ข่าว

65.5%ยอมรับ'คอร์รัปชั่น'หากได้ประโยชน์

65.5%ยอมรับ'คอร์รัปชั่น'หากได้ประโยชน์

06 ก.ค. 2556

ผลสำรวจปชช. 88.9% ผิดหวังคนปราบโกงแต่โกงเอง ร้อยละ 65.5 ยังคงยอมรับคอร์รัปชั่น หากตนเองได้ประโยชน์

 

                         6 ก.ค.56  สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องสถานการณ์ทัศนคติอันตรายของสาธารณชนคนไทยว่าด้วยการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วย นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สถานการณ์ทัศนคติอันตรายของสาธารณชนคนไทย ว่าด้วยการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วย ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.0 เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐด้านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นผ่านสื่อมวลชน ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา

                         จากการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.9 รู้สึกผิดหวังหากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นเสียเอง ในขณะที่ร้อยละ 11.1 ระบุไม่รู้สึกอะไร ที่สำคัญคือกลุ่มตัวอย่างเกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 94.5 เห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นควรถูกตรวจสอบด้วย มีเพียงร้อยละ 5.5 ระบุไม่เห็นด้วยถึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

                         สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ แนวโน้มทัศนคติอันตรายในหมู่ประชาชนว่าด้วยการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ ยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือร้อยละ 65.5 ในเดือนมีนาคม และร้อยละ 65.0 ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือเกินกว่าร้อยละ 60 ยังคงยอมรับได้รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วยตลอดการสำรวจตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 จนถึงปัจจุบัน

                         นอกจากนี้ เมื่อจำแนกออกตามเพศ พบว่า กลุ่มผู้ชายยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วยมากกว่ากลุ่มผู้หญิง คือ ร้อยละ 67.7 ในกลุ่มผู้ชาย และร้อยละ 60.5 ในกลุ่มผู้หญิง 

                         เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่า กลุ่มตัวอย่างทุกกลุ่มมีสัดส่วนการยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่นเกินกว่าครึ่งด้วยกันทั้งนั้น โดยที่กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 30 - 39 ปีส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.0 มีทัศนคติอันตรายยอมรับได้รัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วยสูงที่สุด รองลงมาคือ ร้อยละ 69.4 ในช่วงอายุระหว่าง 20-29 ปี

                         เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่า กลุ่มรับจ้าง/เกษตรกร ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.9 ยอมรับได้รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 73.3 พนักงานเอกชน ร้อยละ 67.1 แม่บ้าน เกษียณอายุ ร้อยละ 63.5 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 62.8 และข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 54.0 จะเห็นได้ว่ากลุ่มตัวอย่างเกินกว่าครึ่งในทุกกลุ่มอาชีพต่างยอมรับได้รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น

                         นางสาว ระบุว่า ทัศนคติอันตรายยังคงมีอยู่ในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่เหมือนเดิมดังนั้นสมมติฐานต่อสถานการณ์ทัศนคติอันตรายของสังคมไทยคือ น่าจะเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งในการแก้ปัญหา “โกงรับจำนำข้าว” เพราะผลสำรวจครั้งนี้พบว่า กลุ่มอาชีพเกษตรกรและรับจ้างใช้แรงงานทั่วไปมีสัดส่วนของผู้ที่ยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นถ้าตนเองได้รับผลประโยชน์ และในกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐเกินกว่าครึ่งหนึ่งที่ยอมรับเช่นกันเพราะการอยู่เฉยๆ ปล่อยไหลไปตามน้ำ ไม่ออกมาต่อต้านก็ถือว่าเป็นการยอมรับเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นการรับรู้ข่าวพฤติกรรมการโกงของเจ้าหน้าที่รัฐด้านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นยิ่งจะทำให้มีความยากลำบากมากขึ้นในการปรับเปลี่ยนทัศนคติการยอมรับการโกงถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาทัศนคติอันตรายเหล่านี้โดยแนวทางแก้ไขสี่ประการ คือ

