
ทูตยันบัญชีดำ"ทักษิณ"ห้ามเข้าเยอรมัน
เยอรมนีแจงสั่งขึ้นบัญชีดำ "ทักษิณ" เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศ ยกเลิกวีซ่าและใบอนุญาตมีถิ่นพำนักแล้ว ย้ำหากเข้าประเทศอีกจะจับตัวส่งกลับไทย "เพื่อไทย ปูดแก๊งออฟโฟร์ 2009 มีทั้ง "ปากห้อย-หัวเถิก-สีเขียว-อำมาตย์ เป้าหมายรวบอำนาจการเมือง ด้านภูมิใจไทยส่อร้า
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และโฆษกฝ่ายการเมืองของกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ว่าทางการเยอรมนีได้ใส่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ไว้ในบัญชีบุคคลที่ห้ามเดินทางเข้าประเทศ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินจากประเทศอื่นเข้ามาในประเทศไทยบ่อยครั้ง และขณะนี้ทางการเยอรมนีกำลังตรวจสอบอยู่ว่าได้รับใบอนุญาตให้มีถิ่นพำนักในเยอรมนี (resident permit) จากใคร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีสิทธิ์ได้ใบอนุญาตดังกล่าว เนื่องจากถูกทางการเยอรมนีขึ้นบัญชีดำไว้แล้ว ดังนั้นใบอนุญาตของ พ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นใบอนุญาตที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งรัฐบาลไม่ได้รับรู้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้แจ้งให้ทางการเยอรมนีทราบ และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาทำอะไรในเยอรมนี
"นอกจากยกเลิกวีซ่าเชงเก้นแล้ว ยังได้ยกเลิกใบอนุญาตให้มีถิ่นพำนักในเยอรมนีของ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย ทางการเยอรมนียืนยันว่ารัฐบาลเยอรมนีและรัฐบาลอียูจะไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น และจะไม่ยอมให้ใครใช้ประเทศตนเป็นฐานในการโจมตีประเทศอื่นอีกด้วย ทั้งยังได้ประกาศว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาเยอรมนีอีก ก็จะถูกควบคุมตัว" นายชวนนท์ กล่าว
ขณะเดียวกัน เว็บไซต์มอนสเตอร์แอนด์คริติกส์ดอทคอม (monstersandcritics.com) รายงานโดยอ้างหนังสือพิมพ์ Suddeutsche Zeitung ระบุว่า เมื่อฤดูร้อนปีก่อน พ.ต.ท.ทักษิณใช้วีซ่า 90 วันเข้าไปยังเยอรมนี จากนั้นในวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ปรากฏว่าเขาได้รับวีซ่าพำนักในเยอรมนี 1 ปี โดยไม่มีการแจ้งให้แก่รัฐบาลกลางทราบ
หนังสือพิมพ์ฉบับนี้รายงานว่า ต่อมารัฐบาลเยอรมันสั่งยกเลิกวีซ่าพำนักในเยอรมนี 1 ปีของพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 และยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า เวลานี้ พ.ต.ท.ทักษิณพักอยู่ที่ไหน และเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้พาสปอร์ตทูตในการเดินทาง หลังจากถูกกระทรวงการต่างประเทศของไทยยกเลิกพาสปอร์ตไทย
หนังสือพิมพ์ดังกล่าวยังรายงานว่า จากการตรวจพบว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเมืองบอนน์ เยอรมนี ออกวีซ่าให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้จุดชนวนความสงสัยจากรัฐบาลกลางต่อหน่วยงานภายใน ทว่ากระทรวงต่างประเทศและสำนักงานข่าวกรองต่างประเทศ (บีเอ็นดี) ยืนยันว่าไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งพำนักในย่านไฮโซ บาด โกเดสแบร์ก ซึ่งมีทัศนียภาพสวยงามติดกับแม่น้ำไรน์ เดินทางมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมกับนายวาร์กเนอร์ มอสส์ อดีตนายตำรวจเยอรมัน ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายอาชญากรรมที่เป็นที่รู้จักดีในเมืองบอนน์ ทนายความเยอรมันที่มีชื่อคนหนึ่ง และชาวเยอรมันคนหนึ่งที่ในอดีตทำงานให้แก่หน่วยงานข่าวกรองเยอรมนี ทำให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเข้าใจว่า นายมอสส์ มาในฐานะตัวแทนของหน่วยข่าวกรองเยอรมนี จึงออกวีซ่าให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งก่อความไม่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ทูตของเยอรมนี ที่หวั่นความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีกับไทย อาจตกอยู่ในอันตราย ที่เกิดจากความเข้าใจผิดว่าสำนักข่าวกรองเป็นผู้จัดการให้ แต่ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นการดำเนินการของนายมอสส์เอง
