
ปชช.64%พอใจภาพรวมครม.ชุดใหม่
"เอแบคโพลล์"เผยผลสำรวจปชช. 64 % พอใจภาพรวมครม.ชุดใหม่ ส่วนนโยบายรบ.หลายนโยบายยังครองใจปชช.
วันที่ 7 ก.ค.56 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องประเมินผลงานรัฐบาลในช่วง 2 ปีและการยอมรับของสาธารณชนต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังปรับ ครม. กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ
นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ประเมินผลงานรัฐบาลในช่วง 2 ปีและการยอมรับของสาธารณชนต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังปรับ ครม. กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา จันทบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ มุกดาหาร หนองคาย ชัยภูมิ ขอนแก่น สุรินทร์ อุดรธานี พัทลุง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,132 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-6 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7
เมื่อประเมินผลงานรัฐบาล โดยเปรียบเทียบความคาดหวังและการเห็นจริงของสาธารณชนต่อนโยบายของรัฐบาลเมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน ในกลุ่มเป้าหมายกลุ่มต่างๆ ของรัฐบาล พบว่า โครงการของรัฐบาลที่ได้รับความคาดหวังสูงและการเห็นจริงสูงมากที่สุด ได้แก่ การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ กลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปคาดหวัง 6.77 และเห็นจริง 6.52 คะแนน ผลการประเมินคือ นโยบายรัฐบาลนี้ดีอยู่แล้ว รักษาโครงการนี้ไว้สำหรับกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
รองลงมาคือ ผลวิเคราะห์ความคาดหวังและการเห็นจริงของบัณฑิตจบใหม่ต่อโครงการตามนโยบายรัฐบาลว่าด้วยเงินเดือนผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี 15,000 บาท พบว่า คาดหวัง 6.59 และเห็นจริง 5.46 คะแนน ผลการประเมินคือ เป็นนโยบายที่ดีอยู่แล้ว รักษาโครงการนี้ไว้ สำหรับกลุ่มบัณฑิตจบใหม่
ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อสอบถามกลุ่มเกษตรกรในฐานะกลุ่มเป้าหมายของโครงการตามนโยบายรัฐบาลต่อโครงการรับจำนำข้าวเปลือก พบว่า คาดหวัง 6.53 และเห็นจริง 5.24 ผลการประเมินคือ เป็นนโยบายที่ดีอยู่แล้ว รักษาโครงการนี้ไว้ และในกลุ่มเกษตรกรเช่นกันในฐานะกลุ่มเป้าหมายของนโยบายแก้ไขปัญหาพักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย พบว่า คาดหวัง 6.53 และเห็นจริง 5.83 ผลการประเมินคือ เป็นนโยบายที่ดีควรรักษาโครงการนี้ไว้สำหรับกลุ่มเกษตรกร
นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ใช้แรงงานในฐานะกลุ่มเป้าหมายของโครงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท พบว่า คาดหวัง 6.19 และเห็นจริง 5.59 ผลการประเมินคือ เป็นนโยบายที่ดีควรรักษาโครงการนี้ไว้สำหรับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มสตรีในฐานะกลุ่มเป้าหมายของโครงการการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พบว่า คาดหวัง 5.76 แต่เห็นจริงเพียง 4.72 ผลการประเมินคือ นโยบายนี้ของรัฐบาลควรต้องปรับปรุง เพราะกลุ่มเป้าหมายคาดหวังสูงแต่เห็นจริงต่ำในกลุ่มสตรี
ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มประชาชนฐานะปานกลางขึ้นไปในฐานะกลุ่มเป้าหมายของโครงการบ้านหลังแรก พบว่า คาดหวัง 5.60 แต่เห็นจริง 4.89 ผลการประเมินคือ นโยบายนี้ของรัฐบาลควรต้องปรับปรุง เพราะกลุ่มเป้าหมายคาดหวังสูงแต่เห็นจริงต่ำในกลุ่มประชาชนฐานะปานกลางขึ้นไป
นอกจากนี้ ในกลุ่มประชาชนทั่วไปในฐานะกลุ่มเป้าหมายของโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ พบว่า คาดหวัง 5.49 แต่เห็นจริงเพียง 4.03 ผลการประเมินคือ รัฐบาลควรต้องปรับปรุงโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลเพราะกลุ่มเป้าหมายคาดหวังสูงแต่เห็นจริงต่ำในกลุ่มประชาชนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มเกษตรกรในฐานะกลุ่มเป้าหมายของโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร พบว่า คาดหวัง 5.47 และเห็นจริง 5.15 ผลการประเมินคือ นโยบายนี้ของรัฐบาลดีอยู่แล้วควรรักษาโครงการนี้ไว้
ที่น่าพิจารณาคือ ในโครงการที่รัฐบาลต้องปรับปรุงเพราะกลุ่มเป้าหมายคาดหวังสูงแต่เห็นจริงต่ำ ได้แก่ โครงการเพิ่มเงินทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีกแห่งละ 1 ล้านบาท โครงการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บแล็ตให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ส่วนโครงการของรัฐบาลที่ผลการประเมินออกมาว่า ต้องปรับลดขนาดโครงการลงเพราะกลุ่มเป้าหมายประชาชนฐานะปานกลางขึ้นไปคาดหวังต่ำกว่าเห็นจริงคือ 5.23 ต่อ 5.37 คะแนน เพราะโครงการนี้ได้ทำเกินกว่าความคาดหวังของกลุ่มเป้าหมายก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อกลุ่มเป้าหมายมากกว่า
