ข่าว

ชาวอีสานรอซื้อทองบาทละ1.5หมื่น

ชาวอีสานรอซื้อทองบาทละ1.5หมื่น

03 ก.ค. 2556

โพลล์ เผยชาวอีสานกว่า 50% รอซื้อทองเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลังหากทองลงต่อ เหลือราคาบาทละ 1.5 - 1.6 หมื่น ขณะที่เยาวชน 99.3% รับความรู้-ข่าวสารเรื่องเออีซี

 

                              3 ก.ค. 56  อีสานโพล เผยผลสำรวจเรื่อง "ความต้องการซื้อทองคำของชาวอีสาน ช่วงราคาทองขาลง" ผลสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างชาวอีสานส่วนใหญ่มีทองคำเก็บไว้ และกว่าครึ่งต้องการซื้อเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลังหากทองลงต่อ ช่วงราคาบาทละ 15,000-16,000 คือช่วงที่คนอีสานจะแห่ซื้อเก็บ

                              นายสุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล (E-Saan Poll) ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกี่ยวกับความต้องการซื้อทองคำช่วงราคาทองคำเป็นขาลง โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย. 2556 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,205 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ หนองคาย ชัยภูมิ เลย อุบลราชธานี อุดรธานี นครพนม หนองบัวลำภู สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ และบึงกาฬ โดยอีสานโพลได้สอบถามความเห็นชาวอีสานว่า มีทองคำเป็นเครื่องประดับหรือมีเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวหรือไม่ พบว่ากลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 63.4 มีทองคำไว้เป็นสมบัติส่วนตัว อีกร้อยละ 36.6 ไม่มี นอกจากนี้กว่าร้อยละ 53.3 ของกลุ่มตัวอย่างมีความต้องการซื้อทองคำเก็บไว้ในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนอีกร้อยละ 46.7 ยังไม่มีความต้องการซื้อทองคำเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลัง

                              จากการสอบถามราคาทองที่คนอีสานต้องการและเต็มใจซื้อไว้ในช่วงครึ่งปีหลัง และนำมาสร้างเป็นเส้นอุปสงค์ทำให้พบว่า ถ้าทองแท่งบาทละ 19,000 บาท จะมีคนอีสาน 18 ปีขึ้นไป ต้องการซื้อทองเก็บไว้เพียง 1.1% ณ ระดับราคา 18,000 จะมีคนซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% ณ ระดับราคา 17,000 จะมีคนซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 10.5% ณ ระดับราคา 16,000 จะมีคนซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 16.5% และเมื่อระดับราคาอยู่ที่ 15,000 จะมีคนซื้อถึง 33.6% ซึ่งถือว่าเป็นช่วงราคาที่คนจะแห่เข้าซื้อทองเก็บไว้เป็นจำนวนมาก และคนอีสานกว่า 40% จะเข้าซื้อทองเก็บไว้เมื่อราคาร่วงต่ำถึงบาทละ 13,000 บาท

                              ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง มีความเชื่อมั่นในการพยากรณ์ 99.99% และคลาดเคลื่อนได้บวกลบ 5.6% ประกอบด้วย เพศหญิง ร้อยละ 52.8 เพศชาย ร้อยละ 47.2 ส่วนใหญ่อายุ 46-60 ปี ร้อยละ 32.6 รองลงมาอายุ 36-45 ปี ร้อยละ 30.8, 26-35 ปี ร้อยละ 16.5, อายุ 18-25 ปี ร้อยล 13.3, และอายุมากกว่า 60 ปี ร้อยละ 6.8 โดยอาศัยอยู่ในเขตเทศบาล (เขตเมือง) ร้อยละ 35.0 และอยู่นอกเขตเทศบาล (เขตชนบท) ร้อยละ 65.0  ส่วนระดับการศึกษาของผู้ตอบส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา/ต่ำกว่า ร้อยละ 30.4, ปริญญาตรี ร้อยละ 24.3, มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ร้อยละ 20.0, มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 14.9, อนุปริญญา /ปวส. ร้อยละ 5.9, ปริญญาโทและเอก ร้อยละ 4.5  

                              ด้านอาชีพส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 39.8 รองลงมาอาชีพรับราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 14.4, รับจ้างทั่วไป/ใช้แรงงาน ร้อยละ 12.9, นักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 9.3, ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.9, พนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 8.8, อาชีพ พ่อบ้าน/แม่บ้าน ร้อยละ 5.6 อื่นๆ 0.8 และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่รายได้อยู่ที่ 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 34.9 รองลงมารายได้ 10,001-15,000 บาทร้อยละ 24.3 รายได้ไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 18.1 รายได้ 20,001-40,000 บาท ร้อยละ 10.8 รายได้ 15,001-20,000 บาท ร้อยละ 8.5 และ 40,001 บาทขึ้นไป ร้อยละ 3.4

                              "จากผลสำรวจจะเห็นว่า ทองคำเป็นทรัพย์สินที่คนส่วนใหญ่นิยมมีไว้ครอบครอง ไม่ว่าจะซื้อเก็บเป็นสมบัติหรือนำมาใส่เป็นเครื่องประดับ และขณะที่ราคาทองคำมีทิศทางที่เป็นขาลง ผลสำรวจพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างต้องการซื้อทองคำเก็บไว้หากได้ราคาที่เหมาะสม โดยช่วงราคาบาทละ 15,000-16,000 คือช่วงที่คนอีสานจะแห่ซื้อทองเก็บไว้อย่างมีนัยสำคัญ ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าช่วงราคาดังกล่าว เป็นช่วงที่มีความยืดหยุ่นอุปสงค์ต่อราคาสูง อย่างไรก็ตามการลงทุนในทองคำช่วงนี้มีความผันผวนค่อนข้างมาก หากซื้อเพื่อเก็งกำไรจึงต้องระวังเป็นพิเศษ  นอกจากนี้การที่ราคาทองจะลงลึกไปถึงบาทละ 15,000 ก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนในการผลิตทองคำแท่งของเหมืองทองหลายๆ แห่งจะอยู่ที่ประมาณบาทละ 16,000-17,500 (1,100-1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์) ดังนั้นหากทองราคาต่ำกว่าบาทละ 16,000 จะทำให้อุปทานของทองคำเกิดภาวะหดตัวและในที่สุดจะผลักดันให้ราคาทองคำยืนเหนือสูงกว่าบาทละ 16,000 ดังนั้นถ้าใครรอซื้อทองคำที่ต่ำกว่าบาทละ 15,000 อาจต้องรอเก้อ"

 

 

แม่โจ้โพลล์ เผยเยาวชน 99.3% รับความรู้ ข่าวสารเรื่องเออีซี

 

                              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร (แม่โจ้โพลล์) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้สำรวจความคิดเห็นของเยาวชนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,181 รายทั่วประเทศ ในหัวข้อ “เยาวชนไทยกับ AEC” ผลจากการสำรวจความคิดเห็นในประเด็น การรับรู้ข้อมูลของเยาวชนเกี่ยวกับการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 พบว่า เยาวชน ร้อยละ 97.9 ทราบว่าจะมีการรวมกลุ่มเข้าสู่ AEC 2558 มีเพียงร้อยละ 2.1 เท่านั้นที่ยังไม่ทราบ เมื่อสอบถามการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการรวมกลุ่ม AEC ในปี 2558 พบว่า เยาวชนร้อยละ 99.3 ได้รับความรู้ ข่าวสาร ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งมีระดับการรับรู้ (มากที่สุด , มาก , ปานกลาง ,น้อย , น้อยที่สุด) อันดับที่ 1 ร้อยละ 59.9 ทราบวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่ม AEC อยู่ในระดับ ปานกลาง อันดับที่ 2 ร้อยละ 22.0 ทราบรายละเอียดของการรวมกลุ่ม AEC อยู่ในระดับ มาก อันดับที่ 3 ร้อยละ 9.8 ทราบจำนวนและรายชื่อประเทศที่จะรวมกลุ่ม AEC อยู่ในระดับน้อย   อันดับที่ 4  ร้อยละ 5.4 ทราบข้อดีและผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นหลังเกิดการรวมกลุ่ม AEC อยู่ในระดับมากที่สุด และ อันดับที่ 5 ร้อยละ 2.8 ทราบว่าจะมีการรวมกลุ่ม AEC ในปี 2558 อยู่ในระดับ น้อยที่สุด ส่วนร้อยละ 0.7 ยังไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ เลย

                              นอกจากนี้เมื่อสอบถามความเพียงพอต่อการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรวมกลุ่ม AEC ในเชิงลึกนั้น พบว่า เยาวชน ร้อยละ 60.8 เห็นว่ายังได้รับข้อมูลไม่เพียงพอ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น มีเพียงร้อยละ 39.2 ที่เห็นว่าได้รับข้อมูลเพียงพอแล้ว และจากการสอบถามถึง การเตรียมตัวและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่ AEC ในปี 2558 ที่จะส่งผลกระทบต่อเยาวชน พบว่า อันดับที่ 1 ร้อยละ 81.6 มีการเตรียมตัวให้เข้าใจและทราบวัตถุประสงค์จำนวนสมาชิกที่เข้ารวมกลุ่ม AEC  อันดับที่ 2  ร้อยละ 68.9 ทราบถึงช่วงเวลาที่จะมีการปรับเปลี่ยนช่วงเวลา เปิด - ปิดภาคเรียนให้สอดคล้องกับ AEC อันดับที่ 3 ร้อยละ 62.9 ศึกษาผลดีและผลกระทบต่างๆหลังเกิดการรวมกลุ่ม AEC แล้ว และอันดับที่ 4 ร้อยละ 45.0 เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศต่างๆที่เข้าร่วมประชุม

                              ผศ.ดร.สุรชัย กังวล ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร (แม่โจ้โพลล์) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า จากการที่แม่โจ้โพลล์ ได้สำรวจความคิดเห็นของเยาวชนต่อการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ AEC พบว่าเยาวชนไทยส่วนใหญ่ทราบข้อมูลต่างๆ เป็นอย่างดี เนื่องจากหน่วยงานการศึกษาได้ให้ความรู้สอดแทรกกับการเรียนการสอน

                              อย่างไรก็ตามต้องมีการให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะในภาคการศึกษาของไทยยังต้องมีการปรับเปลี่ยนเมื่อเข้าสู่ AEC ทั้ง การปรับเปลี่ยนช่วงเวลา เปิด-ปิด ภาคเรียน การรับนักศึกษาในกลุ่มประเทศ AEC เข้ามาเรียนในสถาบันการศึกษา รวมถึงการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมทางการศึกษาและอีกสิ่งที่สำคัญ คือ ด้านภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร เพราะผลวิจัยของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าประเทศไทยยังมีการใช้ภาษาอังกฤษที่ด้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศใน AEC ดังนั้นจึงต้องเพิ่มทักษะทางด้านภาษาในทุกระดับ เพื่อสามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันและให้ประเทศไทยพร้อมในการเข้าสู่ AEC ใน 2558