
'ปชป.'ตำหนิ'กิตติรัตน์'ตั้งกก.สอบ'สุภา'
'องอาจ' ตำหนิ 'กิตติรัตน์' ตั้งกก.สอบ 'สุภา' ชี้หวังใช้อำนาจรัฐปิดบังความจริง จี้ 'นิวัฒน์ธำรง' แก้ 3 ปมจำนำข้าว แนะ 'นายกฯ' ลุยแก้ปัญหาเอง
6 ก.ค.56 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีนายกิตติรัตน์ ณ รนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบน.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการับจำนำข้าว ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลพยายามใช้อำนาจควบคุมข้อมูลข่าวสารและการทำงานอย่างตรงไปตรงมา น.ส.สุภา ให้ข้อมูลที่รัฐบาลไม่สามารถโต้แย้งข้อมูลได้ มีแต่รัฐมนตรีออกมาเบี่ยงเบนตัวเลขการขาดทุน ความจริงรัฐบาลควรรับฟังข้อมูลนี้ และเอาไปแก้ปัญหา ตนเชื่อว่าน.ส.สุภาไม่ได้อยากเดือดร้อน แต่ไม่อยากหลอกตัวเอง จึงเอาความจริงมาพูดในคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ซึ่งรัฐบาลไม่ควรใช้วิธีที่ทำให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังใช้อำนาจปิดบังการทำงานของข้าราชการคนหนึ่งอยู่
นายองอาจ กล่าวว่า การที่รัฐบาลเปลี่ยนราคารับจำนำกลับไปเป็น 15,000 บาทต่อตัน เท่ากับปัญหาวินัยการเงินการคลังที่รัฐบาลอ้างก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ พรรคประชาธิปัตย์จึงอยากสอบถามไปยังรัฐบาลว่า 1.รัฐบาลจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร เพราะยังมีปัญหาเรื่องการขาดทุนที่รวมดอกเบี้ยแล้ว จะมีภาระถึง 2.6 แสนล้านบาท 2.ปัญหาภาระการเงินที่เกิดจากการที่ไม่สามารถระบายระบายข้าวได้ตามเป้าหมาย ทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนที่จะนำไปใช้ในโครงการ จนทำให้ต้องไปกู้เงินมาใช้อีก รัฐบาลจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร รัฐบาลควรเข้าไปดูแลปัญหาที่เกิดขึ้น แม้รัฐบาลจะออกมาระบุว่าจะเร่งระบายข้าว
นายองอาจ กล่าวว่า แต่ตนยังเห็นว่าจะทำให้ขาดทุนเพิ่มอีกมาก เพราะราคาข้าวไทยสูงกว่าข้าวจากประเทศอินเดีย และเวียดนาม ดูได้จากราคาข้าวขาว 5 % ที่ไทยขายตันละ 532 ดอลล่าร์สหรัฐ อินเดียขายตันละ 445 ดอลล่าร์สหรัฐ และเวียดนาม ขายตันละ 370 ดอลล่าร์สหรัฐ ดังนั้นโอกาสที่จะเร่งระบายข้าวจึงเป็นไปได้ยาก จึงเกรงว่ายิ่งเร่งระบายก็ยิ่งขาดทุน เพราะต้องขายข้าวในราคาที่ต่ำ จึงอยากฝากไปยังรัฐบาลว่าจะมีวิธีการลดภาระการเงินการคลังอย่างไร
“ฝากไปถึงนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ว่าโครงการนี้มีปัญหาหลัก 3 อย่างที่ต้องดูแล คือ 1.โอกาสทำให้เกิดการทุจริตได้หลายรูปแบบ 2.การสร้างภาวะขาดทุนโดยไม่จำเป็น ซึ่งมีผลมาจากการทุจริต และ 3.การปกปิดข้อมูลเป็นความลับทั้งที่คนทั่วไปควรรู้ได้ ดังนั้นรัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลการรับจำนำข้าว สต็อกข้าว ค่าใช้จ่ายในการเก็บข้าว ราคาที่จะระบายข้าว เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ามีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่อย่างนั้นคนจะเชื่อว่าโครงการขาดทุนโดยไม่จำเป็น” นายองอาจ กล่าว
'องอาจ' การันตีข้อเสนอ 'คณิต' ปมเงินกู้ 2 ล้านล้าน ขัด รธน.
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ระบุว่าร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... วงเงิน 2 ล้านล้านบาท หรือ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เพราะการจ่ายเงินแผ่นดินต้องเป็นไปตามกฎหมาย 4 ฉบับเท่านั้น ทั้งยังขัดรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังว่า ปรากฏว่ารัฐบาลพยายามออกมาโต้แย้งว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และมองการดำเนินการของนายคณิตไปในทางลบ ดังนั้นเบื้องต้นอยากจะเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า ควรเปิดใจกว้างและรับฟังข้อเสนอจากคณะกรรมการคปก. ซึ่งถ้ารัฐบาลได้ไปดูองค์ประกอบของคปก. จะเห็นว่าหนึ่งในนั้นมีอดีตรัฐมนตรีอยู่ร่วมด้วย
นายองอาจ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลเปิดใจกว้างรับฟังข้อเสนอนี้ ก็จะเห็นได้ว่าข้อเสนอนี้อยู่บนพื้นฐานที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นแทนที่รัฐบาลจะกล่าวหาคปก. ก็ควรที่จะรับฟังมากกว่าไปกล่าวหาในทางลบหรือทางร้าย อย่างไรก็ตามในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นคณะกรรมาธิการตรวจสอบ ได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ร่างพ.ร.บ.นี้อย่างเต็มที่ในการซักถามหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ แต่การทำงานของพรรคเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะรัฐบาลใช้เสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการที่จะไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร แต่พรรคก็ไม่ท้อถอยเราก็ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และเห็นแบบเดียวกับคปก. ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.56 ตนและส.ส.ส่วนหนึ่งได้เสนอขอแปรญัตติร่างกฎหมายโดยมีความเห็นว่าการดำเนินการตามโครงการกู้เงินควรดำเนินการตามพ.ร.บ.งบประมาณ ปกติ แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมาธิการฯ
ความจริงรัฐบาลไม่ต้องลำบากแก้ไขอะไรมาก แค่ตอนเข้าสู่ที่ประชุมสภา วาระสอง ขอให้เห็นด้วยการเสนอแปรญัตติของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอให้โครงการนี้เข้าสู่การใช้งบประมาณประจำปีปกติ รัฐบาลจะได้ไม่ต้องกังวลว่าร่างกฎหมายจะขัดรัฐธรรมนูญ แต่หากรัฐบาลจะยังเดินหน้าต่อไป ผมก็เกรงจะขัดต่อรัฐธรรมนูญและจะเป็นปัญหาในการดำเนินโครงการต่อไป จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่การดำเนินการต้องทำตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ทำให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยลดข้อครหาของโครงการนี้ และขอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีส่วนแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้โครงการเดินหน้าไปได้” นายองอาจ กล่าว



