
กฎหมายกตัญญู
กฎหมายกตัญญู : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
ในสมัยเมื่อ 40-50 ปีก่อน ในยุคที่จีนยังเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ ทางการจีนในเวลานั้นได้วางกฎที่เรียกว่า “สามช้า” คือ ถ้าจะรักใคร่ชอบพอกันก็ให้ดูใจกันช้าๆ ถ้าจะแต่งงานก็ขอให้ใช้เวลาคิดช้าๆ ก่อนจะตกลงใจ และเมื่อแต่งงานกันแล้วก็ขอให้มีลูกช้าๆ คืออยู่กันไปสักพักหนึ่งก่อน ไม่ต้องรีบมีลูก เพราะปัญหาเรื่องจำนวนประชากรที่มากมายมหาศาล จึงมีความจำเป็นต้องหาทางชะลอการเกิด เพื่อผ่อนคลายปัญหาต่างๆ ที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดแคลนอาหาร ทรัพยากร การบริการทางสังคมและอื่นๆ แต่ชะรอยว่านโยบายสามช้าจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทางการจีนจึงออกกฎเหล็ก ให้สามีภรรยาหนึ่งคู่มีบุตรได้เพียงคนเดียว ซึ่งกฎดังกล่าวได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมในเมืองจีนอย่างมาก เพราะครอบครัวคนจีนนิยมการมีบุตรชาย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่จะมีลูกได้เพียงคนเดียว และลูกนั้นเป็นบุตรสาว ก็จะถูกนำไปทิ้งหรือที่หนักหนากว่านั้นก็คือการทำลายชีวิตเด็กหญิงตั้งแต่แรกคลอด
มาถึงวันนี้ จีนกำลังประสบปัญหาการมีประชากรสูงวัยในอัตราที่สูง และสภาพสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ภายหลังที่มีการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไปสู่การค้าเสรีและทุนนิยม ทำให้คนจีนรุ่นใหม่ละทิ้งครอบครัวในชนบทเพื่อไปทำงานในตัวเมืองหรือภาคอุตสาหกรรม ขณะที่คนแก่ยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิม จึงเกิดช่องว่างระหว่างคนสองวัย พ่อแม่กับลูกหลานเริ่มห่างเหินกัน ไม่ได้อยู่ร่วมบ้านเดียวกันเช่นเดิม และปัญหาเศรษฐกิจก็ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของทั้งคนหนุ่มคนสาวและคนแก่ จนน่าเป็นห่วงว่าความสัมพันธ์แบบลัทธิขงจื๊อที่ให้ความสำคัญต่อบุพการีและความกตัญญูเป็นอย่างสูงจะเหือดหายไปจากสังคมจีน และต่อไปคนจีนก็คงจะคิดถึงแต่ตัวเองมากกว่าจะมีความห่วงใยญาติผู้ใหญ่
ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ทางการจีนจึงออกกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งเรียกกันว่า “กฎหมายกตัญญู” กฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ลูกที่มีพ่อแม่อายุ 60 ปีขึ้นไป ต้องกลับไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่ และให้ความอุปการะ ในเรื่องเงินทอง การดูแลสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือในเรื่องอื่นๆ
จากตัวสถิติแสดงว่า ในปลายปี ค.ศ.1960 ประเทศจีนมีประชากรที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี จำนวน 185 ล้านคน ประมาณว่าถึงปลายปี 2015 จำนวนชาวจีนที่สูงอายุ จะเพิ่มขึ้นเป็น 221 ล้านคน ซึ่งคนแก่เหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และก็เป็นภาระเกินกำลังที่รัฐจะให้การดูแลได้เช่นกัน จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายให้ลูกหลานเข้ามารับผิดชอบด้วย
ข่าวนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ในสมัยสงครามเย็น เรามักได้ยินคำโฆษณาชวนเชื่อว่าคอมมิวนิสต์ที่เมืองจีนนั้นพยายามตัดขาดความสัมพันธ์ของครอบครัว ดังนั้น เด็กๆ จึงถูกเลี้ยงดูในคอมมูน และเมื่อโตขึ้นก็จะไม่มีความผูกพันหรือกตัญญูต่อพ่อแม่ และเวลานี้เรื่องเหล่านั้นก็เริ่มปรากฏขึ้นจริง แต่ปัจจุบันเป็นในยุคที่จีนหันมาดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบการค้าเสรีและทุนนิยม ตามแนวทางของสหรัฐและชาติตะวันตก
ดังนั้น จึงชวนให้สงสัยว่า สิ่งที่ทำลายจริยธรรม คุณธรรมและคติธรรม ของจีนและขนบนิยมของขงจื๊อนั้น คือระบบเศรษฐกิจและการปกครองแบบไหนกันแน่?
คำถามนี้ ไม่ต้องตอบหรอกครับ แต่อยากให้ถามตัวเองต่อไปว่า ถ้าสภาพของเศรษฐกิจและสังคมทำให้คนไทยเห็นแก่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเมืองไทยของเราจะต้องมี “กฎหมายกตัญญู” บ้างไหมครับ?



