
54.95%เชื่อปรับครม.รบ.ทำงานดีขึ้น
โพลล์ ระบุ ปชช.มองปรับครม.ใหม่ รบ.ทำงานดีขึ้น 54.95% เเละอยู่ครบ 4 ปี 51.65% ชี้ 'จำนำข้าว' กระทบคะแนนนิยม 'รัฐบาลยิ่งลักษณ์'
2 ก.ค. 56 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตจัดทำโพลล์เรื่อง : “รัฐบาล” และ “ฝ่ายค้าน” ทำงานอย่างไร? หลัง “ปรับ ครม." ใจความว่า จากที่มีการประกาศแต่งตั้ง ครม.ยิ่งลักษณ์ 5 เป็นที่เรียบร้อย คณะรัฐมนตรีใหม่ต่างเป็นที่จับตามองถึงการทำงาน และเป็นที่สนใจว่าเรื่องใดจะทำก่อนเป็นอย่างแรก โดยหลายฝ่ายมีความคาดหวังว่าการเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้ จะทำให้การทำงานของรัฐบาลดีขึ้น ช่วยสร้างความเชื่อมั่น มั่นใจให้กับประชาชนได้ เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็น และเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมือง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,402 คน ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน -2 กรกฎาคม 2556 สรุปผลดังนี้
1. สิ่งที่ประชาชนอยากให้ “รัฐบาลปู 5” ทำก่อนเป็นอันดับแรกหลังจากที่มีการปรับ ครม. อันดับ 1 แก้ปัญหาเรื่องปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น 36.97% อันดับ 2 แก้ปัญหาสินค้าแพง ควบคุมราคาสินค้าหรือลดราคาให้ถูกลง 19.25% อันดับ 3 เร่งปราบปรามยาเสพติด ให้คนไทยได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงเพื่อห่างไกลยาเสพติด 17.12% อันดับ 4 แก้ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น /ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการต่างๆ 13.64% อันดับ 5 เสริมสร้างความสามัคคีในสังคม ลดความขัดแย้งทางการเมือง 13.02%
2. ประชาชนคิดว่าการปรับ ครม. ครั้งนี้จะทำให้การทำงานของรัฐบาลดีขึ้นหรือไม่? อันดับ 1 ดีขึ้น 54.95% เพราะครม.ใหม่ล้วนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์มานาน น่าจะแก้ปัญหาให้ดีขึ้นได้ รัฐบาลรับรู้ถึงปัญหาและมีโอกาสแก้ไข ฯลฯ อันดับ 2 เหมือนเดิม 38.21% เพราะการเมืองไทยยังคงเป็นรูปแบบเดิมๆ เล่นเกมการเมืองกันไปมา มีการปรับเปลี่ยนมาแล้วหลายครั้งก็ยังเหมือนเดิม ฯลฯ อันดับ 3 แย่ลง 6.84% เพราะถึงจะมีการปรับ ครม.ใหม่แต่ปัญหาต่างๆ ที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขหรือชี้แจงได้ยังคงมีอยู่ เป็นการปรับ ครม.เพื่อลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากกว่า ฯลฯ
3. จากที่รัฐบาลบริหารประเทศผ่านมา 2 ปี ประชาชนคิดว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปี หรือไม่? อันดับ 1 ครบ 4 ปี 51.65% เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา ปรับ ครม.ใหม่แล้วน่าจะแก้ปัญหาได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการทำงาน ฯลฯ อันดับ 2 ไม่ครบ 4 ปี 37.06% เพราะรัฐบาลประสบปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะการทุจริตในโครงการใหญ่ๆ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ ฯลฯ อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 11.29% เพราะมีกระแสข่าวทางการเมืองที่ไม่ดีหลายเรื่องต้องรอดูการทำงานของ ครม.ใหม่ก่อน ฯลฯ
4. “จุดแข็ง” ในการบริหารประเทศของรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อันดับ 1 การเอาจริงเอาจังในเรื่องปราบปรามยาเสพติดที่ทำอย่างต่อเนื่อง มีผลงานชัดเจน 48.05% อันดับ 2 คนในรัฐบาลทำงานในทิศทางเดียวกัน เดินตามนโยบายที่กำหนดไว้ 19.91% อันดับ 3 รัฐบาลมีเสียงข้างมาก 17.75% อันดับ 4 นโยบายประชานิยมที่มุ่งช่วยเหลือประชาชน 14.29%
5. “จุดอ่อน” ในการบริหารประเทศของรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อันดับ 1 ไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจนได้ เช่น สินค้าแพง ไฟใต้ เป็นต้น 41.36% อันดับ 2 ความไม่โปร่งใสในโครงการรับจำนำข้าว 23.39% อันดับ 3 ความขัดแย้งทางการเมือง การทะเลาะเบาะแว้งของนักการเมือง 22.71% อันดับ 4 การเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ช่วยเหลือเครือญาติ /ความเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯทักษิณ 12.54%
