
ปชช.เฮลั่น"แพนด้าน้อย"น้ำหนักขึ้นพรวด
ชาวเชียงใหม่เป็นปลื้ม "แพนด้าน้อย"โตเร็ว ครบ 2 สัปดาห์น้ำหนักขึ้นพรวดเป็นครึ่งกิโล สวนสัตว์เชียงใหม่ ระดมเจ้าหน้าที่คัดแยกชื่อแพนด้า คนไทยทุกภาคหลังไหลส่งสารพัดชื่อประกวดในรอบแรก
(9มิ.ย.) ที่ส่วนวิจัยและจัดแสดงแพนด้าในสวนสัตว์เชียงใหม่ นายเว่ย หมิง ผู้เชี่ยวชาญจีนพร้อมทีมวิจัยแพนด้าสวนสัตว์เชียงใหม่ ได้แยกแพนด้าน้อยจากหลินฮุ่ยแล้วนำตัวมาตรวจสุขภาพในตู้อบได้นานมากถึง 15 นาที หลังเว้นการตรวจไป 2 วัน ซึ่งครั้งนี้ถือว่าครบ 2 สัปดาห์เต็มที่หลินฮุ่ยให้กำเนิดแพนด้าน้อยออกมา ซึ่งระหว่างการแยกแม่ลูกนั้นทีมวิจัยใช้ไผ่ให้หลินฮุ่ยกิน แต่หลินฮุ่ยไม่ยอมกินเนื่องจากรู้ว่าถ้าได้กินไผ่ลูกจะหายไป เจ้าหน้าที่จึงได้เปลี่ยนมาใช้ขนมปังหลอกล่อจนยอมกินเจ้าหน้าที่จึงสามารถแยกแพนด้าน้อยออกมาตรวจได้
ส.พญ.กรรณิการ์ นิ่มตระกูล สัตวแพทย์ประจำตัวแพนด้า เปิดเผยถึงการตรวจสุขภาพแพนด้าน้อยว่ามีการเติบโตที่เร็วมาก ยกเว้นความยาวของขาและหางที่ยาวขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยน้ำหนักตัวล่าสุดชั่งได้ที่ 500 กรัม เพิ่มขึ้นจาก 2 วันก่อนขึ้นมาถึง 105 กรัมถือว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยตกวันละ 50 กรัมแล้วจากช่วงก่อนที่เพิ่มขึ้นเพียงวันละ 30 กรัม และจากนี้ไปจะเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 60-70 กรัมต่อวัน ความยาวตัวอยู่ที่ 22 เซนติเมตร รอบเอว 22.5 เซนติเมตร ซึ่งมองเห็นได้ชัดว่าตัวกลมพุงป่องและบริเวณที่มีสีดำมีความเข้มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดมองเห็นเค้าลางของการเป็นลูกแพนด้าที่เริ่มคล้ายกับพ่อและแม่
อย่างไรก็ดี ที่น่าดีใจวันนี้คือแพนด้าน้อยมีการขยายของผิวหนังเริ่มย่นแสดงให้รู้ว่าเตรียมพร้อมที่ลำตัวจะขยายใหญ่ขึ้น และยังปรากฏร่องและหลืบที่บริเวณหูซึ่งจะพัฒนากลายไปเป็นรูหูต่อไป นอกจากนี้ยังปรากฏลักษณะของขีดขอบตาที่เริ่มลึกขึ้นมา
ส.พญ.กรรณิการ์ กล่าวว่า ในส่วนของน้ำนมแม่นั้น แม้ว่าการเติบโตของแพนด้าน้อยจะเป็นไปอย่างก้าวกระโดดขณะที่หลินฮุ่ยยังไม่กลับมากินอาหารได้มากเท่าปริมาณตามปกติก่อนตั้งท้องแต่ก็ไม่เป็นปัญหา เนื่องจากแพนด้าน้อยดูดนมแม่ทุกวันเป็นการกระตุ้นการทำงานของเต้านมหลินฮุ่ยจะเห็นได้ว่าหลินฮุ่ยมีปริมาณน้ำนมที่มากเจ้าหน้าที่ต้องคอยเช็ดให้ทุกเช้าซึ่งพบว่าคุณภาพของน้ำนมนั้นสูงมากเพราะมีสีขาวขุ่นแสดงถึงคุณภาพที่ดี
