
รัฐบังคับใช้ก.ม. 'วิทยุชุมชน-บั้งไฟ'
บังคับใช้ก.ม. 'วิทยุชุมชน-บั้งไฟ' รัฐเอาจริงต้นเหตุคุกคามภัยการบิน : กวินทรา ใจซื่อ / มัทนา ลัดดาสิริพร ... รายงาน
มติที่ประชุมคณะกรรมการบูรณาการด้านการขนส่งทางอากาศเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมประชุมได้เห็นชอบให้ กรมการบินพลเรือน (บพ.) นำ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 มาบังคับใช้ เพื่อป้องกันปัญหาการควบคุมจราจรทางอากาศ ซึ่งถูกรบกวนจากคลื่นวิทยุชุมชน การจุดบั้งไฟ และโคมลอย โดยจะนำมาตรา 6 ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำให้เกิดความเสียหายต่ออากาศยานในระหว่างการให้บริการ และมาตรา 8 ข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ ด้วยเหตุที่ว่า การจุดบั้งไฟ โคมลอย และคลื่นวิทยุชุมชนในปัจจุบัน สร้างปัญหาต่อการติดต่อสื่อสารในการควบคุมการจราจรทางอากาศ จนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการบินได้
จากนี้ไปจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยต่อไปหากพบว่าฝ่าฝืนจุดบั้งไฟ หรือโคมลอย ที่รบกวนทำลายอากาศยาน จนทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย จะมีความผิดตามมาตรา 6 กล่าวคือ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือหากทำให้เครื่องบินประสบอุบัติเหตุ จะมีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต ส่วนกรณีรายการวิทยุชุมชนส่งสัญญานคลื่นรบกวน หากตรวจพบจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 8 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-30,000 บาท ทั้งนี้ข้อมูลของกรมการบินพลเรือนพบว่า ปัจจุบันมีสถานีวิทยุชุมชนที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย 2,000 แห่ง ส่วนอีก 5,000 แห่ง เป็นสถานีวิทยุที่ไม่ถูกต้อง การแพร่กระจายคลื่นวิทยุส่งสัญญาณรบกวนการบินส่วนใหญ่มาจากสถานีวิทยุไม่ถูกกฎหมาย ที่ส่งสัญญาณจากเครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพ
ขั้นตอนจากนี้ก็จะส่งหนังสือเตือนไปยังสถานีวิทยุชุมชนต่างๆ ให้ยุติการแพร่กระจายคลื่นรวบกวน หากไม่ได้ผลจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ด้วยการแจ้งความดำเนินคดี กับทุกสถานีวิทยุที่ฝ่าฝืน ความน่าสนใจในเชิงเทคนิคการแพร่สัญญาณของวิทยุชุมชนที่มีผลกระทบมาถึงก็คือ แม้ว่าคลื่นวิทยุที่นักบินใช้ติดต่อกับภาคพื้นดิน หรือท่าอากาศยานต่างๆ จะอยู่ในคลื่นความถี่ระหว่าง 118.1 ถึง 120.0 เมกะเฮิรตซ์ ขณะที่คลื่นความถี่ของสถานีวิทยุชุมชนจะอยู่ในช่วงความถี่ระหว่าง 78.5-108.0 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ต่ำ ซึ่งไม่น่าจะส่งคลื่นรบกวนกันได้ แต่หากระบบเครื่องส่ง เสาอากาศ สายอากาศ ของตัวสถานีวิทยุชุมชนมีกำลังส่งต่ำ มีข้อบกพร่อง ไม่อยู่ในสภาพสมบรูณ์ หรือแม้ระบบเครื่องส่งดีมีคุณภาพสูง แต่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ข้อจำกัดเหล่านี้ก็กลายเป็นที่มาของการส่งสัญญาณรบกวนวิทยุการบินได้ทั้งสิ้น
ข้อมูลของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) จำกัด มีตัวเลขอ้างอิงถึงการรบกวนที่ได้รับแจ้งจากนักบินรวม 2,804 ครั้ง เป็นการยืนยันว่า ขณะบินผ่านน่านฟ้า เกิดสัญญาณเสียงรบกวนในคลื่นความถี่วิทยุ ทั้งจากการจัดรายการวิทยุท้องถิ่น เสียงเพลง เสียงโฆษณาสินค้า ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยทางการบิน กระทบต่อการติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ กรณีคลื่นความถี่ต่ำดังกล่าว จึงเป็นกรณีศึกษาเพราะที่ผ่านมา ยังไม่มีการรายงานอย่างเป็นทางการว่าวิทยุในคลื่นความถี่ต่ำจะส่งผลกระทบมาถึงการสื่อสารของนักบินยกเว้นกรณีของประเทศไทยเท่านั้น ที่เกิดปัญหาขึ้น