6. ประชาชนอยากให้ “ฝ่ายค้าน” ทำอะไรบ้าง? หลังจากที่มีการปรับ ครม.แล้ว อันดับ 1 หยุดการโต้ตอบ กล่าวหากัน ช่วยกันเสริมสร้างความสามัคคีปรองดอง หยุดค้านทุกเรื่อง 31.54% อันดับ 2 เป็นฝ่ายค้านที่ดี มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล /คานอำนาจในทางที่ถูก 28.43% อันดับ 3 ให้ความร่วมมือ /ให้คำปรึกษาแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่รัฐบาลเพื่อพัฒนาบ้านเมือง 25.00% อันดับ 4 ขอให้ทุกคนตั้งใจทำงาน ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ยุติธรรม 15.03%
7. จากผลงานของ “ฝ่ายค้าน” ที่ผ่านมาเกือบ 2 ปี ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อการทำงานของฝ่ายค้านมากน้อยเพียงใด? อันดับ 1 ค่อนข้างเชื่อมั่น 36.07% เพราะฝ่ายค้านมีนักการเมืองที่เก่ง มีความสามารถหลายคน มีข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ เชื่อมั่นในตัวผู้นำฝ่ายค้าน ฯลฯ อันดับ 2 ไม่ค่อยเชื่อมั่น 32.64% เพราะบางเรื่องที่นำมาพูดเป็นเพียงการกล่าวหาลอยๆ ไม่มีเอกสาร หลักฐานมายืนยัน ฝ่ายค้านก็มีคดีการทุจริตเช่นกัน ฯลฯ อันดับ 3 ไม่เชื่อมั่น 18.40% เพราะการเมืองไทยทุกวันนี้เล่นเกมการเมืองกันมากเกินไป หวังประโยชน์ทางการเมือง ฯลฯ อันดับ 4 เชื่อมั่นมาก 12.89% เพราะมีประสบการณ์ในการเป็นฝ่ายค้านมาหลายสมัย ดูจากผลงานการอภิปรายในสภา สามารถทำหน้าที่ได้ดี ฯลฯ
8. ปัจจุบันบ้านเมืองมีความขัดแย้งกันมาก ในฐานะประชาชนคนหนึ่งจะช่วย “รัฐบาล” และ“ฝ่ายค้าน” ให้บ้านเมืองสงบสุขได้อย่างไร? อันดับ 1 ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง หรือออกมาเคลื่อนไหวเพื่อทำความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง 60.33% อันดับ 2 เป็นพลเมืองดี ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ คอยเป็นหูเป็นตาดูแลสอดส่องความเรียบร้อยในสังคม 24.01% อันดับ 3 ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างมีสติ มีวิจารณญาณ 8.14% อันดับ 4 เป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง /ไม่หลงเชื่อไปตามกระแสข่าว 7.52%
'อีสานโพล' ระบุ การเมืองร้อน 'จำนำข้าว' กระทบคะแนนนิยม 'รัฐบาลยิ่งลักษณ์'
นายสุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล (E-Saan Poll) จาก ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “เสียงสะท้อนชาวอีสานกับผลงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์” ประจำเดือน พฤษภาคม - มิถุนายน 2556 ผลสำรวจพบว่า ความนิยมพรรคเพื่อไทยลดลง จากความวุ่นวายทางการเมือง ปัญหาจำนำข้าว ค่าครองชีพกระทบ ผลประเมินด้านเศรษฐกิจต่ำสุดในรอบครึ่งปี อย่างไรก็ตามยังมีกลุ่มที่พอใจกับการปรับ ครม. มากกว่ากลุ่มที่ไม่พอใจกว่าเท่าตัว
โดยการสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานต่อการทำงานของรัฐบาลใน 6 ด้าน เพื่อเป็นเสียงสะท้อนให้รัฐบาลได้นำผลการประเมินและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงมาตรการและนโยบายการทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยการสำรวจจะมีขึ้นทุกๆ 2 เดือน โดยครั้งนี้เป็นการสำรวจครั้งที่ 10 ตั้งแต่รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์เข้ารับตำแหน่ง ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30-31 มิ.ย. 2556 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,205 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด
ซึ่งผลสำรวจการประเมินผลงานรัฐบาลใน 6 ด้าน พบว่า ด้านภาพรวมการทำงานของรัฐบาล ประเมินให้ผ่าน ร้อยละ 72.0 ไม่ผ่าน ร้อยละ 28.0 ด้านการเมืองและประชาธิปไตย ประเมินให้ผ่าน ร้อยละ 63.0 ไม่ผ่าน ร้อยละ 37.0 ด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี ประเมินให้ผ่าน ร้อยละ 51.7 ไม่ผ่านร้อยละ 48.3 ด้านสังคม อาชญากรรม และยาเสพติด ประเมินให้ผ่าน ร้อยละ 64.2 ไม่ผ่าน ร้อยละ 35.8 ด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยธรรมชาติ ประเมินให้ผ่าน ร้อยละ 76.5 ไม่ผ่าน ร้อยละ 24.4 ด้านการต่างประเทศ ประเมินให้ผ่าน ร้อยละ 78.5 ไม่ผ่าน ร้อยละ 21.5