นายเว่ยหมิง กล่าวว่า เร็วๆนี้เราจะเห็นภาพหลินฮุ่ยใช้ปากงับหนังลูกแล้วลากไปกับพื้นแทนคาบลูกขึ้นมาอุ้ม ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของแม่แพนด้าเพราะหลังจากที่ลูกตัวโตขึ้นจนแม่ไม่สามารถที่จะใช้ปากงับทั้งตัวมาไว้ได้เช่นเดิม แต่การใช้ปากงับที่หลังลูกแล้วลากไปนั้นจะไม่มีอันตรายใดๆเป็นสัญชาตญานการปรับตัวและพัฒนาการเลี้ยงลูกของแพนด้าตามธรรมชาติที่มี
ด้านนายประเสริฐศักดิ์ บุญตระกูลพูนทวี หัวหน้าส่วนวิจัยและจัดแสดงแพนด้าในประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับการตั้งชื่อนั้นผ่านไป 4-5 วันของการเปิดรับ คาดว่าจะมีผู้ส่งชื่อเข้ามาเป็นหมื่น ๆรายชื่อแล้ว ยิ่งจำนวนวันมากขึ้นรายชื่อที่แตกต่างยิ่งเพิ่มมากขึ้นซึ่งมองว่าน่าจะสร้างความหนักใจให้คณะกรรมการองค์การสวนสัตว์อยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะปิดรับตามกำหนดเดิมของรอบแรกในวันที่ 12 มิ.ย.นี้เพื่อที่จะรวบรวมคัดสรรให้เหลือ 4 ชื่อสุดท้ายและตัดสินให้เหลือพียงชื่อเดียวได้ทันในวันที่ 12 ส.ค.นี้
หลักเกณฑ์ที่อยากฝากเป็นพิเศษไปยังผู้ที่จะตั้งชื่อเข้ามานั้นหากจะให้ดี ควรตั้งชื่อและส่งแนบคำอธิบายของความหมายมาพร้อมกัน และหากจะให้ดีชื่อที่ส่งมานั้นควรจะมีความหมายที่สอดคล้องทั้งไทยและจีนในชื่อเดียวกันหรือน่าจะมีความพ้องเสียงเรียกทั้งไทยจีนน่าจะทำให้สะดุดตากรรมการได้มากขึ้น
“สิ่งที่สำคัญอยากจะฝากประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ที่จะส่งชื่อเข้ามาร่วมประกวดตอนนี้คือในการส่งไปรษณียบัตรเพื่อร่วมตั้งชื่อในรอบ 4 ชื่อสุดท้ายเพื่อชิงเงินล้านนั้น จะขอให้อย่าเพิ่งซื้อไปรษณียบัตรไปกักตุนไว้ในขณะนี้เพราะในรอบ 4 ชื่อสุดท้ายผู้ร่วมตั้งชื่อจะต้องใช้ไปรษณียบัตรเฉพาะที่มีการออกแบบเฉพาะมีรูปแพนด้ามาใช้ร่วมการประกวด ซึ่งขณะนี้ออกแบบใกล้แล้วเสร็จคาดว่าจะทำออกมามีหลายรูปแบบและสามารถสะสมได้เป็นคอลเลคชั่น รวมทั้งจะมีการนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายสมทบทุนเข้ากองทุนแพนด้าอีกด้วย ” นายประเสริฐศักดิ์กล่าว
แห่ส่งประกวดชื่อแพนด้าน้อย
ขณะที่ประชาชนจากทั่วสารทิศได้ทยอยส่งไปรษณียบัตรและจดหมายปิดผนึกที่ตั้งชื่อให้กับแพนด้าน้อยเข้าร่วมการประกวดเข้ามายังที่อยู่ของสวนสัตว์เชียงใหม่อย่างคับคั่ง เฉพาะช่วงเช้าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ธุรการฝ่ายสำนักงานสวนสัตว์เชียงใหม่ต้องระดมคนช่วยกันรับถุงที่บุรุษไปรษณีย์นำมาจัดส่งเพื่อนำมาเทกองรวมกัน จากนั้นได้เร่งทำการแกะฉีกซองจดหมายและรวบรวมไปรษณียบัตรที่คนส่งเข้ามาตั้งชื่อในรอบแรกออกมาเพื่อนำมาประทับตราปลายทางรับที่สวนสัตว์เชียงใหม่และกรอกวันที่ของการมาถึง