ภท.ปัดขึ้นคัตเอาท์กดดันสภาพัฒน์
นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังการประชุมคณรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.ไม่ได้หยิบยกโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน มาหารือในที่ประชุม เพราะต้องรอให้บอร์ดสภาพัฒน์สรุปผลการศึกษาก่อน ในระหว่างนี้กระทรวงคมนาคมพร้อมที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งให้บอร์ดสภาพัฒน์พิจารณา ส่วนตัวยังคงยืนยันตามกรอบเดิมคือวิธีการเช่าดีกว่าการซื้อแน่นอน และต้องเช่าจำนวน 4,000 คัน ถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามหากบอร์ดสภาพัฒน์สรุปออกมาอย่างไร กระทรวงคมนาคมก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม
รมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่พรรคขึ้นคัตเอาท์ตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ว่า เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจต่อประชาชนคนกรุงเทพฯ เพราะยังมีประชาชนจำนวนมากสับสนข้อมูลว่าเช่าหรือซื้อ วิธีการใดคุ้มค่ามากกว่า เชื่อว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากยังไม่เข้าใจในแนวทางแก้ไขปัญหา ขสมก.ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งวิธีการชี้แจงต่อสังคมโดยการขึ้นคัตเอาท์ ไม่ได้เป็นการกดดันหรือชี้นำบอร์ดสภาพัฒน์ ส่วนข้อสังเกตเรื่องการใช้งบประมาณนั้น เป็นงบประชาสัมพันธ์โครงการของ ขสมก.ที่ตั้งไว้ทั้งหมด 3 ล้านบาท และจนถึงขณะนี้ยังใช้งบไม่ถึง 3 ล้านบาทด้วยซ้ำ
“ยืนยันว่าไม่ได้เป็นความขัดแย้งในรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคภูมิใจไทย ต่างได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย เหมือนเราเป็นหมอลำคณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเล่นเป็นผู้ร้าย หรือเป็นพระเอก ก็อยู่ในคณะเดียวกัน ได้เหมือนกันทั้งคู่” นายโสภณ ระบุ
รมว.คมนาคม กล่าวถึงการจัดสัมมนาเพื่อหาทางรอดของ ขสมก.ว่า เดิมกระทรวงกำหนดจัดการสัมมนาในวันที่ 15 มิถุนายน แต่ไปตรงกับวันประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ดังนั้นกระทรวงคมนาคมจึงจำเป็นต้องเลื่อนการประชุมไปเป็นสัปดาห์ถัดไป โดยจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนรวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย แต่ต้องอยู่ในหลักวิชาการ ในระหว่างนี้พรรคภูมิใจไทยต้องเดินหน้าชี้แจงและทำความเข้าใจต่อประชาชนต่อไป เพื่อไม่ให้พรรคเกิดความเสียหาย
ลูกพรรค ภท.อึดอัดเนวินรวบอำนาจ
แหล่งข่าวระดับสูงพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการจัดสัมมนาของพรรคภูมิใจไทย จ.สกลนคร ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ ทำหน้าที่คุมเข้มรัฐมนตรี และ ส.ส.ว่า การเป็นศูนย์กลางของการสั่งการทุกๆ อย่างนั้น ทำให้มีรัฐมนตรีและ ส.ส.บางคนรู้สึกไม่พอใจที่นายเนวินคอยคุมเข้มการเข้าร่วมกิจกรรมของลูกพรรคอย่างไม่คลาดสายตา โดยเฉพาะการเป่านกหวีดไล่ให้ทำกิจกรรม การออกคำสั่ง หรือมีท่าทีข่ม ทำให้รู้สึกถึงการไม่ให้เกียรติในการทำงานอย่างมาก รวมทั้งการที่อำนาจตัดสินใจสุดท้ายจะอยู่ที่นายเนวินเพียงคนเดียว
“ความรู้สึกไม่ให้เกียรติแบบนี้เป็นมาก่อนการสัมมนาแล้ว โดยจะถูกนายเนวินเป็นผู้ควบคุมตลอด เพื่อจะทำให้เหมือนการบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีอำนาจสั่งการเพียงผู้เดียวสมัยรัฐบาลไทยรักไทย” แหล่งข่าวระบุ