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเทียบกับการสำรวจ 2 ครั้งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา จะพบว่า ด้านภาพรวมการทำงาน ด้านการเมืองและประชาธิปไตย และด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี เป็นด้านที่ได้คะแนนลดลง ทั้งนี้จากสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงและปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก ส่วนด้านสังคม อาชญากรรมและยาเสพติด และด้านสิ่งแวดล้อมมลภาวะ และภัยธรรมชาติ ได้คะแนนดีกว่าช่วงต้นปี ส่วนด้านการต่างประเทศถือว่าคะแนนคงที่
เมื่อถามความคิดเห็นว่าหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่คนอีสานจะเลือกพรรคการเมืองใด พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.0 จะเลือกพรรคเพื่อไทย (จากเดิมร้อยละ 54.7) และอีกร้อยละ 31.1 ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกพรรคใดในขณะนี้ (เดิมร้อยละ 22.2) ส่วนผู้ที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีเพียงร้อยละ 8.9 (ครั้งที่แล้ว ร้อยละ 15.7) อีกร้อยละ 9.3 ตอบว่าจะไม่เลือกพรรคใด และร้อยละ 2.7 จะเลือกพรรคอื่นๆ
ในส่วนของการประเมินการทำงานของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล พบว่า กลุ่มตัวอย่างชาวอีสานกว่าร้อยละ 63.6 ให้คะแนนว่าไม่ผ่าน (การประเมินครั้งก่อน ไม่ผ่านร้อยละ 62.3) โดยให้เหตุผล เช่น ไม่มีผลงานที่ชัดเจน ไม่ชอบพรรคฝ่ายค้านอยู่แล้ว ค้านมากเกินไปหรือจับผิดรัฐบาลมากเกินไป เป็นต้น ส่วนอีกร้อยละ 29.7 ที่ประเมินให้ผ่าน ให้เหตุผล เช่น เป็นการทำงานตามหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลได้ดี และมีข้อมูลที่พร้อมในการนำเสนอ เป็นการตรวจสอบไม่ให้รัฐบาลคอร์รัปชั่น เป็นต้น
เมื่อสอบถามถึงความเห็นชาวอีสาน ต่อการปรับคณะรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ 5 พบกว่ากลุ่มตัวอย่างชาวอีสาน ร้อยละ 41.2 รู้สึกพอใจ ซึ่งสวนทางกับการบ่นน้อยใจของ ส.ส.อีสาน ที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีเพียง 1 คน รองลงมาร้อยละ 35.0 รู้สึกเฉยๆ อย่างไรก็ได้ และมีเพียงร้อยละ 23.8 ที่รู้สึกไม่พอใจ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาที่คนอีสานเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุด จากผลสำรวจพบว่ามี 2 ด้านหลักๆ ได้แก่ เรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ ความยากจน ปัญหาค่าครองชีพสูง และการว่างงาน ร้อยละ 42.5 รองลงมาต้องการให้แก้ไขปัญหาการรับจำนำข้าว และราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 26.7 ส่วนที่เหลือเป็นปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น การศึกษาและสาธารณสุข สาธารณูปโภคพื้นฐาน และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม เป็นต้น
"ผลการประเมินในครั้งนี้ พบว่า คะแนนผลงานรัฐบาลปรับลดลงในด้านที่สำคัญ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ และด้านการเมือง ซึ่งทำให้คะแนนโดยภาพรวมลดลงตามไปด้วย แม้ว่าด้านอื่นๆ เช่น ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม จะมีคะแนนที่ดีขึ้นก็ตาม โดยรวมคะแนนความนิยมรัฐบาลที่ลดลง นอกจากสถานการณ์การเมืองที่กำลังวุ่นวายและค่าครองชีพที่สูงแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายรับจำนำข้าว ที่ประสบภาวะขาดทุน รวมทั้งมีการประกาศลดราคาจำนำข้าวลงเหลือตันละ 12,000 บาท ทำให้รายได้เกษตรกรลดลง ในขณะที่ต้นทุนการปลูกข้าวเพิ่มสูงขึ้นไปก่อนหน้านี้ การที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหรือแก้ไขได้ล่าช้านั้น ส่งผลต่อคะแนนความนิยมพรรคเพื่อไทย ที่ลดลงจากการประเมินในครั้งก่อน ซึ่งการสำรวจนี้ได้สำรวจก่อนที่ กขช. จะประกาศปรับราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้าเป็นตันละ 15,000 เหมือนเดิม ดังนั้นคะแนนความนิยมของรัฐบาลอาจมีการปรับขึ้นได้ในการสำรวจรอบหน้า แต่ในระยะยาวโครงการรับจำนำข้าวอาจย้อนมาเป็นปัญหาของรัฐบาลอีกครั้ง เมื่อต้องลดราคาหรือยกเลิกโครงการจากสถานการณ์ทางการคลังที่บีบคั้น"



