ข่าว

(นา)ข้าวขาดแคลน

(นา)ข้าวขาดแคลน

03 ก.ค. 2556

(นา)ข้าวขาดแคลน : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล


               เวลาเดินทางไปต่างจังหวัด สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมองหาก็คือ ท้องทุ่งท้องนาและพื้นที่เพาะปลูก และรู้สึกใจหายทุกครั้งที่เห็นภาพของทุ่งนาเขียวชอุ่มริมถนนหลวงกลายเป็นตึกแถว หมู่บ้านจัดสรร โรงงาน หรือศูนย์การค้า

               ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 50-60 ปีก่อน รอบๆ กรุงเทพฯ ของเรายังเต็มไปด้วยทุ่งนา ไม่ว่าจะเป็นบางนา บางกะปิ พระโขนง บางบัวทอง ลาดพร้าว บางเขน เรื่อยไปจนถึงทุ่งรังสิต ที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงพัฒนาระบบส่งน้ำและชลประทานเพื่อให้เป็นแหล่งปลูกข้าวขนาดใหญ่ของประเทศ แต่ทุกวันนี้สถานที่ต่างๆ ที่ผมพูดถึง มองหาภาพในอดีตไม่พบเสียแล้วครับ พูดด้วยสำนวนนักเขียนก็ต้องว่า ความเจริญวิ่งมาชน

               ผมไม่ใช่คนที่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงหรอกครับ แต่ความเจริญหรือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีขอบเขต ก็เป็นการสร้างความหายนะได้เช่นกัน

               หายนะทั้งธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และรากเหง้าของเราเอง

               ทุกชุมชน ทุกท้องถิ่น และทุกสถานที่จะต้องมีเรื่องราวและความเป็นมาที่น่าสนใจ แต่น่าเสียดายที่คนไทยยุคนี้ไม่ค่อยจะสนใจกับสิ่งเหล่านี้เท่าไหร่ และนิยมสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่ โดยขาดการศึกษา ความเข้าใจ และคำนึงถึงผลกระทบที่จะติดตามมา ลองคิดดูเล่นๆ ว่า เมื่อเราเอาพื้นที่ที่ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด และมีน้ำท่าบริบูรณ์ที่สุด ซึ่งควรจะพัฒนาให้เป็นแหล่งผลิตข้าวที่ดีที่สุด อย่างทุ่งรังสิต ไปสร้างหมู่บ้านจัดสรร สถานที่ราชการ หรือบริษัทห้างร้านของเอกชน เราก็จะต้องไปทำนาในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินและน้ำ แล้วก็ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการปรับปรุงคุณภาพของดินและสร้างระบบส่งน้ำ ระบบคมนาคม ฯลฯ

               หากเหตุการณ์ยังคงดำเนินไปเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็แน่นอนว่า เราจะต้องสูญเสียพื้นที่ในการทำนาไปเรื่อยๆ เช่นกัน

               เราทำโครงการอนุรักษ์ผืนป่ากันมานานแล้ว น่าจะมาคิดทำโครงการอนุรักษ์ผืนนาดูบ้าง ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก และผลพลอยได้จากการอนุรักษ์นาก็คือวิถีชีวิตแบบไทย ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันกัน รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ ที่มีวงจรชีวิตเกี่ยวข้องหรือพึ่งพาอาศัยท้องนา เช่น วัว ควาย กบ นก ปู ปลา ฯ

               โครงการอนุรักษ์นานี่ไม่ใช่เรื่องที่พูดเล่นนะครับ เพราะเวลานี้ข้าวไทยก็มีคู่แข่งมากขึ้นในตลาดโลก พูดเฉพาะกลุ่มอาเซียน ถ้าไม่นับข้าวเวียดนามที่ไล่เรามาแบบหายใจรดต้นคอแล้ว ข้าวกัมพูชาก็เริ่มเบียดแทรกเข้ามาบ้างแล้ว อินโดนีเซียก็ลดการนำเข้าข้าวลงและอาจจะพัฒนาศักยภาพเป็นประเทศผู้ส่งออกได้ ไม่ต้องกล่าวถึงพม่าที่ถ้าตั้งตัวติดเมื่อไหร่ ก็คงจะทวงความเป็นแชมป์เก่าคืนโดยไม่ยาก

               ครับ เมื่อวันนั้นมาถึง นอกจากจะผลิตข้าวได้ไม่พอจะส่งขายแล้ว ประเทศไทยก็อาจจะผลิตข้าวได้ไม่พอให้คนไทยกินด้วย เมื่อถึงวันนั้น คนไทยอาจจะต้องซื้อข้าวลาวกินก็ได้ครับ

               ทำเป็นเล่นไปเถอะ

               ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแนะนำหนังสือดี “อารยสนทนา: สนทนาสองเรา สู่สนทนาสาธารณะ” โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  ที่กล่าวนำว่า 12 ขั้นสนทนา ปลดล็อกทุกปัญหา (บ.ซักเซส มีเดีย จก./175 บาท) และ ”อ่านได้ อ่านเป็น” ของ ศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ วิพากษ์ระหว่างบรรทัดวรรณกรรมร่วมสมัย 64 เรื่อง (สนพ.สถาพรบุ๊คส์/260 บาท)