ข่าว

'ปชป.'จี้'ปู'สอบคลิปเสียงชาย2คน

'ปชป.'จี้'ปู'สอบคลิปเสียงชาย2คน

07 ก.ค. 2556

'ปชป.' บี้ 'นายกฯ' สอบคลิปเสียงชาย2คนสนทนากันทางการเมือง

 

                               7 ก.ค. 56  เมื่อเวลา 11.30 น.  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวคลิปเสียงคล้ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  และพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมะ สนทนากันเรื่องการเมืองภายในประเทศว่า ตนเห็นในข่าวแล้ว แต่ก็มีคนออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่เสียงของตนเอง แต่เรื่องนี้ก็คงต้องมีการพิสูจน์กัน หากเนื้อหาสาระการสนทนาถ้าเป็นบุคคลที่เสียงคล้ายก็น่าเป็นห่วง เพราะแสดงให้เห็นถึงการเตรียมการทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ถูกต้อง และน่าจะทำให้เกิดความวุ่นวาย ความขัดแย้ง ตนรู้สึกเป็นห่วง เพราะจริงๆ มันไม่ใช่แค่การดำเนินการตามในคลิปเสียง แต่หมายถึงการใช้อำนาจในขณะนี้ ถ้ามีการแทรกแซงกันเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ไม่สมควร ส่วนที่มีการดึงเอาสภากลาโหมไปรองรับกฎหมายบางอย่างฉบับนั้น ที่จะเอื้อให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยได้ ตนเคยตั้งข้อสังเกตว่า การปรับคณะรัฐมนตรีก็มีเป้าหมายที่จะเพิ่มรัฐมนตรีช่วยเข้าไปทำงานหลายอย่าง และหากคลิปนี้พิสูจน์ออกมาแล้วว่าเป็นบุคคลดังกล่าวจริง ก็ตรงตามที่หลายฝ่ายมองเหตุที่รัฐบาลออกมาปรับครม.ครั้งนี้ และทำให้เห็นว่า การที่นายกรัฐมนตรีออกมาปฏิเสธว่าไม่ต้องการเข้าไปข้องเกี่ยวกับการโยกย้ายนั้นเป็นเรื่องเท็จ

                               นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่าการที่ ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ว่ากฎหมายคุ้มครองอยู่ และวางโครงสร้างเอาไว้ไม่ให้เกิดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้ ทั้งนี้ตนยืนยันว่าข้าราชการ กองทัพ หน่วยงานความมั่นคงทุกคน ต้องยึดหน้าที่ และความรับผิดชอบของตนเอง และทำเพื่อส่วนร่วม ซึ่งก็ต้องคอยให้กำลังใจข้าราชการทุกคนให้ยึดแนวทางนี้ 

                               "บ้านเมืองจะไม่สงบหากมีการใช้แนวคิดใช้อำนาจไปแทรกแซงทำแต่เรื่องของตนเอง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ประชาชน และระบอบประชาธิปไตยมอบอำนาจให้ไปทำ บ้านเมืองก็วุ่นวาย หลายประเทศที่วุ่นวายก็ทำอย่างนี้ ประเทศไทยในอดีตที่วุ่นวายก็ทำอย่างนี้" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวและว่า ตนหวังว่าจะต้องมีการทบทวน และสังคมต้องเข้มแข็งในการที่จะยืนยันว่า อย่าให้ผู้มีอำนาจ อย่าให้กลไกข้าราชการถูกไปกระทำในเรื่องเหล่านี้ให้บ้านเมืองวุ่นวาย และขอให้คนที่คิดกระทำ ทบทวนความคิดอย่าคิดไปท้าท้ายประชาชน

                               นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่ามันชัดมานานแล้วว่าวันนี้ไม่ได้คิดจะทำเรื่องปรองดองอย่างจริงจัง แต่เป็นการทำเพื่อพรรคพวกของตนเองมากกว่า ทั้งนี้ ตนเคยชี้แจงกับประชาชนมาตลอดว่า อันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการทำสิ่งเหล่านี้คืออะไร ตนรู้สึกเป็นห่วงในหลายเรื่องที่เป็นค่านิยมของสังคม ทั้งการทุจริตที่มีผลโพลล์สะท้อนออกมาว่าจะทำให้บ้านเมืองเราอ่อนแอ

