
'ช่วยลุ่มเจ้าพระยา...แต่เราจะอยู่อย่างไร'
เสียงสะท้อนจากคนท่าม่วง 'ช่วยลุ่มเจ้าพระยา...แต่เราจะอยู่อย่างไร' : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน
การเสียชีวิตของ นางทองอยู่ ล่องลอย อายุ 79 ปี ภูมิลำเนาชาวหมู่ 3 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี อาจจะไม่มีความหมายอื่นใด หากมองในมิติความชราและโรคประจำตัวที่มีอยู่
ทว่า สิ่งที่นางทองอยู่รับรู้ได้จาก ด.ต.ไพโรจน์ บุณยาอบ หลานชายวัย 59 ปี เล่าถึงโครงการผันน้ำที่จะเกิดขึ้นอันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริหารจัดการน้ำพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก โดยการสร้างคลองรับน้ำจากแม่น้ำปิง ตั้งแต่ จ.กำแพงเพชร ผ่านลงมา จ.นครสวรรค์ เข้าจนมาถึง จ.สุพรรณบุรี ก่อนถึง จ.กาญจนบุรี ด้านห้วยกระเจา สู่ อ.พนมทวน ผ่านพื้นที่หมู่ 12 หมู่ 4 และหมู่ 3 เทศบาลตำบลท่าล้อ อ.ท่าม่วง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม
กล่าวเฉพาะประเด็นที่นางทองอยู่รับรู้คือ การที่จะต้องสูญเสียที่ดินรวม 4 ไร่ และที่พักอาศัยของตัวเองให้แก่โครงการนี้ ด้วยความเครียดในสิ่งที่รับรู้ ทำให้นางทองอยู่เกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน การจากไปของนางทองอยู่จึงมีความหมายสำหรับคนในชุมชนแห่งนี้ไม่มากก็น้อย นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงสิ่งที่จะตามมาพร้อมกับโครงการของรัฐ
แนวการระบายน้ำ (ฟลัดเวย์) ฝั่งตะวันตก ที่กรมชลประทานศึกษาไว้ จากจุดรับน้ำแม่น้ำปิง อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร มาสิ้นสุดที่แม่น้ำแม่กลอง อ.ท่าม่วง รวมระยะทาง 289 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 6 จังหวัด คือ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี มีพื้นที่เวนคืนที่ดินรวม 43,239 ไร่ กรมชลประทานประเมินว่า แนวฟลัดเวย์ที่เป็นการขุดคลองสายใหม่จากขาณุวรลักษบุรี มาถึงท่าม่วง ระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที ถือเป็นการตัดมวลน้ำแม่ปิงไม่ให้ไหลลงไปสมทบแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ และตัดเส้นทางน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง ช่วยลดภาระแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงน้ำหลากก่อนถึงเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท
ที่สุดแล้วจึงเป็นการตัดน้ำแม่ปิงมาสู่แม่น้ำแม่กลอง จ.กาญจนบุรี โดยมีเขื่อนแม่กลองทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำผ่านระบบชลประทาน ไปสู่พื้นที่ชลประทานและผลักดันออกสู่อ่าวไทยในที่สุด
ขณะเดียวกัน เมื่อรวมกับแผนระบายน้ำฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออก ที่ผันออกทางชัยนาท-ป่าสัก (ลพบุรี) ที่กรมชลประทานศึกษาไว้ ให้ระบายน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เท่ากับว่าจะลดน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้กว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อันหมายถึงการลดผลกระทบน้ำท่วมที่จะเกิดกับกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับแผนการศึกษาแนวทางระบายน้ำผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ที่เริ่มมาตั้งแต่สิงหาคม 2555 และสิ้นสุดตุลาคมนี้
ด้วยเหตุนี้ การจากไปของนางทองอยู่ จึงเป็นสัญญาณที่ทำให้คนในพื้นที่ตื่นตัวต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น นายสมเกียรติ สมรภูมิ อายุ 58 ปี ภูมิลำเนาหมู่ 3 ต.ท่าล้อ นัดชาวบ้านกลุ่มหนึ่งหารือเพื่อประเมินสถานการณ์
"จากข้อมูลที่เรารับรู้กัน ผมว่าไม่น่าจะเรียกว่าคลอง น่าจะเรียกว่าแม่น้ำจะเหมาะกว่า เนื่องจากตัวทางน้ำกว้าง 120 เมตร มีคันดินกั้น 250 เมตร ความเร็วของน้ำที่ 4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เมื่อมีมวลน้ำเข้ามาจะต้องมีระดับน้ำในแม่กลองสูงขึ้นบางส่วน ที่ผ่านมาบ้านที่อยู่อาศัยจะสูงกว่าระดับน้ำเพียง 50 เซนติเมตรเท่านั้น หากระดับน้ำสูงขึ้นอีก 50 เซนติเมตร ชาวบ้านจะได้รับผลกระทบไปด้วยประมาณ 100 หลังคาเรือน"