นายนิพนธ์ วิชัยรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ เปิดเผยว่า เบื้องต้นมีไปรษณียบัตรและจดหมายปิดผนึกติดแสตมป์ส่งเข้ามาร่วมประกวดการตั้งชื่อวันเดียวไม่ต่ำกว่า 10,000 ฉบับ ไม่นับรวมประชาชนที่เดินทางมาสอบถามวิธีการจัดส่งด้วยตัวเองอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ธุรการสวนสัตว์ได้ชี้แจงว่าสามารถตั้งชื่อแล้วเขียนด้วยลายมือลงบนกระดาษเปล่าที่มีขนาดเท่ากับกึ่งหนึ่งของกระดาษ A4 ได้แล้วนำมายื่นเองที่ห้องธุรการได้ โดยไม่จำกัดเพียงการส่งทางไปรษณียบัตรหรือจดหมายเพียงอย่างเดียว
สำหรับการร่วมตั้งชื่อแพนด้าน้อยที่ส่งเข้ามายังสวนสัตว์เชียงใหม่ในวันนี้ ไม่เพียงเฉพาะชาวเชียงใหม่หรือคนภาคเหนือ แต่จากการตรวจสอบไปรษณียบัตรและจดหมายติดสแตมป์ที่ส่งเข้ามายังพบว่ามีการจ่าหน้าซองมาจากหลายจังหวัดทั่วประเทศทั้ง หาดใหญ่ ปัตตานี และจังหวัดต่าง ๆในภาคอีสานด้วย ซึ่งหลังจากนี้ยังเปิดรับการตั้งชื่อในรอบแรกอีกไปจนถึงวันที่ 12 มิ.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการสังเกตการณ์ของเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ที่ทำหน้าที่แกะซองจดหมายและประทับตราสวนสัตว์และลงวันที่ระบุว่าชื่อที่มีการส่งเข้ามามากเป็นอันดับต้นมักจะเป็นชื่อที่บ่งบอกถึงพื้นถิ่นความเป็นเมืองเหนือที่แพนด้าน้อยเกิดเช่น “ เอื้องผึ้ง ” เป็นดอกไม้หายากทางภาคเหนือ “ เอื้องหลวง ”, เอื้องดอย , เอื้องฟ้า ฯลฯ
อีกส่วนหนึ่งจะเป็นนชื่อที่พ้องสียงและความหมายไทยจีน เช่น “ หลินหลิน ” ซึ่งมีความหมายว่าป่าไม้อันสมบูรณ์และคำแรกออกเสียงล้อชื่อแม่แพนด้า คือ หลินฮุ่ย “ ปิงปิง ” ระบุความหมายว่าปิงมาจากแม่น้ำปิงซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงวิถีชีวิตของเมืองเชียงใหม่ที่แพนด้าน้อยกำเนิดเมื่อนำมารวมกันสองคำอ่านว่าปิงปิงแม้ในภาษาจีนจะเป็นคำที่ไม่มีความหมายแต่ออกเสียงแล้วเหมือนชื่อในภาษาจีน
นอกจากนี้ยังมีชื่อ ” ชิงชิง ” อีกคำที่ยอดฮิตสำหรับใช้เรียกชื่อหญิงงาม และ “ ไทน่า ” ซึ่งผู้ส่งมาระบุว่ามาจากไทยแลนด์+ไชน่า ซึ่งแปลว่าประเทศจีน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ระบุว่าไม่สามารถที่จะระบุ 10 อันดับชื่อยอดนิยมที่ส่งเข้ามาได้ เนื่องจากมีประชาชนส่งชื่อเข้ามาในแต่ละวันเป็นจำนวนมากเกินหมื่นรายขึ้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้ติดต่อไปยังนายโสภณ ดำนุ้ย ผอ.องค์การสวนสัตว์เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาได้รับแจ้งว่ายังอยู่ระหว่างการประชุมบอร์สวนสัตว์เพื่อหารือข้อสรุปเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์การคัดชื่อในรอบสุดท้าย ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่แน่ชัดจะมีการแถลงในภายหลัง



