ข่าว

'มาร์ค'จี้'ปู'อุดรูรั่วทุจริต'จำนำข้าว'

'มาร์ค'จี้'ปู'อุดรูรั่วทุจริต'จำนำข้าว'

04 ก.ค. 2556

'อภิสิทธิ์' จี้ 'นายกฯ' อุดรูรั่วทุจริต เชื่อความเสียหาย 'จำนำข้าว' อยู่กับปท.ยาวแม้พ้นตำแหน่ง แนะใช้บทเรียนปฏิวัติ 'อียิปต์' ลดเสี่ยงยึดอำนาจรัฐประหาร

 

                             4 ก.ค. 56  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ทาง Blue Sky Channel กรณีที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว มีการทุจริตทุกขั้นตอนในโครงการรับจำนำข้าวทำให้นายกฯต้องท้าให้มีการเปิดเผยข้อมูลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ควรต้องเร่งอุดรูรั่วความเสียหายทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ น.ส.สุภา พูดนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่บอกมาลอยๆ และที่น่าแปลกใจคือนายกฯ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด เป็นประธานกขช. และตั้งน.ส.สุภา เข้าไปทำหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องการปิดบัญชี เมื่อได้ข้อมูลจาก น.ส.สุภา แล้วกลับมาพูดจาท้าทายคนซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาทำไม อีกทั้ง น.ส.สุภา ได้รายงานปัญหาในโครงการนี้ว่าขาดทุนกว่า 2 แสนล้าน แต่นายกฯไม่ใส่ใจ ซึ่งนายกฯ ก็ทราบดีว่า ขณะนี้กระบวนการของการทุจริตทำกันอย่างไร แล้วมาเรียกหาใบเสร็จจากคนอื่นทำไมทั้งที่ควรมีหน้าที่จะปราบปรามการทุจริต

                             นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่นายกฯ พยายามลอยตัว หนีปัญหานี้มาตลอด พยายามพูดให้มันเป็นเรื่องปัญหารายละเอียด เทคนิค อยากให้นายกฯยอมรับความจริงดีกว่า พยายามที่จะหลบเลี่ยง เบี่ยงเบนไป เพราะว่าสุดท้ายแล้วความเสียหายนี้จะอยู่กับคนไทยกับประเทศไทยและตนกล้าพูดด้วยว่า หลังจากที่น.ส.ยิ่งลักษณ์พ้นจากนายกฯ ไปแล้ว ต่อให้อยู่ 4 ปี 8 ปี ความเสียหายจากสิ่งที่ทำมานี้จะยังอยู่ยาวนานกว่านั้น ถ้าเกิดโครงการนี้ยิ่งเดินหน้าต่อไปแบบไม่มีการแก้ไขแล้วอยู่ไปอีก 4 ปี 5 ปี ปัญหาเรื่องการคลัง ปัญหาเรื่องหนี้สิน ก็จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะฉะนั้นแทนที่จะไปท้าทายคนอื่น วันนี้ท้าทายตัวเองดีกว่าว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

 

 

แนะรัฐใช้บทเรียนปฏิวัติ 'อียิปต์' ลดเสี่ยงยึดอำนาจรัฐประหาร

 

                             นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel เกี่ยวกับการปฏิวัติในประเทศอียิปต์ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือหากรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในขอบเขตอำนาจที่ควรจะเป็นแล้ว ปัญหาจะไม่เกิด กรณีของประเทศอียิปต์นั้นในที่สุดก็จบลงด้วยการยึดอำนาจ แต่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งเองก็ยังไม่ยอม ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะต้องเกิดการเผชิญหน้าไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งปัญหาที่ตนคิดว่าหลายประเทศที่กำลังพัฒนาประชาธิปไตยนั้นต้องหาทางออก ก็คือปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างคนที่มาจากการเลือกตั้ง กับการใช้อำนาจซึ่งไปกระทบกระทั่งกับระบบกฎหมาย เพราะว่าความชอบธรรมของผู้ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีแน่จากระบอบประชาธิปไตย แต่ประเด็นก็คือ ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วจริงๆ คนที่มาจากการเลือกตั้งก็จะรู้จักขอบเขตอำนาจของตนเอง คือ รู้ว่าความชอบธรรม ใช้อำนาจที่ได้มาจากประชาชนนั้นมาทำอะไร แต่พอมันกลายเป็นเรื่องของการที่จะไปก้าวก่ายในส่วนของฝ่ายตุลาการนั้น มันมักจะเกิดการเผชิญหน้าขึ้น ซึ่งในปัจจุบันก็จะเห็นว่า หลายประเทศก็อยู่ในปัญหาอย่างนี้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

                             เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ให้บทเรียนอะไรกับประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลเดินหน้าทำนโยบายต่างๆ ตามคำมั่นสัญญา ผิดถูก ทำดีไม่ดี ตรวจสอบ แต่อย่าไปทำอะไรซึ่งมันขัดต่อหลักของกฎหมาย อย่าไปท้าทายในเรื่องของอำนาจของตุลาการจากบริหาร อย่าพยายามไปใช้อำนาจของตัวเอง แสวงหาผลประโยชน์ แล้วก็ทำผิดให้เป็นถูก รวมทั้งการให้ระบบของประเทศทำงานไม่ว่าจะเป็น  องค์กรอิสระ สื่อมวลชน ฝ่ายค้าน ให้ได้ทำงานในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ปัญหาความตึงเครียดบนท้องถนนก็จะไม่เกิด เมื่อไม่เกิดก็ลดความเสี่ยงต่อปัญหาการยึดอำนาจรัฐประหาร

 

 

จี้ฟังข้อเสนอ 'คปก.' กู้ 2.2 ล้านล้านบาท

 

                             นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงกรณีที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ชี้ว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทเข้าข่าย ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลควรรับฟังแต่ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะฟัง ซึ่งเรื่องการกู้เงินรวดเดียว 2 ล้านล้านสามารถทำในระบบงบประมาณได้ และการทำโครงการต่างๆ ก็ปรากฏว่า หลายโครงการ ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างชัดเจนว่ามีความคุ้มค่า

                             นอกจากนี้คงจะไม่ต่างจากกรณีของเงินกู้ 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท ในเรื่องโครงการน้ำที่หลายโครงการยังไม่มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อชุมชน สังคม ดังนั้นข้อเสนอนี้ก็เป็นข้อเสนอที่อิงอยู่กับบทบัญญัติของกฎหมายทั้งสิ้น ก็หวังว่ารัฐบาลจะไปลองพิจารณาและทบทวนดู ส่วนการที่จะยื่นตีความร่างพ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทนั้นคงต้องรอขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฏร และก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตรงนี้เป็นจังหวะที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ส.ส. ที่เห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญไปยื่นให้ตีความได้ ทั้งนี้ข้อเสนอของคปก.อาจถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานได้ ว่า รัฐบาลรู้ หรือสมควรรู้ว่ามันขัด แต่ก็ยังทำ ดังนั้นอยู่ที่รัฐบาลว่า จะพิจารณาหรือไม่อย่างไร ถ้าไม่พิจารณาก็ต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตนเอง