ข่าว

เถรส่องบาตร

เถรส่องบาตร

05 ก.ค. 2556

เถรส่องบาตร : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล


               ว่ากันว่าคนญี่ปุ่นนั้น เมื่ออยู่ในวัยหนุ่มสาวมักจะมีความคิดที่เป็นขบถ คือมีความเห็นและการกระทำที่แตกต่างไปจากขนบ ใครที่ไม่ขบถจะถูกมองว่าไม่มีความคิดจะทำอะไร ทำหรือไม่ทำอะไรใหม่ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น คนญี่ปุ่นเหล่านั้นก็จะมีแนวคิดในเชิงอนุรักษ์ เพราะรู้แล้วว่า หากไม่รักษาของดีๆ ที่มีมาแต่เดิมเอาไว้ บ้านเมืองก็จะไม่มีอะไรเหลือ

               ดังนั้น คนหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่ไม่ขบถ จึงถูกตำหนิว่าเป็นคนโง่ แต่ครั้นเป็นผู้ใหญ่แล้วยังคิดขบถไม่เลิกรา ก็จะถูกติเตียนว่าเป็นคนบ้า

               การขบถทางความคิดของคนหนุ่มสาวญี่ปุ่น จะเป็นไปในทำนองการคิดนอกกรอบ ไม่ชอบการทำอะไรซ้ำซาก หรือเดินตามกันเป็นแถวๆ แต่จะค้นหาวิธีหรือรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำของเดิม ทั้งการแต่งเนื้อแต่งตัว ทรงผม ไปจนถึงการสร้างหรือดัดแปลงสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ จนเกิดนวัตกรรม แม้ว่าบางอย่างหรือบางเรื่องอาจจะมีคนเห็นว่าเป็นความบ้าบ๊อง หรือเป็นแค่ความแปลกใหม่เข้าว่า แต่ไม่อาจใช้ประโยชน์ได้จริง หรือทำออกมาก็ไม่มีใครนิยม แต่สิ่งที่เกิดจากความคิดแปลกๆ หรือพิลึกพิลั่นเหล่านี้ จำนวนไม่น้อยก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นให้ก้าวล้ำหน้าประเทศอื่น

               แต่ความคิดที่สุดโต่งนั้น เมื่อผ่านกระบวนการทางความคิดที่ซับซ้อนและกาลเวลามาพอสมควร ก็จะเริ่มมองทะลุเข้าไปถึงแก่นภายในตัวตนของความเป็นญี่ปุ่น และตระหนักในคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีของความเป็นญี่ปุ่น แล้วบังเกิดความซาบซึ้ง หวงแหน และกลายเป็นพวกจารีตนิยมไปในที่สุด

               ซึ่งความเป็นไปในลักษณะนี้สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และทำให้ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความทันสมัยควบคู่ความเก่าเก๋าอย่างงดงามและลงตัวน่าชื่นชม

               หันกลับมาดูเมืองไทยบ้าง คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ของเรามักจะไม่กล้าคิด กล้าทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น และตกเป็นเหยื่อของกระแสและแฟชั่น คำนึงถึงแต่ความสนุกสนาน สะดวกสบาย และความทันสมัยโก้เก๋  เป็นนักบริโภคนิยม มากกว่านักประดิษฐ์ มีชีวิตอย่างเคว้งคว้างมากกว่าครุ่นคิด เมื่ออายุมากขึ้น

               คนรุ่นนี้ก็จะเลื่อนลอยไร้แก่นสาร กลายเป็นเฒ่าทารก ที่ไม่อาจแยกแยะความจริง ความลวง หรือความดี ความชั่ว ได้ถูกต้อง และมักจะยึดถือความเป็นไทยแต่เปลือกนอก มากกว่าแก่นแท้ จนเกิดคำถามหลายๆ อย่าง เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย และคุณค่าของความเป็นไทยในปัจจุบัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่วัยรุ่นไทยรับวัฒนธรรมต่างประเทศอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ปราศจากการไตร่ตรองหรือกลั่นกรอง และผู้ใหญ่ของเราเองก็ไม่สามารถตักเตือนหรือบอกกล่าวเด็กได้เต็มปาก เพราะไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ และไม่ซาบซึ้งในความดีความงามของวัฒนธรรมและวิถีไทยเพียงพอ

               สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงนะครับ นอกจากห่วงเรื่องการเดินต้อยๆ ตามกัน โดยไม่มีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว ยังน่าห่วงเรื่องการเป็นนักบริโภคตัวยง ที่ไม่มีความเป็นนักประดิษฐ์อยู่ในหัว และที่น่าห่วงที่สุดคือการไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมของชาติตัวเอง จนมีแต่วัฒนธรรมที่ผิดเพี้ยน หรือยึดถือกันเพียงแค่เปลือก ซึ่งนับวันก็ยิ่งจะหาคนที่รู้จริงปฏิบัติได้จริงยากขึ้นทุกทีสักแต่ทำตามๆ กันไปเหมือนเถรส่องบาตร ที่พระบวชใหม่เห็นพระแก่เอาบาตรส่องกับแดดก็นึกว่าเป็นวัตรปฏิบัติอย่างหนึ่ง และพากันทำตาม โดยหารู้ไม่ว่า ที่พระแก่ทำเช่นนั้น เพื่อดูว่าบาตรเก่าๆ ของท่านนั้นมีรูรั่วตรงไหนบ้างต่างหาก

               ครับ การทำอะไรตามคนอื่น ทั้งที่ไม่รู้ ไม่คิด และไม่ศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ น่าห่วงไหมล่ะครับ?