นายกฯ เชื่อสภาพัฒน์พิจารณาตามข้อเท็จจริง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยขึ้นป้ายโฆษณาชี้แจงและแสดงจุดยืนเกี่ยวกับโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ที่มีการวิจารณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของสภาพัฒน์ว่า คณะกรรมการสภาพัฒน์จะพิจารณาตามข้อเท็จจริง เพราะได้รับทราบว่าคณะกรรมการสภาพัฒน์ได้ขอข้อมูลและบทวิเคราะห์ต่างๆจากกระทรวงคมนาคมไปพิจารณาด้วย
เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่าพรรคภูมิใจไทยทำอย่างนี้เหมาะสมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าเขาอยากทำความเข้าใจและชี้แจงจุดยืน ก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้
เมื่อถามว่า คิดว่าการขึ้นป้ายโฆษณาอย่างนี้มีนัยทางการเมือง เพื่อทำความเข้าใจกับสังคมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะใครอยากทำความเข้าใจกับสังคม ก็แสดงว่าสนใจกระแสสังคม
กำชับ รมต.ลงพื้นที่แจงแผนไทยเข้มแข็ง
นายกรัฐมนตรีแถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ในที่ประชุม ครม. ตนได้กำชับรัฐมนตรีลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ที่ต้องดำเนินการตามแผนไทยเข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนได้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะดำเนินการอยู่ที่ไหน อย่างไร และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ซึ่งจะมีงานเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและครอบคลุมทุกพื้นที่ นอกจากนั้นจะเป็นการไปตรวจสอบความพร้อมและดูแลเรื่องความโปร่งใสของโครงการเหล่านี้ด้วย ซึ่งจะมีทั้งโครงการเกี่ยวกับแหล่งน้ำ ถนน ปรับปรุงโรงเรียน ปรับปรุงสถานีอนามัย แหล่งท่องเที่ยว ที่เคยได้อนุมัติไปในกรอบวงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท โดยตนจะเดินทางลงไปในพื้นที่เร็วๆ นี้
“สุเทพ”บอกอย่าคิดมากเชื่อไม่ชี้นำ
ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยขึ้นคัตเอาท์และทุ่มโฆษณาชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความคุ้มค่าของการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ในขณะที่บอร์ดสภาพัฒน์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่า เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้คิดว่าเป็นการกดดัน หรือชี้นำบอร์ดสภาพัฒน์ อย่าไปคิดมาก
"เติ้ง"เชื่อรัฐไม่ซื้อเวลาแค่ทำให้รอบคอบ
นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ที่พรรคภูมิไทยเสนอว่า ต่างฝ่ายก็ต่างมีเหตุผล บางฝ่ายมองว่าน่าจะเช่าซื้อจะดีกว่า บางฝ่ายบอกว่าอย่าเช่าซื้อดีกว่า ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่าตัวเลขที่ให้มาถูกต้องตามข้อเท็จจริงหรือไม่ รายได้จะเข้าเป้าหรือไม่ สามารถที่จะแบ่งเงินให้ค่าเช่าได้หรือไม่
ส่วนที่หลายฝ่ายเกรงว่าการให้สภาพัฒน์ไปศึกษาจะเป็นเพียงการยื้อเวลา นายบรรหาร กล่าวว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น เป็นเรื่องความรอบคอบของรัฐบาลมากกว่า คงไม่ยื้อเวลา เพราะโครงการใหญ่หลายหมื่นล้านต้องมีความรอบคอบ
เพื่อไทยยื่นนายกฯ พิจารณารอบคอบ
เมื่อเวลา 11.00 น. ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย นำโดยนายวิชาญ มีนชัยนันท์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายการุณ โหสกุล เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลักและขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาอย่างรอบคอบและรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ขณะที่การขึ้นป้ายโฆษณาเกี่ยวกับประโยชน์ของโครงการรถเมล์นั้น น่าจะเป็นการกดดันการทำงานของสภาพัฒน์
5 กมธ.วุฒิฯถกปมเช่ารถเมล์ฉาว
