
'ความเชื่อมั่น'หล่นวูบ3เดือนติดกำลังซื้อหด
ความเชื่อมั่นผู้บริโภค มิ.ย.วูบต่อเนื่องเดือนที่ 3 พบกำลังซื้อหด ฉุดจีดีพีไตรมาส 2 เหลือแค่ 4% ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจเตรียมหั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 4-4.5%
นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2556 ว่า ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากระดับ 82.5 ในเดือนพฤษภาคม เป็น 81.6 ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการส่งออกที่ติดลบจนส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ค่าครองชีพที่ยังทรงตัวในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองไทยและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงและผันผวนสูง จึงอาจกระทบเศรษฐกิจไทย และรายได้ของผู้บริโภคในอนาคต
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการและเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากปัจจัยลบต่างๆ รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากสหรัฐประกาศลดวงเงินในมาตรการคิวอีในเดือนตุลาคมนี้ รวมไปถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รัฐบาลชะลอโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทำให้เม็ดเงินลงทุนที่จะเข้ามาในระดับเศรษฐกิจที่ปีนี้ต้องล่าช้าออกไปอีก
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า ทางศูนย์พยากรณ์เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2556 จากเดิมที่คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวที่ระดับ 4.8-5.2% ลงมาเหลือ 4-4.5% เนื่องจากไตรมาส 2 เศรษฐกิจมีสัญญาณชะลอตัวลงเหลือ 4% และจะอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่องในไตรมาส 3 จากปัจจัยลบหลายด้าน
ด้านสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร หรือ ซีอีโอ เซอร์เวย์ เรื่อง "มุมมองเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2556" ด้วยการสอบถามความเห็นผู้บริหารระดับสูงของ บจ. ที่ 75 บริษัท ครอบคลุม 9 อุตสาหกรรม ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดเอ็มเอไอ โดยนายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า ส่วนใหญ่กว่า 57% มองเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 4.5% เทียบสำรวจเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 ส่วนใหญ่มองว่าเติบโตสูงกว่า 4.5%
ปัจจัยเสี่ยงที่กระทบบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ผู้บริหารกว่า 1 ใน 4 หรือ 28% มองว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมีผลกระทบมากที่สุด ตามมาด้วยความผันผวนของค่าเงินบาท และกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง
ส่วนการเตรียมการรับมือกับความปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ส่วนใหญ่ 99% จะเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริการ รองลงมาคือ การพัฒนาทักษะพนักงาน ปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้า บริการใหม่ รวมถึงการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อลดลต้นทุน เมื่อพิจารณาแนวโน้มการลงทุนของบริษัทในอีก 12 เดือนข้างหน้า พบว่า ส่วนใหญ่ 73% จะมีการลงทุนเพิ่ม มีเพียง 7% ที่จะลดการลงทุน ส่วนอีก 20% มีการลงทุนเท่าเดิม
ส่วนนายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงปัญหาการเมืองภายในอียิปต์ว่า ต้องติดตามดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แม้เหตุการณ์จะรุนแรงขึ้น แต่ถ้าไม่กระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมัน เชื่อว่าคงไม่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมากนัก นอกจากนี้อียิปต์เคยผ่านเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นช่วงสั้นๆ ผลกระทบคงเป็นแค่ชั่วคราว



