
ปชป.ลุยยื่นถอด'ครม.ปู'ฮั้วจัดการน้ำ
'ปชป.'เตรียมยื่น ถอดถอน'ครม.ปู2' เหตุฮั้วโครงการการบริหารจัดการน้ำ ด้าน'อภิสิทธิ์'หวังคดีถอดถอน'ครม.ยกชุด'ปปช.ชี้มูลไม่ช้า ถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี
2 ก.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นถอนถอนคณะรัฐมนตรียกชุดฐานทำผิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้ลงนามใน พรก.กู้เงินดังกล่าวจาก 4 สถาบันการเงินภายในประเทศแล้วว่า ขณะนี้คำร้องถอดถอน และรายชื่อของ สส.ที่จะยื่นถอดถอนพร้อมแล้ว ซึ่งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปฝ่ายค้าน)ได้นัดให้สส.ของพรรคไปร่วมกันช่วงบ่ายที่รัฐสภาเพื่อยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภา โดยพรรคเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลเป็นการบริหารจัดการน้ำที่มีการกระทำซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 57และมาตรา 67 และอาจจะสอดคล้องกับสิ่งที่ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า รัฐบาลไม่ได้ทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และเรื่องกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ปปช.) ว่าด้วยการเปิดเผยราคากลาง รวมถึงกฎหมายว่าด้วยความผิดในการสมยอมกันในการเสนอราคา โดยที่มีการประมูลแล้วก็ทำให้การแข่งขันมีจำกัด ซึ่งประธานวุฒิสภาจะตรวจสอบความถูกต้องของคำร้อง จากนั้นก็จะส่ง ปปช. รับไปพิจารณาว่าจะชี้มูลความผิดหรือไม่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีข้อมูลที่สัมพันธ์กับสิ่งที่ ปปช. ได้ติดตามอยู่แล้ว โดยเฉพาะมาตรการที่ ปปช.เคยเสนอต่อครม. เกี่ยวกับเรื่องของการประมูลน้ำทั้งหมดเกี่ยวกับราคากลาง จึงไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมมากเพราะเป็นงานที่ทำอยู่แล้ว ก็อาจจะทำให้เร็วขึ้น
เมื่อถามว่า การถอดถอนครม.ทั้งคณะนั้น จะถอดถอนคณะไหน เพราะมีการปรับ ครม.ออกไปหลายคนแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องเป็นคณะที่มีมติในวันที่กระทำความผิดในเรื่องนี้ และแม้ว่าจะพ้นไปจากการปรับครม.แล้ว ก็ยังมีผลเพราะถ้าถูกถอดถอนก็มีผลให้ถูกตัดสิทธิ์ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก 5 ปี ส่วนการทำผิดกฎหมายอื่นก็ต้องดูทั้งในเชิงอาญา แล้วก็ในเชิงการเมืองด้วย
"ปชป."เตรียมยื่นถอดถอน"ครม.ปู2"ฮั้วจัดการน้ำ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวภายหลังการประชุมว่าในเวลา 13.00 น. สส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จะใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 และ 271 ยื่นรายชื่อสมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรีชุดที่ 2 (ครม.ปู 2) ต่อประธานวุฒิสภา เพราะในโครงการบริการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท มีการส่อทุจริตและกระทำผิดกฎหมาย 5 ฉบับ คือ 1.ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 57และ67 , 2.ผิด พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103/7 , 3.พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ,4.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พรบ.ฮั้ว) และ 5.ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ละเลยการปฏิบัติหน้าที่
"มัลลิกา" ตั้ง 4 คำถาม จี้"นายกฯ"ตอบในฐานะรมว.กลาโหม