                               เมื่อถามว่าการเปลี่ยนจากการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มาเป็น พ.ร.ก.นิรโทษกรรม จะเสร็จง่ายอย่างที่คิด หรือจะเพิ่มความวุ่นวายให้สังคม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะเกิดทั้งความวุ่นวาย และขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนจะกล้าทำสิ่งนี้หรือไม่ ตนไม่สามารถตอบแทนคนเหล่านั้นได้ แต่ขอเตือนว่าทำแล้วขัดรัฐธรรมนูญจะยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งเข้าใจว่าการทำเรื่องดังกล่าวจะอ้างว่าทำเพื่อความมั่นคง แต่ขณะนี้ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่กระทบความั่นคงจนต้องไปออกกฎหมายในลักษณะนั้น แต่ตรงกันข้ามการออกกฎหมายเช่นนั้น จะทำให้เกิดปัญหาความมั่นคง และมีการพาดพิงสถาบันเบื้องสูง ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม

                               เมื่อถามว่า หากทหารเอาด้วยทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะทหาร หรือไม่ทหารก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และยืนยันว่า ไม่เห็นเงื่อนไขใดที่จะเข้าข่ายการออกเป็น พ.ร.ก.อยู่แล้ว ซึ่งก็หวังว่าให้ข้าราชการ ไม่แค่กองทัพ ยึดประโยชน์ของส่วนรวม อย่าไปยอมจำนนต่ออำนาจที่ไม่ถูกต้อง

                               ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินหรือไม่ หากเปิดประชุมสภาฯในเดือน ส.ค. สถานการณ์จะรุนแรงขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่รัฐบาล หากคิดได้ก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ และหันกลับมาแก้ปัญหาเพื่อประชาชน หากรัฐบาลประกาศว่าจะไม่ทำเรื่องเหล่านี้ ยกเว้นจะช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้มีเจตนาทำผิด แต่ติดปัญหาเงื่อนไขทางการเมืองเหมือนโดนร่างแห แล้วรัฐบาลจะช่วยเรื่องนิรโทษกรรม แค่ตรงนั้นไม่มีปัญหา และรัฐบาลก็เดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การลงทุนเพื่ออนาคต โดยไม่มีประโยชน์แอบแฝง บ้านเมืองก็จะเดินหน้าไปได้ และรัฐบาลก็จะอยู่ได้ ทั้งนี้ ตนกังวลว่าขณะนี้บ้านเมืองกำลังถูกผลักไปสู่สถานการณ์สงครามการเมือง เพราะขณะนี้มีบุคคลที่คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม หากสังคมเข้มแข็งเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น 

                               เมื่อถามว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่เป็นที่ถกเถียงในสังคมขณะนี้จะสร้างความสับสนในสังคมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ตัดสิน ส่วนตนมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่หลีกเลี่ยงงบประมาณปกติ ส่วนที่รัฐบาลระบุว่า เงินกู้ไม่ใช่เงินแผ่นดิน ขอย้ำว่าจะต้องไปดูเจตนารมย์ของกฎหมายว่า เป็นความพยายามหลีกเลี่ยงกระบวนการงบประมาณ หรือการใช้จ่ายเงินของรัฐตามปกติหรือไม่ ทั้งนี้ขอย้ำว่า การที่รัฐบาลกู้เงินนั้นต่างจากงบประมาณไทยเข้มแข็งในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เพราะรัฐบาลในขณะนั้นไม่สามารถใช้งบประมาณตามปกติได้ เนื่องจากชนเพดานหนี้แล้ว หากรัฐบาลจะนำมาเทียบเคียงกัน ก็จะต้องมีการชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน ส่วนจะกดดันศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญคงพิจารณาไปตามเนื้อผ้า หากพิจารณาไปตามแรงกดดันของสังคมปัญหาก็จะวุ่นวายไม่จบ อย่างไรก็ตามอยากถามไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า ทำไปเพื่ออะไร จะปล่อยให้บ้านเมืองเดินไปสู่การเว้นทางเพื่อคนๆ เดียวหรือไม่

 

 

'สุเทพ' ชี้ หากคลิปเสียงเป็นจริง ถือเป็นการดูถูก ปชช. 

