
อนุพงษ์ถก"มทภ.4"หามือยิงถล่ม11ศพ
อนุพงษ์หารือมทภ.4 ป้องกันโจรใต้ป่วน เผย อภิสิทธิ์กังวลกลุ่มก่อการร้ายป้ายสีโยนความผิดให้จนท.รัฐ เชื่อ ต้องการยกระ ดับสู่สากล ส่วนยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ต้องพิจารณาตามหลักเหตุผล ย้ำไฟใต้สงบต้องเอาชนะจิตใจของประชาชนในพื้นที่ทั้งหมด
(9มิ.ย.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก เดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อหารือกับพล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อหาแนวทางป้องกันเหตุร้าย พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการแก้ไขปัญหา ว่า แนวทางการแก้ ปัญหาภาคใต้ที่เราใช้แนวทางการเมืองนำการทหารนั้นเราอธิบายง่าย ๆ คือเราพยายามเอาการพัฒนาทั้งในมติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษาเข้าไปแก้ปัญหาเพื่อทำให้เอาชนะจิตใจประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งเราใช้มาตรการในลักษณะเช่นนี้ เป็นแนวทางที่ยืนยันได้ว่า เราเดินทางไปพบนายกรัฐมนตรีของบประเทศมาเลเซีย ท่านก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และประเทศมาเลเซียก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซียใช้คำว่าเพื่อเอาชนะจิตใจของประชาชน คือ to win heart and mind จึงจะแก้ปัญหาได้ ทั้งนี้ยืนยันว่ากรอบแนวทางในการดำเนินการทั้งสิ่งที่เราทำอยู่ และสิ่งที่ต่างชาติมองอยู่ก็ไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นแนวทางที่เราทำมาได้ดีมาก จากการประเมินการปฏิบัติงานของเราในส่วนนี้ ณ วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ ตนสามารถพูดได้ว่าเข้าใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี และมีความเข้าใจเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดีในการพยายามที่จะเอาความเจริญเข้าไปยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งหลาย โดยที่ไม่ใช่มาตรการกดขี่ข่มเหงหรือใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา
“สิ่งที่ผมพูดคือสถานการณ์โดยรวมที่ผมอยากเรียนว่าเป็นมาตรการที่เราดำเนินการ ส่วนของเหตุการณ์ที่ผ่านมาประเมินว่า ทางผู้ก่อการร้ายพยายามที่จะสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายป้ายสีให้กับเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการใช้ความรุนแรง ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่เราปฏิบัติ นอกจากนี้ยังพยายามใช้ลักษณะการก่อกวนทั่วทั้งพื้นที่ทั่วไป อาจจะเพื่อแสดงให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในอำนาจรัฐ และเกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าแนวทางของเราจะใช้มาตรการตามที่ได้กล่าวแล้ว และสร้างความเข้าใจกับประชาชน การดำเนินการต่าง ๆ จะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชน การดำเนินการของกลุ่มก่อความไม่สงบอยากเรียนว่า การที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้อาวุธไปยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นการกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อนอันนี้ต้องขอประฌามการกระทำของผู้ก่อการร้าย รวมทั้งอยากจะเรียนต่อสาธารณชนว่า "พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว และว่า เราเองจะร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในการที่จะช่วยกันทำให้สถานการณ์อยู่ในความเรียบร้อยอยู่ในความสงบ โดยขณะนี้มีความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาอยู่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายพยายามที่จะรักษาสถานการณ์ในเชิงลับ คือว่ารักษาไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นก็จะทุ่มเท การลงไปในวันนี้ก็จะหารือถึงแนวทางในการช่วยเหลือกันทั้งประชาชน อาสาสมัคร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ทหาร จะใช้มาตรการอย่างไรเพื่อทำให้สถานการณ์สามารถป้องกันได้ และจะมองมาตรการว่าจะทำอย่างไรจะสามารถดำเนินการกับผู้ก่อความไม่สงบให้ได้ ในช่วงที่ผ่านมาเรามีการจับกุม และมีการปะทะกับผู้ก่อการร้ายมาเป็นระยะในทุกสัปดาห์” พล.อ.อนุพงษ์
เมื่อถามว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ฝากอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับการลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้บ้าง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จากเมื่อวานนี้ ( 8 มิ.ย.) เราได้มีการปรึกษาหารือกัน โดยท่านมีความกังวลในเรื่องของกลุ่มก่อการร้ายพยายามที่จะสร้างสถานการณ์ให้เหมือนกับเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน ซึ่งมันสวนทาง หรือ ตรงข้ามกับแนวทางที่เราทำอยู่ และเราทำมาได้ดี นายกรัฐมนตรีกังวลตรงนี้ว่าให้กองทัพยืนยันให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ใช่มาตรการที่ไม่ถูกต้อง และจะอยู่กับประชาชนร่วมมือทำงาน ส่วนต่างประเทศนั้น ตนเข้าใจว่าทั้งการพูดคุยกัน และการปรึกษาหารือกันเป็นแนวทางที่สอดคล้องต้องกัน และเป็นแนวทางที่ดี เหลือแต่ว่านายกรัฐมนตรีเน้นให้ไปพูดคุยกับประชาชนอย่าให้เกิดความไม่สบายใจ หรือเข้าใจผิด เรื่องนี้จะต้องรีบแก้ไข นายกรัฐมนตรีห่วงใยและเน้นย้ำจึงได้ให้ตนลงพื้นที่ในวันนี้ และวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. 2552 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็จะลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อว่าจะดูในเรื่องใดบ้าง
เมื่อถามว่า วันนี้กองทัพสามารถชี้ชัดได้หรือไม่ว่า คนที่อยู่เบื้องหลังคือใคร เพราะในการก่อเหตุแต่ละครั้งจะต้องงบประมาณค่อนข้างสูง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีขบวนการใดมารับว่าเป็นผู้ดำเนินการ หรือปฏิบัติการในเหตุการณ์ทั้งหมด มีเพียงมาตรการข่าวในการที่มีหลักฐานต่าง ๆ มี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่สิ่งอื่น ๆ เราได้มีกระแสข่าวซึ่งไม่มีประโยชน์ที่จะพูดออกไป เมื่อถามว่า การดูแลครูในพื้นที่อย่างไรเพื่อให้เกิดความปลอดภัย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การดูแลความปลอดภัยครูนั้น ถ้าหากครูเข้ามาอยู่ในการของทหารต้องถือว่ามีความปลอดภัย แต่เมื่อมาครูมาอยู่ในการดูแลของทหารแล้วนั้น ก็จะมีเหตุการณ์แทรกซ้อนขึ้นมา คือ การใช้วิธีการวางระเบิดตามรายทาง ซึ่งตรงนี้จะต้องแก้ไขกันต่อไป โดยเราจะหาเครื่องมือมาใช้ตรงนี้ซึ่งอีกไม่กี่วันก็คงจะมาถึงในการเฝ้าตรวจพื้นทีได้ ถ้าเราเฝ้าตรวจพื้นที่ไม่ได้ตรวจตลอดทุกพื้นที่มันก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ ถนนทุกสายถ้าเราไม่สามารถเฝ้าตรวจได้ เขาก็มีโอกาสที่จะมาก่อเหตุได้ และเราก็มีโอกาสที่จะโดนได้ เราก็จะต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ว่าจะทำอย่างไรเราจะเฝ้าตรวจพื้นที่ได้ดีกว่านี้ไม่ให้เขามาวางระเบิด ถ้าเขาวางระเบิดเราคุ้มครองไปก็โดนด้วยกันแต่โอกาสที่จะมาทำร้ายครูในลักษณะที่ว่า ถ้าไม่มีการปฏิบัติผิดจากระเบียบที่เราได้พูดไว้ ว่าจะต้องเดินทางอย่างไรก็จะไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ครูเป็นเป้าหมายสำคัญ รวมไปถึงประชาชนด้วย เขาก็พยายามที่จะทำร้ายประชาชนที่ประชาชนให้ความร่วมมือกับทางราชการ ซึ่งเราก็จะต้องให้ความคุ้มครอง