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำวุฒิสภา 5 คณะ ได้แก่ กมธ.การคมนาคม กมธ.การศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล กมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค กมธ.การเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน และ กมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วม ได้ร่วมประชุมกันเพื่อพิจารณาปัญหาโครงการเช่ารถเมล์ปรับอากาศเอ็นจีวี 4,000 คัน ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ไปศึกษา 1 เดือนก่อนนำกลับมาให้พิจารณา ทั้งนี้เป็นการหารือเพื่อกำหนดการแบ่งหน้าที่ตรวจสอบโครงการนี้ ว่าใครทำเรื่องใด หรือเรื่องใดที่ทั้ง 5 คณะต้องมาทำงานร่วมกัน
ภายหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง ประธานกรรมาธิการทั้ง 5 คณะได้แถลงข่าวร่วมกัน โดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กลุ่ม 40 ส.ว. ประธาน กมธ.การศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีมติแบ่งงานกันรับผิดชอบ โดยให้ กมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค ไปศึกษาแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. กมธ.การคมนาคม ศึกษารูปแบบของโครงการที่เหมาะสม ขณะที่ กมธ.การเงิน การคลัง และสถาบันการเงิน ศึกษาที่มาของตัวเลขรายได้และรายจ่าย กมธ.การมีส่วนร่วมของประชาชน ศึกษาเรื่องความเห็นของประชาชนและการทำประชาพิจารณ์ และให้ กมธ.การศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ศึกษาเปรียบเทียบโครงการนี้กับโครงการรถเมล์ยูโรทู
นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ส.ว.ปทุมธานี ประธานกมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วม กล่าวว่า รัฐบาลต้องเคาะราคารถออกมาให้ตรงความจริงอย่าโอเวอร์ เพราะกรรมาธิการจะจับตาดูการพิจารณาของสภาพัฒน์ อย่านึกว่าเรารู้ไม่เท่าทัน และจะจับตาดูรัฐบาลด้วยว่าประชาชนคัดค้านกันทั้งประเทศ ยังยืนยันดำเนินการต่อไปหรือไม่
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา แกนนำ 40 ส.ว. ประธาน กมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า กรรมาธิการชุดตนมีข้อเสนอต่อการแก้ปัญหาของขสมก.และรถเอ็นจีวี 4,000 คัน โดยขอให้รัฐบาล กระทรวงคมนาคม ขสมก.และสภาพัฒน์ทบทวนการฟื้นฟูกิจการของขสมก.ตามที่ ครม.สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี อนุมัติไว้ในคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 คือ 1.ให้กระทรวงการคลังพิจารณาแก้ไขปัญหาหนี้สะสมและลดดอกเบี้ย 2.รัฐบาลต้องมีแนวทางชัดเจนในการแยกบัญชีระหว่างการขนส่งที่มีกำไรกับการขนส่งเพื่อสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ขสมก.ปลอดการขาดทุนในอนาคต 3.ปรับปรุงกิจการและฟื้นฟูแผนงานบริการการจัดการรถโดยสาร โดยเปลี่ยนรถขสมก.ที่มีอยู่จำนวน 2,800 คัน เป็นเครื่องเอ็นจีวีทั้งหมด ยกเลิกสัมปทานรถร่วมเอกชนให้เป็นระบบจ้างบริหารเดินรถเป็นกิโลเมตร โดยเริ่มสัญญาใหม่หมด ระยะเวลา 10-15 ปี เพื่อให้เอกชนนำสัญญาไปเป็นหลักประกันยื่นขอกู้ลงทุนใหม่
นายสมชายกล่าวว่า ตอนนี้มีการทุ่มโฆษณาโครงการนี้โดยขสมก.และกระทรวงคมนาคม เต็มสองหน้ากลางในหนังสือพิมพ์ ซึ่งราคาเกือบ 6 แสนบาท ถามว่างบประมาณนี้เป็นของใคร การบอกว่าเป็นเนื้อที่โฆษณาของขสมก. อยากทราบว่าเม็ดเงินกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งจะตามมาด้วย แอบโฆษณาผ่านสื่อทีวีและบิลบอร์ดจะต้องใช้งบเท่าไหร่ ขณะที่ขสมก.ขาดทุนจะสมกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยวันที่ 11 มิถุนายน ได้เชิญผอ.ขสมก.เข้าชี้แจงด้วย
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กมธ.การการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล กล่าวว่า มีข้อสังเกตการตั้งตัวเลขเช่ารถของขสมก.ที่ระบุว่าจะมีรายได้คันละ 1.5 หมื่นบาท โดยมีผู้โดยสาร 350 คนต่อวัน แต่ข้อเท็จจริงจากการเก็บสถิติจะได้ผู้โดยสารเพียงครึ่งเดียว ซึ่งจะมีรายได้เพียงคันละ 9,580 บาท ที่บอกว่าได้กำไร 1,137 บาท ก็จะเหลือแค่ 217 บาท เท่านั้น ดังนั้นตัวเลขรายได้สูงสุดควรจะได้ 8,000-9,000 บาทเท่านั้น รัฐบาลต้องทบทวนตัวเลขรายได้ 1.5 หมื่นบาทไปเอามาจากไหน เพราะเป็นโครงการที่ผูกพันถึง 10 ปี ถ้าขสมก.เก็บค่าเช่าไม่ได้ตามเป้าก็ต้องไปเอาเงินมาจากรัฐบาล ในที่สุดรัฐบาลต้องไปกู้โดยเอาภาษีจากประชาชน