 

                               นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าคลิปนั้นเป็นจริงน่ากังวลใจ แสดงว่ามีคนอยู่ต่างประเทศ เข้ามามีอิทธิพลบงการการบริหารราชการแผ่นดินในบ้านเมืองของเรา แม้กระทั่งการโยกย้ายแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพ หรือการออกกฎหมาย รวมทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความไม่เหมาะควร คิดว่าตัวเองสามารถจะเป็นอะไรก็ได้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล และต้องตรวจสอบต่อไปแต่อยากยืนยันว่าใครก็ตามที่หลงผิดคิดว่าประเทศไทยเป็นสมบัติส่วนตัว ของครอบครัว หรือเป็นบริษัทครอบครัวตัวเองที่จะบริหารจัดการทำอะไรก็ได้ อยากให้ทราบว่าคนไทยไม่ใช่ลูกจ้างบริษัท หรือครอบครัวใด แต่เป็นเจ้าของร่วมกัน ขอโปรดเลิกล้มความคิดที่จะเข้ามามีอำนาจเหนือคนไทย เลิกคิดบงการประเทศไทย คนไทยคิดเองเป็นและบริหารจัดการบ้านเมืองกันได้

                               "เท่าที่ฟังจากคลิปน่าเกลียดมาก เช่นจะมีการเสนอออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรมไม่ต้องเป็นพระราชบัญญัติ ทำอย่างนี้เลวร้ายมาก ดูถูกดูหมิ่นประชาชนตัวแทนประชาชน และไม่เห็นกลไก กติกาบ้านเมืองอยู่ในสายตา ไม่เคารพอะไรทั้งสิ้น เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน เราคงรับไม่ได้ ถ้ารัฐบาลนี้บังอาจออกพระราชกำหนดเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศจะลุกฮือขึ้น ผมประกาศชัดเจนมาตั้งน่านแล้วว่าจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาบ้านเมืองของเราด้วยการต่อสู้ทั้งในและนอกสภา ส่วนเรื่องนี้จะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ต้องออกมาสู้นอกสภาหรือไม่นั้น ผมยังตอบไม่ได้เพราะยังไม่รู้รายละเอียดในร่างจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเนื้อหาสาระคือสิ่งที่คนไทยไม่พอใจ เช่นถ้าเนื้อหาออกมาเหมือนกับกฎหมายสุดซอยของ ร.ต.อ.เฉลิม (อยู่บำรุง) ผมรับไม่ได้ พวกเราจะออกมาต่อสู้"

                               นายสุเทพ กล่าวว่า การต่อสู้นอกสภาฯ จะทำตามกฎหมายโดยสันติวิธี ต้องสู้ขนาดใหญ่ทำทุกวิถีทาง แต่ยังไม่บอกว่าจะลาออกตำแหน่ง ส.ส.หรือไม่ ต้องดูสถานการณ์ก่อน แต่เท่าที่พิจารณาจากสถานการณ์ที่ เป็นอยู่เชื่อว่าในที่สุด เราจะต้องทำให้ไทยคืนกลับสู่ความสงบสุข ปราศจากอิทธิพลอำนาจมืด การกระทำที่ชั่วร้ายไม่เคารพกฎกติกา ให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์กติกาที่สากล เพื่อประโยชน์ของคนไทย อยากเตือนว่าผู้มีอำนาจทั่วโลกที่ถูกโดนโค่นล้มจากอำนาจก็เพราะหลงผิด คนที่กำลังยโสอวดดีนึกว่ามีอิทธิพลเหนือคนไทยทั้งหมด ก็จะได้บทเรียนที่สำคัญ แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่เคยเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบแทนบ้านเมืองเลยก็ตาม เพราะเหลิงอำนาจ อิทธิพล แต่ถ้ามีสติจะรู้ว่าตัวเองไม่มีแผ่นดินจะอยู่แล้ว ลูกหลานตัวเองก็จะลำบากด้วย ดังนั้นญาติพี่น้องที่มีสติอยู่ควรจะไปตักเตือนกันด้วย

                               นายสุเทพยังฝากคำเตือนไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน เพราะเนื้อหาในบทสนทนา เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง โดยสิ่งที่จะพิสูจน์ได้ดีที่สุดคือการกระทำ หากหลังจากนี้มีการทำตามที่คลิประบุก็ลุกขึ้นต่อต้านได้เลย เพราะสิ่งที่กำลังจะทำกระทบความมั่นคงอย่างมาก

