ข่าว

ผู้ว่าฯลงพื้นที่เคลียร์ปัญหาต้านโรงไฟฟ้า

ผู้ว่าฯลงพื้นที่เคลียร์ปัญหาต้านโรงไฟฟ้า

09 มิ.ย. 2552

ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ม็อบปิดถนน รับปากคุยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คลี่คลายปัญหาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเสม็ดใต้ เชื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติปัยหาได้

(9มิ.ย.) เวลา 08.30 น. นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า จะเดินทางไปพบผู้ชุมนุมต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเสม็ดใต้ อ.บางคล้า ซึ่งคาดว่าวันนี้จะได้ข้อยุติ เนื่องจาก บ.สยามเอนเนอร์ยี ที่ได้รับการประมูล เคลื่อย้ายออกจากพื้นที่แล้ว แต่ขณะนี้ที่ชาาวบ้านยังปักหลักชุมนุม เข้าใจว่าเป็นความหวาดดระเเวง โดยส่วนตัวจะทำความเข้าใจพูดคุยหาข้อยุติให้ได้ 
 
ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อของชาวบ้าน รับปากว่า จะรีบดำเนินการโดยจะจัดทำเรื่องการดูแลสิ่งเเวดล้อม เป็นวาระจังหวัด ส่วนการระงับโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของจังหวัดนั้น ส่วนตัวเห็นด้วย แต่ยอมรับว่าบางเรื่องบางโครงการก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจที่ตนจะไปสั่งการได้ อย่างกรณีดังกล่าวนั้น ก็เป็นการทำสัญญากับกระทรวงพลังงาน อย่างไรก็ตาม ตนจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาจะตัดสินใจในการดำเนินการต่างๆให้

ก่อนหน้านั้น เวลา 05.00 น. วันเดียวกัน ที่ถนนเลียบคลองส่งน้ำเสม็ดเหนือ ด้านหลังโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าภาคเอกชน บริษัท สยามเอเนอยี่ จำกัด อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา กลุ่มชาวบ้านยังปักหลักชุมนุมอย่างเหนียวแน่นตลอดทั้งคืน เนื่องจากหวั่นเกรงจะถูกเจ้าหน้าที่ กองร้อยควบคุมฝูงชน ที่ยังตรึงกำลังอยู่ตลอดทั้งคืน เช่นเดียวกัน เข้าสลายการชุมนุม

ทั้งนี้มีการผลัดเปลี่ยนเวรยามเฝ้าปิดล้อม รถยนต์ตราโล่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่พยายามขับพาผู้บริหาร หัวหน้าคนงานฝ่ายนายทุน หนีกลุ่มผู้ชุมนุมออกทางด้านหลังของโครงการไว้ โดยกลุ่มชาวบ้านเชื่อว่า ทางฝ่ายบริษัทยังไม่มีความจริงใจในการที่จะเจรจาถอนตัวกับชาวบ้าน และยอมขนอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรกลับออกไป จากพื้นที่ โดยที่กลุ่มชาวบ้านต้องการที่จะเจรจาทำข้อตกลงอย่างชัดเจนก่อน จึงจะยินยอมปล่อยตัวผู้บริหาร หัวหน้าคนงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นพลขับ ออกไปจากพื้นที่

ขณะที่สภาพรถยนต์ตราโล่ ที่ถูกชาวบ้านคุมไว้ บริเวณกระจกด้านหน้า มีร่องรอยของการถูกทุบจนแตกเสียหายถึง 3 แผล และล้อยางของรถยนต์ทั้งสี่ล้อ ถูกปล่อยลมยางออกมาจนแบนติดดิน ขณะที่ตัวแทนชาวบ้านต่างปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่ากระจกรถยนต์ที่เสียหายนั้น น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มคนมือที่สาม เนื่องจากสภาพแวดล้อมมืดสนิท จึงไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือทำลาย

ขณะเดียวกัน กลุ่มชาวบ้านได้รับการติดต่อจากรายการข่าวภาคเช้า สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง (ช่อง 3 ) ที่จะส่งผู้สื่อข่าวลงมาในพื้นที่ พร้อมรถยนต์ออกอากาศสดผ่านดาวเทียม เพื่อที่จะให้ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวสด ออกทางรายการ แข่งขันความสดใหม่ของบรรยากาศในพื้นที่ เพื่อแย่งชิงผู้ชมรายการข่าวในยามเช้า