"จุดยืนของพวกเราไม่ได้ต่อต้านแต่อย่างใด แต่ขอให้ทบทวนว่า น้ำที่มาจากแม่ปิงมีทางอื่นไหมที่จะผันน้ำออกไป ทำเป็นคลองซอยได้หรือไม่ เพราะถ้าหากโครงการผ่านมายังพื้นที่ ต.ท่าล้อ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ นั่นคือความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นกับผู้อยู่อาศัยกว่า 100 หลังคาเรือน" นายสมเกียรติอธิบาย
"ปัจจุบันประชาการในเขต ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี มีประชากรกว่า 10,000 คน อาชีพหลักอยู่ที่ภาคการเกษตร ส่วนผลกระทบจากโครงการนี้ประเมินว่าจะอยู่ราว 100 หลังคาเรือน ด้านการดำเนินการต่อโครงการนี้ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา บริษัทที่ปรึกษาโครงการได้จัดประชุมชี้แจง ที่หน่วยชลประทานที่ 13 เขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง โดยแจ้งให้ทราบว่าจะมีการประชาคมหมู่บ้าน ในโอกาสต่อไป ทั้งนี้คงต้องดูท่าทีว่า ชาวบ้านมีความคิดเห็นอย่างไร และการทำประชาคมหมู่บ้านครั้งใหญ่ในพื้นที่ ต.ท่าล้อ เพื่อฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้ น่าจะเป็นคำตอบได้" นายจำลอง อบอุ่น กำนันตำบลท่าล้อ กล่าว
ด้าน นายหัสนัย จิตอารีย์ นายอำเภอท่าม่วง ยอมรับว่า ขณะนี้สิ่งที่คนในพื้นที่กังวลคือ แนวคลองที่จะทำมีขนาดใหญ่มากและปลายน้ำมาออกที่ ต.ท่าล้อ ซึ่งเป็นชุมชน หากเป็นไปได้อยากให้ผันน้ำไปทางอื่น ส่วนตัวเท่าที่ติดตามโครงการนี้ ต้องใช้งบประมาณเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณในการก่อสร้าง การเวนคืนที่ดิน ในทางปฏิบัติแล้วคงต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร
เช่นเดียวกับครอบครัวของ นายชูเกียรติ ชัชวาลย์ อายุ 46 ปี ภูมิลำเนา ต.ท่าล้อ บอกว่า ครอบครัวชัชวาลย์ที่ด้วยกัน 8 ครัวเรือน อาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณที่โครงการผ่านทั้งหมด โดยมีเนื้อที่รวม 4 ไร่ ที่อยู่ในแนวจะต้องเวนคืน อยากจะขอให้รัฐบาลทบทวน ขณะนี้ชาวบ้านกังวลกันมาก ค่าเวนคืนที่ได้มาไม่ได้เป็นหลักประกันเลยว่าจะคุ้มหรือพอกับการจะหาซื้อที่อยู่ใหม่ ที่สำคัญไม่อยากไปอยู่ที่ไหน อยากอยู่ที่นี้
"เราอยากให้เข้ามาศึกษาถึงผลกระทบก่อน เนื่องจากผู้ที่เดือดร้อนไม่ใช่ผู้ที่ถูกกระทบเรื่องการเวนคืนที่ดินเท่านั้น แต่จะมีผลกระต่อผู้ที่อยู่อาศัยโดยรอบ ลำพังกาญจนบุรีมีเขื่อนใหญ่ 2 เขื่อน ที่อยู่บนแนวแผ่นดินไหว ก็หวาดระแวงอยู่แล้ว ชาวบ้านต้องการให้ทำประชาพิจารณ์ก่อน เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลที่แน่ชัด เรื่องนี้ทำให้คนในพื้นที่หวาดกลัวมาก" นายปุณเดชา เกสรกาญจน์ อายุ 34 ปี ภูมิลำเนา ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง กล่าว
"ท่าทีของชาวบ้านอยากให้ย้ายโครงการไปพื้นที่อื่น จริงอยู่ที่การทำฟลัดเวย์จะรักษาพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ให้ได้รับผลกระทบ แต่ควรคำนึงถึงผลกระทบกับผู้ที่อยู่ในทางผ่านมาด้วย อยากจะฝากผู้รับผิดชอบให้คิดถึงคนในพื้นที่ว่า จะต้องไม่เดือดร้อน ถ้าจะเวนคืนก็ต้องให้หลักประกันว่าจะตั้งต้นประกอบอาชีพได้" เรวัต สิรินุกูล สมาชิกพรรคเพื่อไทย จ.กาญจนบุรี กล่าว
คำสั่งของศาลปกครองกลาง ที่มีคำพิพากษาให้ชะลอการประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการให้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง ก่อนจะมีการเซ็นสัญญากับผู้รับงานในโครงการ อาจจะทำให้โครงการนี้ประวิงเวลาออกไป แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่โครงการโดยตรง นั่นคือแรงกดดันจากนโยบายรัฐที่กำลังสะท้อนมาถึง
..............................
(หมายเหตุ : เสียงสะท้อนจากคนท่าม่วง 'ช่วยลุ่มเจ้าพระยา...แต่เราจะอยู่อย่างไร' : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน)



