
ชวนยังดีไซน์เพิ่มมูลค่าให้ผ้าไทย
ชวนยังดีไซน์เพิ่มมูลค่าให้ผ้าไทย : ไลฟ์สไตล์
เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าของผ้าไหมไทยที่รังสรรค์ขึ้นมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษไทย และรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมเหล่านี้ให้ดำรงอยู่ได้ภายใต้ความแปรเปลี่ยนไปของแฟชั่นในโลกยุคใหม่ ปิยวรา ทีขะระ หัวหน้าพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดเสวนา “ผ้าไทยในโลกแฟชั่น” โดยเชิญ ชนิตา ปรีชาวิทยากุล เจ้าของห้องเสื้อเซนาด้า (Senada) พร้อมด้วย กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย ชาลิสา วีรวรรณ บรรณาธิการบทความแฟชั่น ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง "การสร้างสรรค์ผ้าไทยให้ออกมาเป็นที่นิยม และบทบาทผ้าไทยในเวทีแฟชั่นโลก" ณ ห้องประชุมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันก่อน
การสร้างสรรค์ผ้าไทยให้เป็นที่นิยมในมุมมองของ ชนิตา ชี้ว่า ลงมือออกแบบหรือตัดเย็บ ดีไซเนอร์จำเป็นต้องศึกษาคุณลักษณะของผ้าแต่ละประเภทที่จะใช้เป็นวัสดุให้ดีเสียก่อน เพราะหากไม่รู้จักผ้าก็ไม่ต่างกับคนปรุงอาหาร ที่แม้จะได้รับวัตถุดิบชั้นเลิศไป แต่กลับนำไปปรุงเมนูอาหารที่ลดคุณค่าของวัตถุดิบนั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุด
“ก่อนจะออกแบบเสื้อผ้าสักชุด ต้องเริ่มต้นคิดตั้งแต่วัสดุที่ได้มาว่าควรจะทำอะไร เพื่อส่งเสริมสิ่งที่ได้มาให้มีคุณค่ามากที่สุด และต้องรู้จักวิธีจัดการผ้าว่าจะต้องนำไปตัดเย็บอย่างไรให้เหมาะสม ขณะเดียวกันการเป็นดีไซเนอร์ที่ดีต้องเรียนรู้วิธีการตัดเย็บ เพื่อที่จะได้เข้าใจปัญหาของการตัดเย็บก่อนที่จะออกแบบเสื้อผ้าให้เกิดขึ้นจริง ที่สำคัญทุกครั้งที่ทำเสื้อผ้าต้องดูว่าเนื้อผ้าประเภทไหนเหมาะที่จะตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าแบบใด อย่างไรก็ตามการผลิตเสื้อผ้าในเชิงการค้าคงไม่สามารถใช้ไหมไทยได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้ไหมชนิดอื่นๆ ได้ด้วย ส่วนตัวใช้วิธีการนำผ้าเก่าที่สะสมไว้มาทำเป็นลายพิมพ์ดิจิตอล เพื่อที่ทุกคนจะได้เห็นความงามของลายผ้าไหมไทยผ่านลายพิมพ์ของเรา
ในมุมของ "ฟอร์ด" กุลวิทย์ เลาสุขศรี กับบทบาทผ้าไทยในวงการแฟชั่นโลก กล่าวว่า ทุกครั้งที่นำแฟชั่นผ้าไทยมานำเสนอในนิตยสารก็มีความมุ่งหวังให้ดีไซเนอร์มีแรงบันดาลใจในการเลือกผ้าไทยมาใช้ประกอบในการผลิตเสื้อผ้าแต่ละคอลเลกชั่นกันมากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นผู้บริโภคให้หันมาลองสวมใส่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอายของผ้าไทยไปในตัว อย่างที่รู้กันว่า ผ้าไทยปราบเซียน ดีไซเนอร์ต่างประเทศหลายคนกว่าจะคุ้นเคยกับคุณสมบัติและลักษณะของผ้าไทยต้องใช้เวลานาน แต่ก็มีนักออกแบบต่างชาติที่ประทับใจในความสวยงามของผ้ามัดหมี่ กระทั่งนำลวดลายของผ้ามัดหมี่ไปพิมพ์ดิจิตอลบนผ้าฝ้าย ซึ่งเป็นการใช้ลวดลายของผ้าไหมไทยในอีกด้านหนึ่ง โดยใส่ความทันสมัยเข้าไป
ส่วน ชาลิสา วีรวรรณ ได้ให้ไอเดียสไตล์การแต่งตัวว่า ผู้คนในยุคสมัยนี้ต้องการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง เพื่อให้แตกต่างจากคนอื่นๆ หากลองผสมผสานเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับต่างๆ อย่างกระเป๋า ผ้าพันคอ ที่ทำจากผ้าไทยมาประยุกต์เข้ากับเครื่องแต่งกายสมัยใหม่ก็สามารถสร้างสไตล์ในแบบฉบับของตัวเองให้ดูดีได้ โดยไม่ต้องรอให้ดีไซเนอร์ต่างชาติมากำหนดเทรนด์ว่า ซีซั่นนี้ต้องแต่งตัวอย่างไรจึงจะอินเทรนด์ และความที่เราวิ่งตามกระแสของแฟชั่นโลกมาก เลยกลายเป็นว่าเราต้องรอให้นักออกแบบต่างชาติกำหนดเทรนด์มาก่อน คนไทยรุ่นใหม่จึงจะเริ่มคิดขึ้นมาได้ว่าเราจะต้องใส่แบบนี้บ้างแล้ว เหมือนกับว่าต้องให้เมืองนอกยอมรับก่อน แล้วเราถึงจะย้อนมามองในสิ่งที่จริงๆ แล้วอยู่ในประเทศของเรา และอยู่ในสายเลือดของเราด้วยซ้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องใส่ผ้าไทยทั้งชุด แต่อาจเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ของเรา ด้วยกระเป๋าใบเล็กๆ หรือจะเป็นแอ็กเซสเซอรี่ที่ประดิดประดอยจากผ้าไทยประเภทต่างๆ เสริมเข้าไปในการแต่งตัว ก็ทำให้เรามีสไตล์ที่แตกต่างจากคนอื่นได้



