ข่าว

นิวเคลียร์สงครามเย็นจับงาช้างผิดกม.

นิวเคลียร์สงครามเย็นจับงาช้างผิดกม.

06 ก.ค. 2556

เวิลด์วาไรตี้ : นิวเคลียร์สงครามเย็นจับงาช้างผิดกฎหมาย

 

                     แม้สงครามเย็นจะจบสิ้นลงไปแล้ว แต่สิ่งที่หลงเหลือจากยุคแห่งความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์และสัตว์ป่า เพียงพลิกความคิดนำสิ่งที่เคยเป็นโทษอย่างร้ายแรงมาเป็นเครื่องมือในการจับความผิดของพรานป่าหรือกลุ่มลักลอบค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่าได้อย่างน่าทึ่ง

                     สิ่งที่เคยเป็นโทษอย่างร้ายแรงนั่นคือ "กัมมันตภาพ" จากอาวุธนิวเคลียร์ ที่เคยสร้างความสั่นสะพรึงให้คนทั่วโลกเมื่อประเทศขั้วอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และโซเวียตรัสเซีย ต่างแข่งขันกันสร้างและสะสมเพื่อเป็นเครื่องต่อรองระหว่างกัน กลับเป็นประโยชน์ในการตรวจจับชิ้นส่วนสัตว์สงวนเช่น งาช้าง หรือนอแรด ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนการใช้งานต่ำกว่าการตรวจดีเอ็นเอที่มีความยุ่งยากมากกว่าและมีค่าใช้จ่ายสูงซึ่งใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพื่อตรวจหาแหล่งที่มาของชิ้นส่วนสัตว์ชนิดนั้นๆ ว่ามาจากแหล่งที่ถูกกฎหมายหรือไม่

                     การตรวจจับกัมมันตรังสีจะใช้วิธีการตรวจวัด "อนุพันธ์คาร์บอน" ที่มีอยู่ในชิ้นส่วนสัตว์เหล่านั้น เพื่อระบุช่วงเวลาการมีชีวิตและการตายของสัตว์ตัวนั้น เช่นเดียวกับวิธีการตรวจอนุพันธ์คาร์บอนในซากฟอสซิล หรือวัตถุโบราณเพื่อหาอายุของชิ้นส่วน โดยการตรวจนับปริมาณคาร์บอน 14 ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในชิ้นส่วนสัตว์

                     ทั้งนี้คาร์บอน 14 ซึ่งเป็นกัมมันตภาพชนิดหนึ่ง เคยมีอยู่อย่างมากมายในชั้นบรรยากาศโลก ในช่วงสงครามเย็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปี 2496-2505 ที่สหรัฐอเมริกาและโซเวียตรัสเซียทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ทดลองอานุภาพการทำลายล้างของอาวุธที่มีอยู่กันเป็นล่ำเป็นสัน ทำให้พืชชนิดต่างๆ ทั่วโลกดูดซับคาร์บอน 14 เอาไว้ในลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ และเมื่อสัตว์กินพืชเป็นอาหารคาร์บอน 14 ก็จะเข้าไปสะสมในตัวเป็นวงจรต่อไป

                     เมื่อสัตว์ตายไปก็จะไม่มีการสะสมคาร์บอน 14 อีกต่อไป ทำให้นักวิทยาศาสตร์ใช้การตรวจจับปริมาณการสลายตัวของคาร์บอน 14 เทียบกับปริมาณคาร์บอน 14 ที่อยู่ในบรรยากาศในช่วงเวลาต่างๆเพื่อชี้อายุของวัตถุตัวอย่างออกมาได้ถูกต้อง

                     ซึ่งจุดนี้เองจะใช้เป็นเครื่องชี้วัดว่าชิ้นส่วนสัตว์เช่นงาช้าง นั้นมาจากช้างที่ตายก่อนช่วงปี 2532 ที่องค์กรโลกอย่างสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีคำสั่งห้ามการซื้อขายงาช้างข้ามชาติอีกต่อไป หรือนอแรดที่มีคำสั่งแบนจากยูเอ็นในปี 2537 หรือไม่ เพราะแม้จะมีคำสั่งห้ามการขายงาช้างออกมาแล้ว แต่ปริมาณการล่าช้างแอฟริกัน ในทวีปแอฟริกาเพียงแห่งเดียวก็สูงถึง 2.5 หมื่นตัวต่อปี จนในปัจจุบันทวีปแอฟริกาที่กว้างใหญ่มีฝูงช้างป่าหลงเหลืออยู่เพียง 423,000 ตัว

                     ทำให้การตรวจคาร์บอนกัมมันตภาพที่เป็นผลิตผลของยุคสงครามเย็นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่หวาดกลัวของประชาชนทั่วโลกกลายเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ป่า เพราะการตรวจคาร์บอนกัมมันตภาพช่วยบอกอายุของชิ้นส่วนนั้นได้ ทำให้ระบุได้ว่าช้างหรือแรดตัวนั้นถูกฆ่าหลังจากมีคำสั่งห้ามจากยูเอ็นหรือไม่และถ้ามีอายุน้อยกว่า 24 และ 19 ปีตามลำดับก็หมายความว่าเป็นสัตว์ที่ถูกล่าหลังจากมีคำสั่งแบนและถือเป็นชิ้นส่วนสัตว์ที่ผิดกฎหมายนั่นเอง