น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่ง รมว.กลาโหมว่า อยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบคำถามประชาชนว่า ในฐานะรมว.กลาโหมที่รับผิดชอบความมั่นคงจะให้ความมั่นใจกับประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และกำลังพลที่เสี่ยงตายรายวันอย่างไร ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดได้แม้แต่เรื่องเดียว จึงเชื่อว่าแม้จะมาเป็น รมว.กลาโหมก็คงไม่สามารถตอบโจทย์งานด้านความมั่นคงได้ เพราะไม่มีทิศทางในการบัญชาการด้านความมั่นคง อีกทั้งยังไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน ในขณะที่ข้าราชการประจำทั้งทหาร ตำรวจและพลเรือน เรียกร้องให้มีการบังคับบัญชาที่กำหนดทิศทางชัดเจน จึงอยากทราบว่า นายกฯจะทำอย่างไรและความสามารถที่มีอยู่จะเพียงพอต่อการดำเนินการหรือไม่
"ขอตั้งคำถามนายกฯในฐานะ รมว.กลาโหม 4 ข้อ คือ 1.ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในภาคใต้อย่างไร ในทิศทางไหน 2.เงื่อนไขการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็นจะเดินหน้าอย่างไร 3.จะสร้างความมั่นใจให้กำลังพลอย่างไร 4.น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เห็นข้อความสุดท้ายของสิบโทคมกริช เพตะกร ทหารชั้นผู้น้อยที่โพสต์ก่อนเสียชีวิตว่า “หลับตาเถอะนะ ขอให้หลับฝันดี ตรงนี้ทหารจะดูแล” แล้วอยากรู้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีอารมณ์ความรู้สึก ทัศนะอย่างไร และจะเยียวยาดูแลทหารที่สละชีวิตเพื่อชาติอย่างไร ทั้งนี้ในเรื่องอื่น น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจฝึกงานเพื่อลองผิดลองถูกได้ แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงตายในพื้นที่ทุกวัน คงไม่สามารถรอการพัฒนาทักษะ หรือใช้รอยยิ้มของนายกมาแก้ปัญหาได้ เพราะเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวกับความมั่นคงมีในชีวิตและทรัพย์สิน" น.ส.มัลลิกา กล่าว
"ชวนนท์"ตั้งคำถาม 8 ข้อ ให้รัฐบาลตอบ จี้สางปมจำนำข้าว เชื่อโกง 70 %
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)มีมติปรับราคาจำนำข้าวจากเดิม 12,000 บาทต่อตัน กลับมาเป็น 15,000 บาทว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เร็วมากเพียง 2 สัปดาห์ ทั้งๆที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในระหว่างการหาเสียง ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงเพราะมีการโกงสูงถึง 70 % ไม่ใช่เงินไม่พอ โดยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ไม่ได้พูดถึงการแก้ปัญหาทุจริต
"ตนจึงขอตั้งคำถาม 8 ข้อ คือ 1.ถ้ายืนยันว่าสภาวะการคลังสามารถรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 15,000 บาท ถึงวันที่ 15 ก.ย.2556 แต่ทำไมประกาศลดราคาจำนำเหลือ 12,000 บาท แล้วก็กลับมติมารับจำนำในราคาเดิมจนเกิดความสับสนทำไม 2.เงื่อนไขใดที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง 3.ประชุมกขช. เสนอให้ยืนที่ 12,000 บาท แต่ถูกกดันจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และนายนิวัฒน์ธำรงให้จำนำในราคา 15,000 บาท จนถึงวันที่ 15 ก.ย.2556 ทำให้ข้าราชการต้องยอมรับทั้งที่ทราบว่าไม่มีเงินมากพอที่จะทำโครงการต่อได้จริงหรือไม่ 4.การเดินหน้ารับจำนำข้าว 15,000 บาท จะทำให้กรอบวงเงินที่กำหนดไม่เกิน 5 แสนล้านบาท อาจจะเกินกว่ากรอบดังกล่าวทำให้ปิดบัญชีไม่ได้ รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร" นายชวนนท์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า 5.นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ อ้างว่าการระบายข้าวจะดีขึ้นทั้งจากจีทูจี และสินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยตั้งเป้าหมายว่าจะขายข้าวได้ 72,000 ล้านบาท แต่จากการตรวจสอบมีแค่จีนประเทศเดียวที่มีสัญญาซื้อขายกับประเทศไทย ส่วนประเทศอื่นไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ โตโก้ และอิหร่าน ยังไม่มีการทำสัญญาแต่อย่างใด ดังนั้นสมมติฐานที่อ้างว่าจะขายข้าวได้เพียงพอมาจำนำข้าวกับเกษตรกร เป็นแค่ตัวเลขที่ตั้งความหวังและมองโลกในแง่ดีจนเกินไป 6.จากรายงาน กขช.ยืนยันชัดว่ามีสต๊อคข้าวในโกดังไม่น้อยกว่า 20 ล้านตัน คือ ข้าวสารแปรสภาพแล้ว 19 ล้านตัน และข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้สีอีก 3 ล้านตัน รวมแล้วจะมีสต๊อคข้าวสูงกว่า 20 ล้านตัน จึงสรุปได้ว่าข้าวยังไม่มีการระบายออกตามที่มีการกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไมรัฐบาลจึงถังแตกและไม่มีเงินเพียงพอที่จะจำนำข้าวในราคา 15,000 บาท ในฤดูกาลต่อไป 7.รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่า การจำนำข้าวจะมีความยืดหยุ่นได้ยิ่งสร้างความสับสนเพราะราคาเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศด้วย 8.ปัญหาการทุจริตจากโครงการรับจำนำข้าว แต่รัฐบาลไม่พูดถึง หากรัฐบาลไม่แก้ไขก็คงปฏิเสธคำครหาที่ว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วยไม่ได้
"วิปค้าน"อัดรัฐบาลพลิกยืนจำนำข้าว 15,000 ต่อตันหวังผลการเมือง
นายจุรินทร์ กล่าวว่า การที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์โครงการรับจำนำข้าวเหตุผลไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่ปัญหาการทุจริตที่เงินไม่ตกถึงมือชาวนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และการบริหารจัดการของรัฐบาลก็ไม่สามารถเอาคนมาลงโทษได้และการที่รัฐบาลกลับคำให้มีปรับราคาจำนำข้าวที่ 15,000 บาทเท่าเดิม ก็เป็นพฤติกรรมแบบไม้หลักปักขี้เลน ไม่มีความชัดเจน โลเล บริหารประเทศเอาตัวรอดไปวัน ๆ สะท้อนว่า รัฐบาลห่วงประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าวินัยทางการคลัง และโครงการนี้ก็คงขาดทุนย่อยยับเหมือนเดิม แม้จะเปลี่ยนตัวรมว.พาณิชย์ แต่ก็คงเป็นแพะตัวใหม่เท่านั้น เพราะ รมว.คนใหม่ถนัดเรื่องการประชาสัมพันธ์ สร้างภาพให้รัฐบาลมากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
"รัฐบาลประกาศว่าภายในสิ้นปี จะส่งออกข้าวได้อีก 5 ล้านตัน รวมกับที่ส่งออกไปแล้ว 4 ล้านตัน รวมเป็น 9 ล้านตัน ตนคิดว่าเป็นเพียงแค่ลมปาก โปรยยาหอมซ้ำ เพราะตัวเลขที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผย ช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม มียอดส่งออกเพียง 2.5 ล้านตัน นอกจากนี้การที่รัฐบาล ตั้งใจจะนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ปปท.) รณรงค์ปราบโกง ก็คงเป็นปาหี่รอบใหม่ หากรัฐบาลตั้งใจที่จะปราบโกงจริง ๆ ก็ต้องเริ่มที่สร้างความโปร่งใสในโครงการรับจำนำข้าว โดยนายกรัฐมนตรีต้องสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เปิดหลักฐานสัญญาขายข้าวทั้งหมด รวมทั้งการขายข้าวแบบจีทูจีด้วย และต้องจับคนโกงให้ได้" นายจุรินทร์ กล่าว
นายจุรินทร์ ยังกล่าวถึงการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า นายกฯต้องตระหนักในการภารกิจ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ต้องให้หลักประกันว่าสถานการณ์จะดีขึ้น รวดเร็วขึ้น ซึ่งต้องไม่ลอยตัวเหนือปัญหาอย่างที่ปฏิบัติหน้าที่นายกฯมาตลอด 2 ปี ไม่เช่นนั้นก็คงจะเป็นการมาล้วงโผแต่งตั้งนายพลอย่างที่คนพูดกัน