"ปัจจุบันเฉพาะอุดรธานี มีสถานีวิทยุชุมชนกว่า 100 แห่ง ยอมรับว่า ผู้ประกอบการสามารถตั้งสถานีขึ้นมาได้ โดยใช้เงินลงทุนเพียง 3-5 แสนบาท จากนั้นก็นำไปซื้อเครื่องส่ง เสาอากาศ เครื่องผสมสัญญาณเสียง เครื่องควบคุม ก็สามารถออกอากาศกระจายเสียงเป็นวิทยุชุมชนได้แล้ว หากมีคำสั่งปิดก็เปิดใหม่ได้ไม่ยาก จึงทำให้ยากต่อการควบคุม จนส่งผลกระทบเกิดปัญหาคลื่นวิทยุรบกวนการบินขึ้น" นายขวัญชัย ไพรพนา เจ้าของวิทยุชุมชนคนรักอุดร คลื่นเอฟเอ็ม 97.50 เมกะเฮิรตซ์ จังหวัดอุดรธานี กล่าว
นายขวัญชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยมีปัญหาคลื่นแทรกสถานีวิทยุหลักเกิดขึ้น ทำให้หน่วยงานรัฐมีหนังสือเตือนไปยังสถานีวิทยุเหล่านี้ สำหรับการกระจายเสียงของสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร ไม่เคยมีหนังสือแจ้งเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเราให้ความร่วมมือด้านการกระจายเสียงโดยการขอใบอนุญาตออกอากาศชั่วคราวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมทั้งมีมาตรฐานในขั้นตอนการติดตั้งเครื่องส่ง เสาอากาศ การควบคุมการออกอากาศ มีช่างเทคนิคที่มีประสบการณ์ และควบคุมการออกอากาศที่ได้ตามมาตรฐาน ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ไม่เคยสร้างปัญหาปัญหาคลื่นวิทยุชุมชนรบกวนการบิน แทรกคลื่นวิทยุหลัก และสถานีโทรทัศน์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของกระทรวงคมนาคม เป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นับจากเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีการประชุมเพื่อหาแนวทางลดความเสี่ยงอันตรายต่อการบินและอากาศยาน จากการจุดบั้งไฟ โดยมีการหารือถึงการจุดบั้งไฟที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดอันตรายร้ายแรงต่อการบินและอากาศยาน ทั้งยังก่อปัญหาต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในกรณีที่อากาศยานประสบภัยจากการจุดบั้งไฟ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยไม่มีระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายที่จะใช้บังคับหรือควบคุมการจุดบั้งไฟได้โดยตรง จึงเป็นที่มาที่กระทรวงคมนาคมหันมาให้ความสำคัญกับภัยร้ายแรง ที่จะเกิดจากการจุดบั้งไฟ และนำไปสู่การรณรงค์เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงเพื่อไม่ให้กระทบต่อการบินและอากาศยาน
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้รับรายงาน พบเห็นบั้งไฟขณะทำการบินโดยไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า ในระดับความสูง 10,000 ฟิต หรือ 3,000 เมตร ซึ่งเป็นความสูงในระดับที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายร้ายแรงต่ออากาศยาน และปรากฏการณ์ของบั้งไฟ ที่ทำความสูงในระดับใกล้เคียงของอากาศยานจะเห็นได้บ่อยครั้งระหว่างพฤษภาคม-มิถุนายน โดยกรมการบินพลเรือนได้รับรายงานการพบเห็นบั้งไฟจากนักบินในช่วงดังกล่าว ทั้งนี้ข้อมูลที่บันทึกไว้พบว่าการจุดบั้งไฟในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างปี 2553-2555 จังหวัดที่มีสถิติจนนำไปสู่การออกประกาศนักบิน (Notice to Air Men: NOTAM) ที่จะครอบคลุม ข้อมูลในเอกสารข่าวเพื่อทำการบิน และข้อมูลก่อนทำการบินเพื่อ เพิ่มความระมัดวังในการขึ้นทำการบิน ได้แก่ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด อุดรธานี ขอนแก่น และบุรีรัมย์
ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นความพยายามของหน่วยงานรัฐที่จะสร้างความปลอดภัยต่อการขนส่งทางอากาศ ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
-----------------------
(บังคับใช้ก.ม. 'วิทยุชุมชน-บั้งไฟ' รัฐเอาจริงต้นเหตุคุกคามภัยการบิน : กวินทรา ใจซื่อ / มัทนา ลัดดาสิริพร ... รายงาน)



