ข่าว

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : ช่องว่าง

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : ช่องว่าง

07 ก.ค. 2556

ช่องว่าง : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

                ระหว่างนั่งรถกลับจากดูงานที่ท่าเรือแหลมฉบัง นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งร่วมคณะเดินทางไปด้วย รำพึงรำพันด้วยความกลุ้มใจว่า ทุกวันนี้นายทหารที่เป็นลูกน้องของท่านมีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ กันทุกคน เงินเดือนชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้ไม่พอกับรายจ่าย

                เมื่อยิ่งทราบว่า คนที่คุยอยู่กับท่านเขียนทั้งคอลัมน์ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” และจัดรายการ “เงินทองต้องรู้”  ท่านก็ยิ่งระบายความในใจประมาณว่า ทุกวันนี้ระบบการศึกษาเรื่องการจัดการเงิน การบริหารเงินของเมืองไทยยังไม่ดีพอ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับในต่างประเทศ ที่ตระหนักและให้ความสำคัญกับการปลูกฝังเรื่องการใช้จ่าย การออมและการลงทุน

                พอฟังถึงตรงนี้ ชักรู้สึกว่า “ไม่ใช่” และเหมือนโลกของเรากับโลกของนายทหารท่านนี้ “ต่างกัน” หรือเป็นคนละโลกกัน

                ก็เลยเรียนชี้แจงกลับไปด้วยเสียงแผ่วๆ ว่า “ท่าทางโลกของเราจะคนละใบกันแล้วค่ะ เพราะโลกที่เราสัมผัส ไม่ว่าจะจากผู้อ่านวันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน หรือผู้ฟังรายการเงินทองต้องรู้ ต่างก็มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการเงินทองมากขึ้นมาก แตกต่างจากเมื่อก่อนที่คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจ ไม่ขวนขวายหรือไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมตัวเพื่อชีวิตที่ดีหลังเกษียณ”

                จริงๆ จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้ต้องยกความดีให้คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะนอกจากคุณกิตติรัตน์ จะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเริ่มต้นโครงการ “ให้เงินทำงาน” ร่วมกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน โดยมีคุณวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ในขณะนั้น เป็นกำลังสำคัญแล้ว คุณกิตติรัตน์ยังเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงความรู้เรื่องการลงทุน การออม การใช้จ่ายผ่านห้องสมุดมารวย ที่นำมาซึ่งการเกิดขึ้นของสื่อสิ่งพิมพ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ครอบคลุมถึงหนังสือเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นอย่างง่ายๆ ที่เรียนกันได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ประถมศึกษา ไปถึงมัธยมศึกษา

                ในขณะที่โลกของข้าราชการที่รับทราบมาจากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านนี้ ยังเป็นโลกของการชักหน้าไม่ถึงหลัง เช่นเดียวกับข้าราชการตำรวจ และข้าราชการครู

                โลกของเด็กรุ่นใหม่ในอีกแวดวงหนึ่ง กลับกระตือรือร้นและปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีชีวิตหลังเกษียณที่ดี นับตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาเริ่มทำงาน

                วันนั้น มีข้าราชการผู้ใหญ่บางท่านเกริ่นๆ ว่าจะชวนไปคุยให้ฟังเรื่องการบริหารจัดการเงินทอง ก็เลยได้แต่บอกว่า ถ้ามีโอกาส จะลองถามๆ ท่านเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.) ให้ เพราะเป็นเรื่องที่น่าจะเกี่ยวกับกบข.โดยตรง
 ถัดมาไม่กี่วัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ก็เปิดเผยผลศึกษาภาพรวมเงินออม การสะสมทุน และการถือครองทรัพย์สินของครัวเรือนไทย ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2531-2552 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นถึง “ช่องว่าง” และเพิ่มความเชื่อเรื่อง “โลกคนละใบ” อย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น

                คุณชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ บอกว่า แม้ภาพรวมการออมของคนไทยในช่วง 20 ปีจะดีขึ้น จากปี 2531 ที่ครัวเรือนไม่มีเงินออมสูงถึง 48% ของครัวเรือนทั้งหมด ลดลงเหลือ 25% ในปี 2552 และมีเงินออมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากเฉลี่ยเดือนละ 507 บาท เป็น 5,145 บาท แต่ทีดีอาร์ไอก็พบว่า สังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำด้านเงินออมระหว่างคนรวยกับคนจนอย่างชัดเจน