กกต.รับลูกสอบร้องยุบภูมิใจไทย
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ในวันนี้ (9 มิ.ย.) จะนำกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นเรื่องให้ตรวจสอบเพื่อดำเนินการยุบพรรคภุมิใจไทย กรณีจัดสัมมนาในพื้นที่ จ.สกลนคร โดยพรรคเพื่อไทยร้องว่านายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แจกเงินที่เชื่อว่าเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าให้แก่คนพิการใน จ.สกลนคร เข้าหารือในที่ประชุม และจะเร่งสรุปเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมกกต.โดยนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ได้สั่งให้สำนักงาน กกต.ไปดำเนินการว่า คำร้องที่พรรคเพื่อไทยร้องมานั้น มีกี่ประเด็น ซึ่งก็จะรวบรวมตั้งเรื่องต่อ กกต. คาดว่าไม่น่าจะเกินสัปดาห์นี้ จะสามารถเสนอต่อ กกต.ได้ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้การเลือกตั้งเสร็จสิ้นก่อนค่อยเสนอเข้าที่ประชุม ส่วน กกต.จะตั้งอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แยกกับกรณีนายเนวินเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับที่ประชุม กกต. เพราะบางเรื่องก็มีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามในการพิจารณานั้น กกต.จะดูทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายควบคู่กันไป
เพื่อไทยแฉแก๊งออฟโฟร์ 2009
นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการประชุมคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคเพื่อไทย พบว่า ขณะนี้ได้เกิดแก๊งออฟโฟร์ 2009 ที่ใหญ่กว่าน่ากลัวกว่าแก๊งออฟโฟร์ สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ครั้งนั้นแก๊งออฟโฟร์ดำเนินการเพื่อต้องการอำนาจในพรรคพลังประชาชนเท่านั้น แต่ในครั้งนี้แก๊งออฟโฟร์ 2009 ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลักๆ 4 ฝ่าย คือ คนปากห้อย คนหัวเถิก คนสีเขียว และคนที่เป็นอำมาตย์ โดยมีพฤติกรรมหาผลประโยชน์ร่วมกัน มีเป้าหมายใหญ่มาก คือ ต้องการที่จะครองอำนาจการเมือง ยักย้ายตัดทอนงบประมาณ เพื่อเตรียมเสบียงกรังไว้สำหรับการเลือกตั้ง โดยกลุ่มนี้ดำเนินการโดยสร้างแนวร่วมอำนาจด้วยการประสานกับกลุ่มอำนาจต่างๆ ทั้งฝ่ายสีเขียว ฝ่ายอำมาตย์ รวมทั้งได้ส่งคนของตัวเองไปนั่งบริหารอยู่ในบอร์ดของหน่วยงานต่างๆ แล้ว ซึ่งจะทำให้การดำเนินการต่างๆ ไหลลื่นไปได้
“แก๊งนี้ยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด ไปตรงไหนกระจุยหมด ไม่มีใครต้านทานได้ สิ่งเหล่านี้ได้นำเข้าหารือกับคณะทำงานชุดต่างๆ ของพรรคอีกครั้ง เพื่อเปิดเผยพฤติกรรมให้สังคมได้รับทราบ” นายศักดา กล่าว
20 ส.ส.หญิงบินฟ้อง "แม้ว" ที่ดูไบ
แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า กลุ่ม ส.ส.หญิงพรรคเพื่อไทยกว่า 20 คน ได้นัดรวมตัวกันเดินทางไปยังดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ เพื่อเยี่ยมเยียน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และจะเดินทางกลับในวันที่ 14 มิถุนายน ทั้งนี้ กลุ่ม ส.ส.หญิงจะนำปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยไปนำเสนอต่ออดีตนายกฯ โดยตรง หลังจากหลายคนรู้สึกอึดอัดต่อการทำงานของผู้บริหารพรรคในขณะนี้ ที่มีแต่ความนิ่งเงียบ ทำงานเชิงรับอย่างเดียว ทำให้ ส.ส.ไม่มีผลงานไปบอกกล่าวแก่ชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้ เรื่องบางอย่างที่กลุ่ม ส.ส.