                         ประการแรก ใช้การปกครองแบบประชาธิปไตยแท้จริง ต่อต้านการปกครองแบบประชาธิปไตยเทียม และต่อต้านการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ เพราะการปล่อยให้อำนาจอยู่ในมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงหยิบมือเดียวไม่สามารถช่วยลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ การมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวจะทำให้รัฐบาลถือสิทธิของสาธารณชนตัดสินใจออกกฎหมายโดยฝ่ายบริหารและผู้มีบารมีของฝ่ายบริหารเข้าไปนั่งอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติส่งผลทำให้มีช่องทางการโกงโดยนโยบายสาธารณะ และการเข้าไปใช้อำนาจการเมืองแต่งตั้งโยกย้ายให้คุณให้โทษเจ้าหน้าที่รัฐจะส่งผลทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานตอบสนองความต้องการของฝ่ายการเมือง

                         ดังนั้น การปกครองแบบประชาธิปไตยแท้จริงเป็นทางออกอันดับแรกโดยให้หน่วยงานรัฐ เช่น สถานีตำรวจ โรงพยาบาลรัฐ โรงเรียน ที่ทำการอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ถูกประเมินโดยประชาชนส่วนใหญ่ระดับครัวเรือนและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผลของการประเมินสามารถนำไปเป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรงบประมาณ การแต่งตั้งโยกย้ายให้ความดีความชอบต่อเจ้าหน้าที่รัฐได้ด้วย

                         ประการที่สอง ใช้ความโปร่งใสแท้จริง แทนการโฆษณาชวนเชื่อถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐและของพื้นที่โดยรัฐบาลและหน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นต้องเปิดเผยรายละเอียดการใช้เม็ดเงินตั้งแต่ต้นทางเม็ดเงินจนถึงปลายทางของเม็ดเงินโดยรายละเอียดเหล่านั้นต้องทำให้สาธารณชนแกะรอยตรวจสอบได้ว่าหน่วยงานรัฐใด บริษัทใด องค์กรใด คณะบุคคลหรือบุคคลได้รับเงินไปเท่าไหร่ตั้งแต่ส่วนกลางไปยังระดับพื้นที่
ประการที่สาม คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ออกมาเปิดโปงขบวนการทุจริตคอร์รัปชั่นแทนการตั้งกรรมการสอบสวนเอาผิดและข่มขู่คุกคามผู้ออกมาเปิดโปง อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่เป็นเรื่องจริงก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้ามีมูลต้องคุ้มครองคนดีทำให้คนดีขึ้นมีอำนาจตำแหน่งที่ช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างจริงจังต่อเนื่องมากกว่า

                         ประการที่สี่ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริตต้องเริ่มต้นปฏิบัติกันตั้งแต่ระดับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ชุมชนและองค์กรต่างๆ โดยความซื่อสัตย์ระหว่างพ่อกับแม่หรือสามีกับภรรยาเป็นความสำคัญอันดับแรกที่ต้องยึดหลัก “ทำดีให้เด็กดู” เพราะที่น่าเป็นห่วงคือเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ก็มีทัศนคติอันตรายยอมรับรัฐบาลโกงถ้าตนเองได้ประโยชน์เช่นกัน

                         “โดยสรุปแนวทางทั้งสี่ประการข้างต้นน่าจะทำให้ยุทธศาสตร์ต้านโกงสำเร็จมากกว่า การออกมาชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาล การทำรัฐประหาร การโฆษณาชวนเชื่อว่ารัฐบาลทำงานโปร่งใสตรวจสอบได้ และการจัดอีเวนท์ต้านโกง อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ต้านโกงจะสำเร็จลงได้ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาคประชาสังคมคือ คณะบุคคลในรัฐบาล หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ครัวเรือนและปัจเจกบุคคล โดยคณะวิจัยเชื่อมั่นว่าผลสำรวจและแนวคิดที่เผยแพร่ครั้งนี้จะช่วยทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนในสังคมไทยที่ช่วยลดทัศนคติอันตรายว่าด้วยการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วย” ผู้ช่วย ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าว