                               "คนที่อยู่ต่างประเทศไม่มีสิทธิมาบงการ รัฐบาลไทยที่ต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระในการตัดสินใจ คนอยู่นอกประเทศไม่มีอำนาจ และอิทธิพลมาแต่งตั้งข้าราชการไทย ไม่มีอำนาจสั่งการว่าต้องมีกฎหมายแบบไหน วิธีการใด อีกทั้งขั้นตอนที่พูดในคลิปว่าให้ไปหลอกสภาความมั่นคง สภากลาโหม และประชาชนเป็นความชั่วร้ายมาก ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องต่อสู้ นายกฯควรตรวจสอบเรื่องนี้และต้องชี้แจงกับสังคมด้วยว่าจริงไม่จริงอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไร หากละเลยนายกฯจะเกิดความเสียหาย แต่ผมมั่นใจว่า ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ส่วนใหญ่ดี สำนึกว่าตนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่กัว และของประชาชน ไม่ใช่ข้าทาสบริวารของครอบครัวใดครอบครับหนึ่ง"

                               ผู้สื่อข่าวถามว่าจะฝากอะไรถึง พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ในฐานะที่เกิดเดือนเดียวกัน นายสุเทพ กล่าวว่า ตนคงไม่ฝากอะไร เพราะเรื่องบุญกรรมแล้วแต่ใครทำ คงเตือนกันไม่ได้ สำหรับตนตอนนี้อายุย่างเข้า 65 ชีวิตที่เหลือไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหนก็ตาม ตั้งใจที่จะอุทิศทำเพื่อบ้านเมือง ซึ่งยอมรับว่าเป็นปีที่จะหนักสำหรับตนและคนไทยที่ต้องเผชิญ ตนคิดว่าอายุขนาดนี้แล้ว ได้รับประโยชน์จากประเทศชาติและบ้านเมืองมามาก จึงมีหน้าที่ถวายความจงรักภักดีต่อในหลวง ในการรักษาบ้านเมืองไว้ให้ลูกหลานในวันข้างหน้าให้เติบโตอย่างคนไทยที่มีเสรี มีชีวิตอย่างเป็นสุขในระบอบประชาธิปไตย ส่วนจะกลายเป็นปีที่พลิกชีวิตจากคนที่เคยเป็นรัฐมนตรีกลายเป็นแกนนำม็อบหรือไม่นั้น ตามใจมัน เพราะใครจะทำอะไรได้ก็ต้องทำ

 

 

'สุริยะใส' จี้ 'กองทัพ' ยันไม่ได้สมรู้ร่วมคิดพา 'ทักษิณ' กลับบ้าน

 

                               นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน (Green Politics) กล่าวว่า เชื่อว่าเป็นของจริง เพราะช่วงเวลาของการปล่อยภาพและคลิปทั้ง 2 สอดคล้องกับบริบทและเจตนาทางการเมืองอย่างมีน้ำหนัก โดยเฉพาะกรณีคลิปเสียงสนทนาก็ย้ำยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้ละแผนจะกลับประเทศไทยโดยไม่ต้องรับผิด ที่ผ่านมาใช้บริการ ร.ต.อ.เฉลิม และคนเสื้อแดง แต่ล้มเหลว จึงย้าย ร.ต.อ.เฉลิม ไปกระทรวงแรงงานเพราะหมดความสำคัญ และได้แผนใหม่ผ่าน พล.อ.ยุทธศักดิ์ โดยวางแผนแทรกซึมกองทัพและเตรียมลักไก่ ออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมให้ ทักษิณ

                          

'สุเทพ' ทำบุญวันเกิดครบรอบ 64 ปี ชื่นมื่น 'อภิสิทธิ์-ส.ส.ปชป.' ร่วมยินดี

 

                               เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุเทพ พร้อมครอบครัวได้เดินทางมาทำบุญถวายสังฆทาน และถวายภัตตาหารเพล แด่พระสงฆ์ ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 64 ปี ที่ศาลาพิสิษฐ์กุล โดยมีแกนนำ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ , นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ , นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ส.ส.แพร่ และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