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลุ่มก่อการร้ายพยายามยกระดับไปสู่นานาชาติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าพูดในลักษณะที่ว่าความพยายามที่จะยกสู่ระดับนานาชาติมีความพยายามแน่นอน เช่นความพยายามสร้างสถานการณ์ว่าเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชนอันนี้แน่นอนว่าเขาพยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดการรับรู้ไปยังต่างชาติเช่นนั้น ดังนั้นอยากให้สื่อมวลชนพยายามชี้แจงในสถานการณ์ในเชิงที่สร้างสรรค์ว่าเรามีมาตรการอย่างไรที่จะดำเนินการเพื่อให้ต่างชาติได้รับรู้ เพราะมันจะเป็นประโยชน์กับประเทศเรา ส่วนเรื่องกำลังทหารในการดูแลในพื้นที่มีเพียงพอไม่ต้องจัดลงไปอีก ทั้งนี้เราพยายามทำงานทั้งสองแนวทางคือแนวทางการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในเชิงรุก และเชิงลับ และมาตรการการยกระดับความเป็นอยู่ ส่วนแผนงาน และโครงการของรัฐบาลที่จะออกมาจะต้องอาศัยงบประมาณปี 2553 เพราะว่างบประมาณปี 2552 ซึ่งเป็นงบประมาณเก่าที่ดำเนินการอยู่ แต่อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลชุดนี้ก็ได้มีรัฐมนตรีเฉพาะ และมีแผนงานโครงการ 460 กว่าโครงการ ซึ่งทางรัฐบาลก็ให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเตรียมการที่จะเอาแผนงานเข้าไปเอาชนะจิตใจของคนในพื้นที่ ทำให้เขาเห็นว่าอำนาจรัฐทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น และมีสิทธิที่เท่าเทียมกันภายใต้รัฐธรรมนูญ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เมื่อถามว่ามีความจำเป็นแล้วหรือยังที่สถานการณ์ในพื้นที่ต้องประกาศเคอร์ฟิว พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องไปปรึกษาหารือกันก่อน ว่ามาตรการจะควรดำเนินการอย่างไร แต่ในความคิดเห็นเบื้องต้นโดยเฉพาะในชุมนุมจะต้องมีมาตรการที่รัดกุม เมื่อมีมาตรการรัดกุมไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นก็จะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะสกีนรถที่ติดระเบิดเข้ามาในชุมนุมได้ เหตุการณ์ก็จะเกิดขึ้นอย่างเนื่อง ๆ และก็จะมีคำถามออกมาว่าทำไมถึงทำไม่ได้ และถ้าจะทำให้ได้ให้เกิดความปลอดภัยจะต้องทำอย่างไรให้ดีที่สุด และทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน เมื่อถามว่าการที่เขาจะยกระดับสู่นานาชาติ เราจำเป็นจะต้องพูดคุยกับคณะกรรมการอิสลามส่วนกลางหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้ต่างชาติเขายอมรับวิธีการปฏิบัติของเราทุกภาคส่วนในพื้นที่มีความร่วมมือทั้งสิ้น เมื่อถามว่า ในพื้นที่ภาคใต้ยังจำเป็นจะต้องใช้ พรก.ฉุกเฉิน และ กฎอัยการศึกอยู่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลก็พูดชัดเจนแล้ว ซึ่งเราเองก็มีแนวทางที่แน่ชัดว่าถ้ามีความจำเป็นโดยการพิจารณาตามหลักเหตุผล ถ้าหากจะต้องเลิกก็เลิกโดยเหตุผล และจะใช้กฎหมายในลักษณะใดมาทดแทนก็ว่ากันไป ส่วนเรื่องงบประมาณมีเพียงพอ เมื่อถามว่า เราจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การเอาชนะปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ต้องใช้มาตรทางการเมือง คือ การเอาชนะจิตใจคนทั้งหมดถึงจะแก้ไขปัญหาได้ ส่วนมาตรการทางด้านการทหารก็จะใช้ตามหลักกฎหมายบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน



