
'นครบาล'แนะวิธีผู้หญิงป้องกันตัว!
'นครบาล' แนะวิธีผู้หญิงป้องกันตัวเมื่อตกเป็นเหยื่อโจร พร้อมขานรับนโยบาย 'ผบ.ตร.' สั่งตำรวจทั่วกรุงคุมเข้มอาชญากรรมคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ 'ร้านทอง-ร้านสะดวกซื้อ'
1 ก.ค.56 พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) รับผิดชอบงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม กล่าวแนะนำข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้หญิงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคนร้ายว่า ถ้าคนร้ายต้องการกระเป๋าเงินหรือของมีค่าของเรา อย่ายื่นให้กับมือให้โยนกระเป๋าเงินของเราไปให้ไกลจากตัวเอง โอกาสที่คนร้ายจะสนใจกระเป๋าเงินนั้นมีมากกว่าที่จะสนใจเรา และมันจะทำให้คนร้ายต้องวิ่งไปหยิบกระเป๋าเงินที่อยู่ห่างจากตัวเรา จึงเป็นโอกาสให้วิ่งหนีไปอีกทิศทางหนึ่งให้เร็วที่สุดได้
"หากตกอยู่ในเหตุการณ์ที่คนร้ายลากหรือโยนเราเข้าไปในท้ายรถ สิ่งที่ควรทำคือถีบไฟท้ายให้หลุดออกมา แล้วยื่นแขนออกมาจากช่อง แล้วโบกมือขอความช่วยเหลือ คนร้ายซึ่งขับรถอยู่จะไม่เห็นสิ่งที่เราทำ แต่คนอื่นที่อยู่นอกรถจะเห็น ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยคนมาหลายต่อหลายชีวิตแล้ว ผู้หญิงที่ชอบนั่งอยู่บนรถเช็คมือถือ คุยโทรศัพท์ แต่งหน้า อ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ ฯลฯ มักจะตกเป็นเหยื่อได้ง่ายเพราะไม่ทันได้ระวังตัว ฉะนั้นอย่าทำสิ่งเหล่านี้เป็นอันขาด เพราะคนร้ายจะเฝ้าดูพฤติกรรมของเราอยู่ และเป็นการเปิดโอกาสให้โจรเข้ามานั่งข้างคนขับและเอาปืนหรือมีดจ่อ ทันที หากเราขึ้นรถแล้วให้รีบล็อกประตูและขับรถออกไปทันทีอย่ารอช้า" พล.ต.ต.มานิต ระบุ
พล.ต.ต.มานิต กล่าวอีกว่า สำหรับผู้หญิงที่จำเป็นต้องขับรถไปจอดตามลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าหรือลานจอดรถอื่นๆ ที่เป็นที่เสี่ยงภัย ถ้าไปจอดรถในห้างสรรพสินค้าขอแนะนำว่า ก่อนจะปลดล็อกและเดินลงจากรถ ควรสังเกตว่ามีใครมายืนข้าง ๆ ผิดปกติหรือไม่ ถ้ามีอย่าเพิ่งลงจากรถจนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดภัยจึงค่อยลงจากรถและเดินเข้าไปซื้อของ เมื่อซื้อของเสร็จแล้วการจะเดินกลับมาที่รถนั้นต้องสังเกตว่ามีใครมองมาทางเราหรือเดินตามมาในลักษณะที่ผิดปกติหรือไม่ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรถต้องตรวจดูก่อนว่ามีใครอยู่ใกล้ๆ รถของเราหรือไม่ เพราะพฤติกรรมคนร้ายก่อนจะก่อเหตุต้องเลือกเหยื่อและเฝ้าติดตามก่อน ฉะนั้นถ้ารู้สึกว่าผิดสังเกตอย่าเดินออกมาลานจอดรถคนเดียว ควรรอเดินออกมาพร้อมบุคคลอื่นหรือร้องขอให้เจ้าหน้าที่ รปภ.มาตรวจสอบเพราะเห็นความผิดปกติ หรือให้เดินมาส่งที่รถด้วยก็ได้ เพราะทุกห้างมีเจ้าหน้าที่ รปภ.อยู่แล้ว แต่อาจจะไม่มีประจำที่ลานจอดรถแต่ถ้าเป็นจังหวะที่เกิดเหตุร้ายขึ้นมาระหว่างที่เราเข้าไปนั่งในรถและมีคนร้ายกระโดดขึ้นมานั่งด้วยและใช้มีดจี้ โดยที่เราเผลอตัวถูกจี้แล้ว
"ต้องตั้งสติก่อนว่ากล้าที่จะบีบแตรรถเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือไม่ หรืออาจจะกดปุ่มรีโมตรถ เพราะรีโมตรถปัจจุบันจะมีที่ปุ่มกดสัญญาณแพนิค ถ้าหากตัดสินใจแล้วว่าไม่กล้า กลัวถูกทำร้าย เพราะคนร้ายใช้มีดจี้อยู่ให้ลองเจรจากับคนร้ายว่าต้องการอะไร หากคนร้ายต้องการทรัพย์สินให้รีบให้คนร้ายไป เพราะทรัพย์สินเป็นของนอกกาย ต้องทำใจอย่าไปฝืน เพื่อรักษาชีวิตและไม่ถูกทำร้าย ส่วนทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรมไปค่อยแจ้งตำรวจตามสืบจับภายหลัง" พล.ต.ต.มานิต กล่าว
พล.ต.ต.มานิตกล่าวอีกว่า หากกรณีที่คนร้ายใช้อาวุธจี้และให้เราขับรถออกไปข้างนอกลานจอดรถ ควรคิดแล้วว่าไม่ใช่เรื่องของการประสงค์ต่อทรัพย์แต่เป็นการประสงค์ต่อเพศแล้ว ขอแนะนำว่าอย่าขับรถออกไปตามคำสั่งคนร้ายเด็ดขาด ควรเข้าเกียร์และเหยียบคันเร่งพุ่งชนรถที่จอดอยู่เพื่อไม่ให้รถขับออกไปได้ ซึ่งการชนลักษณะแบบนี้ไม่ทำให้เราบาดเจ็บเพราะความเร็วยังไม่สูงพอ แต่จะเป็นการเรียกร้องความสนใจจากคนที่อยู่ละแวกใกล้เคียงรวมทั้งเจ้าหน้าที่ รปภ.มากกว่า อย่าคิดเสียดายว่ารถจะเสียหาย เพราะสามารถจัดการได้ภายหลัง ต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน ที่สำคัญเมื่อเกิดเหตุรถชนแล้วคนร้ายจะต้องกระโดดหลบหนีไปอย่างแน่นอน เพราะทุกคนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ รปภ. ต้องหันมาสนใจและเดินมายังที่เกิดเหตุ
พล.ต.ต.มานิต กล่าวอีกว่า กรณีคนร้ายขับรถพาออกมาก็ยังสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยการกระโดดลงจากรถ แต่ต้องเลือกดูสถานที่ดี ๆ เช่น หากเป็นสถานที่ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าสามารถกระโดดลงมาได้ เพราะมีคนพลุกพล่านสามารถขอความช่วยเหลือ และคนร้ายไม่กล้าตามลงมาทำร้าย แต่ถ้าเป็นในสถานที่เปลี่ยวไม่มีผู้คนอย่าเพิ่งกระโดดหนีลงมา เพราะหากคนร้ายตามลงมาทันอาจจะโดนทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ หรือถ้าเราเป็นคนขับเองก็เช่นกันเลือกหาสถานที่ที่ไม่เปลี่ยวมากแล้วขับรถชนเสาสัญญาณไฟจราจรหรือป้อมตำรวจก็ได้ เพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจ ส่วนความเสียหายเอาไว้เคลียร์ภายหลัง เพราะหากสืบสาวราวเรื่องแล้วพบว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ สามารถเจรจาตกลงกันได้
"สุดท้ายต้องตั้งสติให้ดี อย่าเสียดายทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวนเงินทอง หากคนร้ายต้องการทรัพย์สินก็ให้ไปแล้วค่อยไปแจ้งตำรวจให้สืบจับคนร้าย ส่วนรถยนต์ก็ค่อยซ่อมภายหลัง เรื่องคู่กรณีไม่มีปัญหาเพราะหากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเราเช่นนี้สามารถเคลียร์กันได้ ซึ่งถ้าเรามีความรู้ตรงนี้อยู่ก่อนแล้วการตั้งสติเจรจากับคนร้ายเพื่อขอชีวิตก็ขอให้จบแค่ที่เสียทรัพย์สินไป อย่าต้องเสียตัวหรือเสียชีวิตเลย." พล.ต.ต.มานิต ระบุ
'นครบาล' สั่งตร.ทั่วกรุงคุมเข้มอาชญากรรม 'ร้านทอง-ร้านสะดวกซื้อ'
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งกำชับทุกหน่วยเร่งระดมกวาดล้างปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจังและต่อเนื่องโดยเฉพาะในพื้นที่กทม.ซึ่งมีการก่อคดีอาชญากรรมไม่เว้นแต่ละวันเน้ยคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ธนาคาร ร้านทอง ร้านสะดวกซื้อ ตู้กดเงินสด และสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนคดีประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกาย ที่ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนและมีดในการกระทำความผิดเกิดขึ้นหลายพื้นที่โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนั้น
พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบดูแลด้านการปราบปรามอาชญากรรมกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีคำสั่งไปยังกองบังคับการตำรวจนครบาล1-9และนายตำรวจระดับ ผกก. รองผกก.และ สว. งานปราบปราม 88 สน.ปฏิบัติตามแผนป้องกันปราบปรามอาชญากรรมตามนโยบาย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อย่างเคร่งครัดให้สายตรวจออกปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดตรวจค้นให้มากขึ้น เพื่อป้องกันอาชญากรรม โดยเฉพาะเหตุคนร้ายชิงทรัพย์ ทั้งกรณีชิงทรัพย์รถยนต์รถจักรยานยนต์ ร้านสะดวกซื้อ ให้เน้นดูแลเป็นกรณีพิเศษพร้อมระดมกวาดล้างอาชญากรรมช่วงเดือนก.ค.-ก.ย.เน้นป้องกันและปราบปรามคดีประทุษร้ายทรัพย์ธนาคาร ร้านทอง ร้านสะดวกซื้อ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้หัวหน้าสถานีตำรวจทุกแห่ง ต้องดำเนินการประชุมฝ่ายสืบสวน สอบสวน ป้องกันปราบปรามและจราจร รับทราบและวิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมร่วมกันเป็นประจำทุกวัน และปรับแผนการปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์อาชญากรรม
พร้อมให้กำหนดมาตรการเชิงรุกในการป้องกันก่อนเกิดเหตุ ให้ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ซุ่มโป่ง เพิ่มความเข้มและความถี่ในการตรวจตราธนาคาร ร้านทอง ร้านสะดวกซื้อ ร้านจำหน่ายสินค้าที่เปิดให้บริการตลอด 24ชัวโมง ตู้บริการเงินสด (ATM) ในห้วงเวลาที่เกิดเหตุบ่อยครั้งตามสถานการณ์ ให้จัดทำแผนเผชิญเหตุคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ธนาคาร ร้านทองทุกแห่งในพื้นที่รับผิดชอบ กำหนดตั้งจุดตรวจ จุดก้าวสกัดจับเคลื่อนที่ รอบพื้นที่เกิดเหตุไว้ล่วงหน้า มอบหมายภารกิจความรับผิดชอบให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและซักซ้อมการปฎิบัติเพื่อให้สายตรวจสามารถเดินทางไปถึงธนาคาร ร้านทองที่เกิดเหตุได้ภายใน 3นาที และสามารถตั้งจุดตรวจ จุดก้าวสกัดจับเคลื่อนที่ รอบพื้นที่เกิดเหตุได้ภายใน 8 นาที หลังรับแจ้งเหตุ
ขอความร่วมมือธนาคาร ร้านทอง โดยให้มีการกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เช่น จ้าง รปภ.ช่วยดูแลรักษาความปลอดภัย ติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดเพื่อบันทึกภาพและตรวจสอบให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลา สังเกตพฤติการณ์ของผู้ที่เข้ามาใช้บริการที่มีลักษณะพิรุธ หรือสงสัยว่าเป็นการเข้ามาเพื่อดูช่องทางในการ ก่อเหตุ จำกัดช่องทางเข้าและออกให้แยกจากกัน ติดตั้งเครื่องกีดขวางระบบนิรภัยบริเวณประตูเข้า-ออก จัดพื้นที่ภายในให้ยากต่อการก่อเหตุ ไม่นำทองมาโชว์ในตู้เป็นจำนวนมาก หรือนำภาพสินค้ามาใช้แสดงแทน ฯลฯ เพื่อลดแรงจูงใจในการกระทำผิด
นอกจากนี้ยังขอให้ทุกสน.และกองบังคับการตำรวจนครบาล1-9ประสานขอความร่วมมือศูนย์การค้าที่มีธนาคาร ร้านทอง ให้เพิ่มมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัย และสังเกตบุคคลและยานพาหนะต้องสงสัย เช่น จัดสถานที่จอดรถ จยย. ให้เป็นสัดส่วน มีระบบบันทึกภาพผู้ขับขี่และหรือแผ่นป้ายทะเบียนรถ เข้า-ออก ให้ความสำคัญกับ จยย. ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ติดแผ่นป้ายทะเบียนปลอม รวมทั้งบุคคลที่มีพฤติการณ์พิรุธต้องสงสัย ถือหมวกกันน๊อคเข้าไปในศูนย์การค้า และให้แนะนำวิธีการสังเกตจดจำตำหนิรูปพรรณบุคคล ยานพาหนะ การบันทึกภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์แผนประทุษกรรม และกำหนดช่องทางรับแจ้งข้อมูลด้วยภาพและข้อความในระบบไลน์ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น
นอกจากนี้ยังสั่งการให้ตรวจสอบข้อมูลเด็ก เยาวชน วัยรุ่น กลุ่มเสี่ยงที่เป็นบุคคลพ้นโทษ หรือได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์ และยาเสพติด เพื่อมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบในการติดตามพฤติการณ์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
'บก.น.1-9' ระดมกวาดล้างอาชญากรรม
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ พล.ต.ต.สำเริง สุวรรณพงษ์ พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ โกมารกุล ณ นคร รอง ผบช.น. พร้อมด้วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1-9 ร่วมแถลงผลการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ชุมชนทั่วทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 214 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 22-30 มิถุนายน 2556 ใช้กำลังพลทั้งสิ้น 2,559นาย สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดยาเสพติดได้ จำนวนทั้งสิ้น 1,189 คน แบ่งเป็นคดีจำหน่ายยาเสพติด จำนวน 172 คน คดีครอบครองยาเสพติด จำนวน 364 คน คดีเสพยาเสพติด จำนวน 653 คน และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติดค้างเก่า จำนวน 21 คน ตรวจยึดของกลางยาบ้า 11,150 เม็ด ยาไอซ์175 กรัม กัญชา 40 ห่อ และจับกุมผู้ต้องหาครอบครองอาวุธปืน จำนวน 11 คน ได้อาวุธปืน 11 กระบอก สำหรับ บก.น.9สามารถจับกุมอาวุธปืนได้มากสุด จำนวน 15 กระบอก และระเบิดปิงปอง จำนวน 2 ลูก
นอกจากนี้คดีที่น่าสนใจ ท้องที่ บก.น.1 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.56เวลาประมาณ 19.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.สามเสน ได้จับกุมตัว นายนิรุตม์ หรือเอส เลยไธสง อายุ 26 ปี และนางอรวรรณ หรือจิ๊บ วงษ์บุญภัทร อายุ 26 ปี พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 124 เม็ด รถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง จับกุมได้ที่บริเวณซอยร่วมจิตร ถนนราชสีมา แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสองรายกำลังรอรับคำสั่งนำไปส่งให้กับลูกค้า แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจค้นในกระเป๋าสะพายพบว่า ได้ยัดยาบ้าซุกซ่อนไว้ในผ้าอนามัยเพื่อตบตาไม่ให้ถูกจับกุม
จากการสอบสวนให้การรับสารภาพว่า ยาเสพติดดังกล่าวมาจากนายกร (ไม่ทราบชื่อนามสกุล) ขณะนี้อยู่ในเรือนจำแห่งหนึ่ง โดยธนากรจะโทรสั่งจากเรือนจำให้ลูกน้องนำยาเสพติดมาให้นางอรวรรณ ภายในซอยเพชรเกษม 81 เป็นประจำ ครั้งละประมาณ 200-400 เม็ด จากนั้นนางอรวรรณมารอรับคำสั่งบริเวณซอยร่วมจิตรเพื่อเตรียมนำไปให้ลูกค้าตามสถานที่ต่างๆ ยังอ้างอีกว่าเพิ่งทำเป็นครั้งแรก ได้เงินค่าจ้างจำนวน 5,000 บาท