               ในปี 2552 ทีดีอาร์ไอพบว่า กลุ่มคนที่ร่ำรวยสุดมีเงินออมเฉลี่ยสูงมากราว 6,300 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่กลุ่มคนที่จนสุดไม่มีเงินออมเลย

               “กลุ่มคนที่จนสุดนั้นน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะหมายถึงพวกเขาไม่มีเงินออมเป็นหลักประกันสำหรับตนเองและครอบครัวในยามที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้เงินเลย ซึ่งความแตกต่างของเงินออมตรงนี้ น่าจะเป็นผลพวงจากความไม่เท่าเทียมกันของการศึกษา เราพบว่า รายได้ของครัวเรือนจะผันแปรตามระดับของการศึกษา โดยครัวเรือนที่มีการศึกษาสูงมักมีโอกาสสร้างรายได้และจัดสรรเงินไปลงทุนในทรัพย์สินทางการเงินต่างๆ ได้ดีกว่าครัวเรือนที่สมาชิกมีการศึกษาน้อย”
และทีดีอาร์ไอเชื่อว่า การพัฒนาและยกระดับการศึกษาจะช่วยลดช่องว่าง “เงินออม” ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ

               ปิดท้ายที่คำแนะนำของนายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย คุณธีระ ภู่ตระกูล เกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาหนี้สิน ว่า ควรเริ่มจากการสำรวจภาระหนี้สินว่ามีจำนวนเท่าใดที่เป็นหนี้สินที่ดี คือ เป็นหนี้ที่สร้างความมั่งคั่งหรือก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต เช่น หนี้กู้ยืมซื้อบ้าน หรือเพื่อการศึกษาของบุตร และหนี้สินรวมทั้งหมดมีจำนวนเท่าใด ซึ่งจำนวนเงินผ่อนชำระในแต่ละเดือนควรจะไม่สูงเกินกว่า 36% ของรายได้ เพราะหากสูงเกินกว่านี้ อาจส่งผลต่อการผ่อนชำระหนี้ในอนาคต และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องให้เป็นบุคคลล้มละลายได้

               “ควรพยายามลดในส่วนของหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งเป็นลำดับแรก เพราะหนี้สินเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินที่เกิดจากการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน โดยการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือสินเชื่อบุคคล ซึ่งเป็นหนี้ระยะสั้น มีอัตราดอกเบี้ยสูง สิ่งที่ต้องทำคือ สำรวจทรัพย์สินที่ไม่มีความจำเป็นและสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสด เพื่อลดภาระหนี้ดังกล่าว รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ โดยการหาแหล่งเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น เงินกู้สวัสดิการพนักงาน เพื่อนำไปปลดหนี้ที่มีต้นทุนดอกเบี้ยสูง”

               นอกจากนี้ ควรพยายามจ่ายหนี้ให้มากกว่าอัตราชำระขั้นต่ำ ไม่อย่างนั้นแล้วโอกาสที่จะทำให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้เป็นไปได้ยากมาก เพราะจะจ่ายได้ในส่วนของดอกเบี้ยเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เงินต้นลดลงแต่อย่างใด

               ในขณะเดียวกัน ควรบริหารรายรับรายจ่ายให้สมดุล โดยการทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และสามารถใช้เป็นข้อพิจารณาในการลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็นลงได้ ทำให้มีรายรับสุทธิเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปชำระหนี้ ซึ่งควรจะนำไปชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงเป็นลำดับแรก และในจำนวนอื่นที่มีดอกเบี้ยต่ำลดลงมาตามลำดับ

               สุดท้าย คือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคควบคู่กันไป โดยใช้จ่ายตามความจำเป็นเท่านั้น อย่าใช้จ่ายตามความต้องการ

               ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทั้งทีดีอาร์ไอและสมาคมนักวางแผนการเงินไทยต่างก็ออกมาให้ข้อมูลอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อพูดกันบ่อยๆ พูดกันซ้ำๆ ก็ย่อมหมายถึง “น่าห่วง” จริงๆ

               แต่ถึงจะพูดมากแค่ไหน “ช่องว่าง” ก็ไม่อาจลดลงได้ ถ้าเจ้าของ “ช่องว่าง” ไม่ตระหนัก หรือไม่พยายามจะทำให้ช่องว่างนั้นแคบลง

               “มีน้อย ใช้น้อย มีมาก ก็ใช้น้อย” คาถานี้ยังมีมนต์ขลัง

 

.......................................

(ช่องว่าง : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])