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ยังได้สอบถามถึงระดับการยอมรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังการปรับคณะรัฐมนตรีโดยภาพรวม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.0 ยอมรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยภาพรวม ในขณะที่ร้อยละ 36.0 ไม่ยอมรับ และเมื่อจำแนกตามลักษณะทั่วไปของตัวอย่างพบว่า ทุกกลุ่มเพศ ทุกกลุ่มช่วงอายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ส่วนใหญ่ต่างก็ให้การยอมรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มรายได้ระหว่าง 10,001 - 15,000 บาทต่อเดือนมีสัดส่วนของผู้ให้การยอมรับสูงถึงกว่าร้อยละ 70 อย่างไรก็ตาม เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.3 คิดว่าการแก้ไขปัญหาเดือดร้อนของประชาชนยังคงเหมือนเดิมหลังปรับคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ร้อยละ 29.0 ระบุความหวังว่าจะดีขึ้น และร้อยละ 17.7 คิดว่าจะแย่ลง
นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า การประเมินผลงานตามนโยบายของรัฐบาลจำเป็นต้องประเมินจากกลุ่มเป้าหมายของแต่ละโครงการเพราะกลุ่มคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายอาจจะมีความต้องการและได้รับผลกระทบที่แตกต่างไปจากกลุ่มเป้าหมาย และผลการประเมินล่าสุดชี้ให้เห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ควรรักษาไว้เพราะกลุ่มเป้าหมายคาดหวังสูงและเห็นจริงสูงเช่นกัน นอกจากนี้ผลงานรัฐบาลที่ได้รับผลการประเมินดีที่สุดคือ โครงการการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุที่ได้รับการตอบรับดีทั้งความคาดหวังและเห็นจริงในกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม โครงการที่ต้องปรับปรุงคือ โครงการบริหารจัดการน้ำ ส่วนโครงการรถยนต์คันแรกเป็นโครงการที่ควรปรับลดขนาดลงเพราะกลุ่มเป้าหมายคาดหวังต่ำกว่าการเห็นจริงปฏิบัติจริง
นอกจากนี้ ผช.ผอ.เอแบคโพลล์ ยังกล่าวถึงกระแสวิจารณ์ผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง ทัศนคติอันตรายในหมู่ประชาชนถึงการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วย โดยมีข้อเสนอแนะและชี้แจง ดังนี้
1.การเปิดเผยทัศนคติอันต+รายของประชาชนคนไทยต่อสาธารณชนจะทำให้ทุกคนรู้ทันสถานการณ์ร่วมกันและทำให้เกิดการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นไม่ใช่ส่งเสริมการทุจริตคอรัปชั่นในสังคมไทย
2.การปกปิดปัญหาไว้จะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าการเปิดเผยเพื่อทำให้รู้ทันและหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน
3.ถ้าเปิดเผยวิธีการวัดทัศนคติให้รู้กันทั่วไปผู้ถูกศึกษาจะรู้ทันและจะตอบเพื่อให้ตัวเองดูดีส่งผลให้ข้อมูลที่ได้จะออกมาว่า คนเกือบทุกคนต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ต่อต้านกันจริง นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงคงไม่สามารถลอยนวลอยู่ได้เหมือนทุกวันนี้ แต่ตรงกันข้ามกับความจริงที่ปรากฎคือ ใครที่ออกมาเปิดโปงขบวนการทุจริตคอรัปชั่นก็มักจะถูกข่มขู่คุกคาม ถูกกลั่นแกล้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมโดยไม่เห็นสังคมออกมาช่วยเหลือและต่อต้านรัฐบาลอย่างเข้มข้นนัก จึงขอถามว่า คนที่กำลังวิจารณ์ผลวิจัยที่ออกไปนี้ไปหลบอยู่ที่ไหนเคยออกมาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ออกมาเปิดโปงขบวนการทุจริตให้รู้สึกมั่นคงปลอดภัยหรือไม่
4.ผู้วิพากษ์วิจารณ์ควรกลับไปอ่านผลวิจัยให้ครบถ้วนเพราะถ้าวิจารณ์จากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนก็จะส่งผลเสียหายต่อตัวผู้วิจารณ์เอง ถ้าอ่านผลวิจัยอย่างละเอียดเสร็จแล้วยังพบว่าคณะวิจัยผิดตรงไหนก็ค่อยกลับมาว่ากัน
5.เสนอแนะให้ผู้ใหญ่ในสังคมที่มีหน้าที่ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นใช้เวลาไปช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ออกมาเปิดโปงขบวนการทุจริตคอรัปชั่นและปรับปรุงกลไกของรัฐในการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นน่าจะดีกว่าออกมาวิจารณ์ผลวิจัยหรือไม่ ฝากผู้ใหญ่เหล่านั้นไปพิจารณาดู
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 47.8 เป็นชาย ร้อยละ 52.2 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.0 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 19.0 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 21.8 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 20.0 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 35.2 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 74.4 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 20.2 ระบุสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 5.4 ระบุสำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 33.0 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 31.0 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 11.4 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 8.8 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.5 ระบุเป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 6.9 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ และร้อยละ 2.4 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ



