ข่าว

ยอมมั้ย!ตรวจเชื้อร้ายไม่ผ่านพ่อแม่

ยอมมั้ย!ตรวจเชื้อร้ายไม่ผ่านพ่อแม่

05 ก.ค. 2556

ฮอตอิชชู : ยอมมั้ย...ตรวจเชื้อร้ายไม่ผ่านพ่อแม่

 

                      ข้อมูลปี 2555 พบผู้สมัครใจไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีกว่า 5 แสนราย ตรวจแล้วติดเชื้อเป็นผู้ใหญ่ราว 1.7 หมื่นราย เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีประมาณ 300 ราย ที่น่าตกใจคือกลุ่มชายรักชายมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น!! แม้โรคเอดส์จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สังคมก็ไม่นิ่งนอนใจ ยิ่งกว่านั้นมีการรณรงค์อย่างเข้มข้นทุกปีเพื่อลดผู้ติดเชื่อหน้าใหม่ โดยกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้วันที่ 1 กรกฎาคม เป็น "วันรณรงค์ตรวจเอชไอวีแห่งชาติ" เท่ากับว่ากระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการตรวจหาเชื้อ เพื่อทำการรักษาและล้อมรั้วไม่ให้มีการแพร่กระจายสู่คนอื่น

                      ล่าสุดกลุ่มเยาวชนจากโรงเรียนในเขตกทม.ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อเจ้ากระทรวงสาธารณสุขขอปลดล็อกข้อบังคับแพทยสภาสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีให้สามารถไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง!! จะ "ผ่าน" หรือ "ไม่ผ่าน" เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการขอความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา...แล้วมุมมองของสังคมเป็นอย่างไร

                      ฟังเสียงคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกชายวัย 15 ปี  "มะปราง" ปัทมวดี เสนาณรงค์ ให้ความเห็นถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มเยาวชนว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ที่ถูกต้องคือการให้ความรู้เรื่องการป้องกันมากกว่า

                      "พูดถึงข้อดีสำหรับตัวเองเห็นด้วย เพราะทุกวันนี้เลี้ยงลูกแบบสมัยใหม่ เน้นสอนให้ลูกดูแลตัวเองมีความผู้ใหญ่รับผิดชอบตัวเอง ไว้ใจซึ่งกันและกั นแม่ลูกเหมือนเป็นเพื่อนกันคุยกันได้ทุกเรื่อง จึงเชื่อว่าถ้าวันหนึ่งหากลูกต้องการใช้บริการ เขาก็ต้องกลับมาเล่าให้แม่ฟังอย่างแน่นอน ส่วนข้อเสียสำหรับลูกๆ ที่ไม่กล้าคุยกับพ่อแม่ เด็กอาจจะทำให้อะไรโดยไม่ระวัง เพราะเด็กสมัยนี้มีเงิน มีสถานที่ แถมยังสามารถตรวจได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ปกครอง เรื่องเซ็กส์ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายไป อาจจะทำให้ขาดความระมัดระวังจนนำไปสู่การติดเชื้อเอดส์ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่  แต่ทั้งนี้ก็ยังยืนยันว่าอยากให้เน้นเรื่องป้องกันมากว่า" คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแสดงความคิดเห็น พร้อมกับแชร์วิธีการเลี้ยงลูกวัยรุ่นว่า นอกจากวิธีการคุยกันทุกเรื่องแล้ว ตัวเองยังไม่ดุว่าไม่เคยบ่นหากลูกจะมีความรัก อยากตัดผมทรงไหน หรือถ้าเป็นกรณีเกี่ยวกับเรื่องลับๆ ของผู้ชายก็จะให้คุณลุง คุณตา คุณน้า ช่วยดูแลแทนพ่อ

                      เช่นเดียวกับคุณแม่ของลูกชายวัยใกล้ 17 ปี "จิ๋ง" สุชาวดี ณัฐเสณี ที่บอกว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของกลุ่มเยาวชน เพราะคิดว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ด้วยอายุและวุฒิภาวะยังควรที่จะอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง แต่ทั้งนี้ในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ก็ควรให้ความรู้ในการป้องกันมากกว่าแก้ปัญหาในภายหลัง

                      "ปัจจุบันโรคเอดส์มันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากๆ เด็กรู้เรื่องพวกนี้จากสื่ออินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น ในขณะที่การป้องกันยังทำได้ไม่ดี เพราะเห็นข่าวว่าปัจจุบันคนที่เป็นโรคนี้ยังมีมากและอายุก็น้อยลงเรื่อยๆ เราเองก็มีลูกชายที่อยู่ในวัยนี้ ยอมรับว่ากลุ้มใจมาก และด้วยความที่ลูกเป็นเด็กผู้ชายจึงไม่ปรึกษาเรื่องนี้กับแม่เท่าไหร่ แต่เราก็จะพยายามพูดคุยกับลูกตลอดจะถามเขาบ่อยๆ ว่ามีแฟนหรือยัง มองใครไว้บ้างหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ พร้อมทั้งสอนวิธีป้องกันเบื้องต้นอย่างเช่นการใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งที่จริงทางโรงเรียนก็มีสอนเรื่องนี้ และเรามองว่ายังไม่ถึงเวลาที่สมควร แต่เรื่องแบบนี้มันพูดยากอาจพลาดพลั้งเมื่อไหร่ก็ได้ ป้องกันไว้น่าจะดีที่สุด แต่หากลูกโรคร้ายนี้เกิดขึ้นกับลูกเราจริงๆ ก็พร้อมที่จะให้กำลังใจและหาวิธีรักษาอย่างเต็มที่" คุณแม่วัย 39 ปีให้ความเห็น

                      ด้าน เสรี ธรรมเสริมสุข ผู้จัดการสำนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด คุณพ่อของลูกชายวัย 18 ปี และลูกสาววัย 12 ปี มองเป็น 2 ประเด็นคือ กรณีถ้าเป็นเด็กที่พ่อแม่อาจเลี้ยงดูไม่ดี หรือไม่มีเวลาให้ก็น่าจะเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ เพราะการตรวจแล้วรู้ผลก็จะลดความเสี่ยงทั้งตัวเด็กเองและคนอื่น แต่ถ้าเป็นกรณีที่พ่อแม่เป็นที่ปรึกษาที่ดีได้ พ่อแม่ก็ควรมีสิทธิ์รับรู้จะได้ช่วยกันแก้ปัญหา

                      "ผมว่าเด็กวัยรุ่นทุกวันนี้มีความเสี่ยงต่อเรื่องเพศและโรคภัยที่จะตามมามากขึ้น เพราะมีช่องทางให้พวกเขารับรู้เยอะ ดังนั้นความเสี่ยงที่จะมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนก็จะเป็นไปได้ง่าย ผมเห็นด้วยนะกับการที่เขามีสิทธิ์ตรวจได้เอง ถ้ามองในแง่ดีก็เป็นโอกาสที่เขาจะป้องกันตัวเอง แต่ถ้าในแง่ลบบางทีพอรู้แล้วอาจไม่ปรึกษาใคร ก็อาจจะคิดสั้นได้ ส่วนตัวในเรื่องของเพศสัมพันธ์เน้นสอนลูกให้พยายามควบคุมสถานการณ์อย่าให้เกิดขึ้น แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็อย่าไปทำให้ผู้หญิงท้อง หรืออย่าไปติดโรคเขามา ก็เรียกว่าเลี้ยงแบบเปิดใจในระดับหนึ่ง" คุณพ่อยุคใหม่ให้ความเห็น

                      ในมุมของตัวแทนเยาวชน "แบงก์" พุฒิพงศ์ ไทรศักดิ์สิทธิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนมัธยมบ้านบางกะปิ ยืนยันเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องดังกล่าว พร้อมกับให้เหตุผลว่า ปัจจุบันเรื่องเพศสัมพันธ์ในเยาวชนตั้งแต่อยู่ 15 ปีขึ้นไปถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ในขณะที่บางคนรู้จักป้องกันไม่ให้ท้อง แต่ไม่รู้จักป้องกันไม่ให้ติดเชื้อเอสไอวี  แต่ผู้ปกครองยังยึดติดกับค่านิยมเดิมๆ ทำให้เยาวชนไม่กล้าปรึกษาปัญหา ตรงนี้อาจกลายเป็นผลเสียต่อชีวิตได้

                      "วัยรุ่นอยู่ในช่วงกำลังอยากลองอยากรู้ โดยเฉพาะเรื่องเพศสัมพันธ์ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าการพูดคุยระหว่างลูกพ่อแม่เรื่องเพศสัมพันธ์เป็นอะไรที่ยากมาก ผู้ใหญ่บางท่านยังยึดกับค่านิยมเดิมๆ อย่างรักนวลสงวนตัว ทำให้เด็กรู้สึกเข้าไม่ติด ไม่กล้าปรึกษา เพราะคิดว่าผู้ปกครองไม่เปิดใจ ทำให้มีปัญหาติดเชื้อเอสไอวีขึ้นไป จึงเชื่อว่าหากเยาวชนต่ำกว่าอายุ 18 ปี สามารถไปตรวจหาเชื้อเอชไอวี ซึ่งเท่าที่ทราบมาก็เหมือนกับการตรวจร่างกายทั่วไป โดยไม่ต้องผ่านการรับรองจากผู้ปกครองก็จะทำให้ปัญหาดังกล่าวลดน้อยลง และอีกประเด็นที่สำคัญคือ เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่อายุไม่ถึง 18 ปี และไม่มีผู้ปกครองยังสามารถเข้าตรวจเช็คได้อีกด้วย" หนุ่มแบงก์ กล่าว

                      ด้านคนทำงานกับวัยรุ่นเรื่องเพศโดยตรง พรนุช สถาผลสวัสดิ์ ผู้จัดการโครงการเลิฟแคร์ องค์การแพธ กล่าวว่า การที่เยาวชนทำจดหมายถึงผู้ใหญ่ในเรื่องดังกล่าว หลายคนอาจจะมองว่าเป็นการส่งเสริมให้มีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นในวัยที่ไม่เหมาะสม แต่ถ้าดูจากผลการสำรวจจะพบว่าทุกวันนี้การมีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำลงเรื่อยๆ ดังนั้นในเมื่อห้ามไม่ได้จึงจำเป็นต้องหาทางป้องกัน และถ้าเยาวชนไปตรวจเลือดแล้วไม่พบเชื้อ จะได้วางแผนการปกป้องกันตัวเองได้ถูกต้อง

                      "ในกฎของแพทยสภาพูดถึงเรื่องอายุของเด็กต่ำวก่า 18 ปี ถ้าจะตรวจเอสไอวี ต้องมีผู้ปกครองยินยอมนั้น เป็นเรื่องที่ตัวเยาวชนรู้สึกไม่เห็นด้วย เพราะเขารู้สึกว่าต้องเอ่ยปากคุยกับผู้ปกครองเป็นเรื่องยาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่มั่นใจ ความเกรงกลัว ทำให้เด็กพลาดผลการตรวจเลือด ขาดโอกาสในการเข้าถึงการรักษาในที่สุด นี่คือประเด็นสำคัญ ทั้งที่ตามแคมเปญของกระทรวงเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อเอสไอวีก็มีกล่าวว่าว่า "รู้เร็ว รักษาได้" อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ใหญ่ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันมีหลายๆ ที่เยาวชนตัดสินใจได้เองโดยเฉพาะเรื่องเรียน ดังนั้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาก็ควรตัดสินใจได้เองเช่นกัน" ผู้จัดการโครงการเลิฟแคร์ ให้ความเห็นขณะเดียวกันก็ย้ำว่า ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีการเรียนการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาในโรงเรียน ให้เด็กรู้จักป้องกันตัวเอง การเคารพผู้อื่น การหาทางเลือกให้ตัวเองปลอดภัย แต่ก็ยังไม่เปิดกว้างพอ ทำให้เยาวชนขาดข้อมูล ขาดทักษะในการป้องกัน โดยเฉพาะเรื่องเอชไอวี ถ้าให้เด็กรับรู้เรื่องการของตรวจก่อนทำให้เด็กเห็นแนวการป้องกันมากกัน