                               จากนั้นเวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางมาร่วมงานและได้มอบกระเช้าดอกกุหลาบสีแดงเพื่อแสดงความยินดีด้วย ทั้งนี้หลังเสร็จพิธีถวายภัตตาหารเพล นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้โทรศัพท์มาอวยพรวันเกิดให้กับนายสุเทพ และมีการสนทนาถึงการจัดทอล์คโชว์เมื่อค่ำวันที่ 6 ก.ค.อีกด้วย สำหรับบรรยากาศการจัดงานทำบุญวันเกิดเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและอบอุ่น เนื่องจากมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานพร้อมกับนำแจกันดอกไม้ กระเช้าดอกไม้ กระเช้าผลไม้ และรูปภาพกรมหลวงชุมพรใส่กรอบขนาดใหญ่ มาร่วมอวยพร นอกจากนี้ ภายในงาน ยังได้จัดซุ้มอาหารและเครื่องดื่ม ไว้เลี้ยงต้อนรับให้กับแขกที่มาร่วมพิธีทำบุญด้วย

 

 

'ปชป.' ย้ำ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ส่อแววขัดรธน.

 

                               นายองอาจ แถลงว่า พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หรือ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ยังมีรายละเอียดที่ ไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ต้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ หมวด 8 มาตรา 166 - 170 และก็อาจขัดตาม ม.169 เหมือนอย่างที่ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายออกมากล่าวก่อนหน้านี้ ดังนั้น การที่รัฐบาลผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นไปในทางไม่โปร่งใส ทำให้ตรวจสอบได้ยาก ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท คล้ายกับ พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ที่พรรคเพื่อไทยเคยยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งคำวินิจฉัยที่ 11/2552 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 52 ก็ระบุชัดว่า ศาลรัฐธรรมนูญให้ร่าง พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง สามารถตราขึ้นได้ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ เป็นคนละประเด็นคนละมาตรา รัฐบาลจึงยกมาเทียบเคียงกันไม่ได้ จึงขอให้อย่าเบี่ยงเบนประเด็น อีกทั้งเมื่อก่อนจะนำร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขึ้นกราบบังคมทูลฯ ส.ส.ฝ่ายค้านและ ส.ว.ก็สามารถยื่นเรื่องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญได้

 

 

จี้ 'นิวัฒน์ธำรง' แจงรายละเอียดโครงการจำนำข้าวให้ชัดเจน

 

                               นายองอาจ ยังกล่าวถึง โครงการรับจำนำข้าว อีกว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังพยายามเร่งระบายข้าวในสต๊อก พรรคประชาธิปัตย์มองว่านี่คือปัญหาใหญ่ที่ค้างมาตั้งแต่สมัย นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ เพราะการระบายยังคงทำได้ไม่ดี ข้าวที่เก็บก็ยิ่งมีปัญหาเสื่อมคุณภาพมากขึ้น ราคาระบายก็ยิ่งตกต่ำลง และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาก็ยิ่งมีมากขึ้น อีกทั้งเมื่อเปียบเทียบแผนระบายข้าวสมัย นายบุญทรง กับ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ ก็พบว่า แผนการระบายข้าวของรมต. 2 รายนี้ ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะกำหนดแผนการระบายกันอย่างไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน นายบุญทรง บอกขายข้าวผ่านในประเทศ ผ่านแบบจีทูจี ส่วน นายนิวัฒน์ธำรง ขายข้าวให้พ่อค้าเอกชนรายหนึ่งที่เป็นผู้ค้าส่งออกต่างประเทศ ระบบจีทูจี และขายผ่านระบบ เอเฟต เช่นเดียวกัน ซึ่งสมัย นายนิวัฒน์ธำรง มีการเน้นแบบจีทูจีเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าทำแบบสมัย นายบุญทรง หรือไม่ ที่มีนายหน้าค้าข้าวรายเดียวก่อนนำไปขายต่อในประเทศ และส่งออกประเทศ หรือไม่ หรืออย่างกรณีล่าสุดก็มีการขายตัดราคาประมูลข้าวอิรัก ซึ่งหากยังเป็นแบบเดิมก็หวั่นว่ารัฐบาลจะถูกครหาว่าทุจริต ไม่มีประสิทธิภาพ และส่งผลต่อความไม่เชื่อมั่นข้าวไทยมากขึ้นได้ ดังนั้น นายนิวัฒน์ธำรง ต้องมีมาตราการที่ระบายข้าวให้ชัดเจนกว่านายบุญทรงที่มีปัญหาค่อนข้างมาก และรัฐบาลควรเร่งระบายข้าวอย่างเหมาะสม และเปิดเผย ปล่อยให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ให้โอกาสเอกชนเพียงบางราย หรือเอื้อให้เจ้าหน้าที่รัฐทุจริตอีกด้วย