับเมืองในอนาคต แม้จะประเมินยาก แต่ประเมินได้ตามหลักวิชาการเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม         

             โดยเฉพาะประชาชนและสายใยทางสังคมบ้านเรา ยังอยู่กับสายน้ำ และพึ่งพาธรรมชาติมากกว่าเกาหลีหลายร้อยเท่า ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์และซับซ้อนกว่าประเทศอย่างเกาหลีใต้เป็นพันเท่า ฉะนั้นโครงการที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย จะมีผลกระทบทางสังคม และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมรุนแรงมากกว่าขนาดไหน         

             อันความเสียหายทางธรรมชาติ และสังคมที่เกิดจากโครงการสี่แม่น้ำในเกาหลีนั้น จริงๆ แล้วจะโทษบริษัทแบบเค วอเตอร์ ทั้งหมดไม่ได้ คนที่น่าจะโทษกลุ่มที่หนึ่งคือนักการเมือง ไม่ฟังคำทักท้วงของนักวิชาการและประชาชน คำนึงถึงแต่ผลดีด้านเศรษฐกิจ ละเลยผลเสียที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไป (ส่วนมีโกงกินกันหรือไม่ ก็กำลังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของเกาหลีอยู่ตามข่าว)   

             กลุ่มคนที่ต้องโทษเป็นกลุ่มที่สองคือ ตัวประชาชนเอง ที่ไม่สนใจอะไรที่นอกเหนือจากประโยชน์ตรงหน้า นอกจากไม่มีข้อมูลแล้ว ก็ยังไม่สนใจที่จะหาข้อมูล และไม่ตั้งคำถามกับรัฐบาลตัวเอง

..............

(หมายเหตุ : ถอดบทเรียน'เค วอเตอร์' กับโครงการสี่แม่น้ำ  : บทความพิเศษ โดยพ.ต.ท.ปริญญา เจริญบัณฑิต นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวางแผนภาคและเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ประเทศเกาหลีใต้ เผยแพร่ครั้งแรกแบบฉบับเต็มใน Facebook ส่วนตัวของ “Lek Parinya” และขอบคุณภาพจากJoongang Ilbo)