หญิงมองเป็นปัญหาใหญ่ แต่เมื่อนำเสนอให้ผู้บริหารรับทราบกลับมองเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ปชป.กินรวบงบประมาณก.หลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำหรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ มีเนื้อหาสาระสำคัญคือ รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นงบประมาณขาดดุล โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 1.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 18.7%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ลดลงจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 จำนวน 251,700 ล้านบาท หรือลดลง 12.9% ทั้งนี้โครงสร้างงบประมาณปี 2553 มีสาระสำคัญ คือ เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 1.7 ล้านล้านบาท รายจ่ายประจำ จำนวน 1,436,389 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน จำนวน 212,689 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ได้จัดสรรไว้ จำนวน 50,920 ล้านบาท
สำหรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ซึ่งแยกตามหน่วยงาน และกระทรวงต่างๆ พบว่า งบประมาณมากที่สุด 5 อันดับแรก ส่วนใหญ่อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ 1.กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 345,665.4801 ล้านบาท คิดเป็น 20.3% 2.กระทรวงการคลัง จำนวน 215,886.1197 ล้านบาท คิดเป็น12.7% 3.งบกลาง จำนวน 215,006.8352 ล้านบาท คิดเป็น 12.7% 4.กระทรวงมหาดไทย จำนวน 185,993.8019 ล้านบาท คิดเป็น 10.9% และ 5.กองทุนและเงินหมุนเวียน จำนวน 115,771.8591 ล้านบาท คิดเป็น 6.8%
ศาลสั่ง "ประชัย" จ่าย "ลีน่าจัง" 1.25 ล้าน
ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ศาลอ่านคำพิพากษา คดีที่นางลีนา จังจรรจา อดีตผู้สมัคร ส.ส. และ อดีตผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร อดีตเลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นจำเลยที่ 1-2 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 1,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากกรณีที่พรรคมัชฌิมาธิปไตย ผิดสัญญาว่าจะสนับสนุนส่งนางลีนา ลงสมัคร ส.ส.กทม. เขต 8 ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550
โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐาน ที่คู่ความสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุ กกต.ยังไม่ได้รับรองจำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าพรรค แต่จำเลยที่ 1 ได้จัดงานเปิดตัวพรรคที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พร้อมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน พฤติการณ์จึงเป็นการแสดงออกถึงการเป็นหัวหน้าพรรค อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังสัญญาว่าจะให้โจทก์ลงสมัคร ส.ส.เขต 8 กทม. โดยยืนยันจะให้งบหาเสียงแก่ผู้ลงสมัคร ส.ส.ของพรรคทุกคน คนละ 1.25 ล้านบาทตามที่กฎหมายกำหนด แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 กลับไม่ได้จ่ายเงินช่วยเหลือ และเมื่อ กกต. เปิดรับสมัคร ส.ส.กทม. ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 จำเลยที่ 1 กลับยกเลิกไม่ให้โจทก์ลงสมัคร ส.ส. เป็นตัวแทนของพรรคมัชฌิมาธิปไตย จึงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 1.25 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 บาทต่อโจทก์ ภายใน 30 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 ในทางนำสืบไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 พิพากษาให้ยกฟ้อง
ครม.ตั้ง"ภูมินทร์"นั่งรองโฆษกรัฐบาล
ที่ประชุม ครม. วันที่ 9 มิถุนายน เห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนายศุภรักษ์ ควรหา ที่ขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไป



