
เมียนมาร์กับมะเมียะ
เมียนมาร์กับมะเมียะ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า พม่ากำลังใช้กลยุทธ์ด้านการท่องเที่ยวกับไทยอยู่หรือไม่ ในการหยิบยกเรื่องมะเมียะกับเจ้าศุขเกษมมาเป็นจุดขายของเมืองมะละแหม่งในเวลานี้
มะเมียะ เป็นสาวพม่า (ความจริงน่าจะเป็นมอญ) และเป็นแม่ค้าขายของในตลาดที่มะละแหม่ง ส่วนเจ้าศุขเกษม คือเจ้าอุตรการโกศล เป็นบุตรเจ้าแก้วนวรัฐกับเจ้าแม่จามรีมหาเทวี แห่งเมืองเชียงใหม่ เจ้าศุขเกษมถูกส่งไปศึกษาที่มะละแหม่งตั้งแต่อายุ 16 ปี และได้รู้จักชอบพอกับมะเมียะจนถึงขั้นอยู่กินกัน และสาบานต่อพระธาตุใจตะหลั่นว่าจะรักกันตลอดไปและจะไม่ทอดทิ้งกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าศุขเกษมอายุได้ 20 ปี ก็ต้องเดินทางกลับเชียงใหม่ มะเมียะได้ปลอมตัวเป็นชายติดตามมาในขบวนของเจ้าศุขเกษมด้วย
เมื่อมาถึงเชียงใหม่ มะเมียะต้องหลบซ่อนตัวอยู่ไม่ให้ใครพบเห็น ขณะเดียวกันเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของเจ้าศุขเกษมก็ได้หมั้นหญิงสาวคนหนึ่งไว้ให้แล้ว เจ้าศุขเกษมจึงตัดสินใจเล่าความจริงให้เจ้าพ่อเจ้าแม่ทราบ แต่มะเมียะเองก็ได้รับการเกลี้ยกล่อมให้เดินทางกลับไปรอเจ้าศุขเกษมที่มะละแหม่งจนกว่าเรื่องจะเรียบร้อย นางจึงจำใจจากเมืองเชียงใหม่ไปด้วยความหวังว่า อีกไม่นานเจ้าศุขเกษมจะไปรับนางที่มะละแหม่ง แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อได้ทราบข่าวว่าเจ้าศุขเกษมเข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นที่เจ้าพ่อเจ้าแม่หาไว้ให้ ดังนั้นมะเมียะจึงเดินทางมาเชียงใหม่ โดยตั้งใจว่าจะขอพบเจ้าศุขเกษมเป็นครั้งสุดท้าย แต่เจ้าศุขเกษม ซึ่งอาลัยรักมะเมียะ ได้หันเข้าหาสุราเป็นเครื่องปลอบใจ และปฏิเสธที่จะพบมะเมียะ เพียงแต่มอบเงินจำนวนหนึ่งและแหวนที่สวมประจำตัวมาให้ ทำให้มะเมียะ เสียใจมาก และเดินทางกลับไปบวชชีที่มะละแหม่งจนตลอดชีวิต
เรื่องเจ้าศุขเกษมกับมะเมียะ เป็นที่เล่าขานด้วยความซาบซึ้งในความรัก และสะเทือนใจในโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานรับร้อยปี ซึ่งตอนนี้พม่าได้ดำเนินการปรับปรุงเมืองมะละแหม่งให้เป็นเมืองท่องเที่ยว โดยอาศัยเรื่องราวของมะเมียะเป็นเครื่องดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวชาวไทยไปนมัสการพระธาตุใจตะหลั่น และชมเมืองมะละแหม่ง ตามรอยของเจ้าศุขเกษมและมะเมียะ
จริงๆ แล้วเรื่องความรักนั้นเป็นสิ่งที่ขายได้เสมอ ตัวอย่างเช่น ในเมืองเวโรนา ประเทศอิตาลี ที่ใครต่อใครก็ต้องไปแวะชมบ้าน(สมมุติ)ของจูเลียต แห่ง “โรมิโอ และจูเลียต” ของเชกสเปียร์ และจริงไปกว่านั้นก็คือ นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางเข้าไปพม่าก็คือนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย ที่ชื่นชมกับวัดวาอารามและโบราณสถานต่างๆ ของพม่า รวมทั้งสิ่งที่เป็นตำนานหรือมีประวัติเกี่ยวข้องกับเมืองไทย ดังเช่นสถูปที่เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุอัฐิพระเจ้าอุทุมพรที่เมืองมัณฑะเลย์ จนคนไทยบางกลุ่มรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ เมื่อทางการพม่าจะทำลายสถูปแห่งนั้นเพื่อปรับปรุงพื้นที่ ในที่สุดผู้ที่ทราบเรื่องดีต้องออกมายืนยันว่า สถูปดังกล่าวไม่ใช่ศิลปะแบบไทย และพระเจ้าอุทุมพรก็ไม่ได้ถูกส่งไปอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ แต่เราหลงไปกราบไหว้กระดูกพม่ารามัญคนไหนก็ไม่มีใครทราบเหมือนกัน
แน่นอนครับว่า หลังจากพม่าเปิดเมืองและประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยสมบูรณ์ ในปี พ.ศ.2558 การเดินทางไป-มาในระหว่างประชาคมย่อมมีความสะดวกและเพิ่มพูนขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ การขยายตัวของการท่องเที่ยว ที่ทุกประเทศคงต้องหาสิ่งใหม่ๆ มาเสนอขาย เพื่อเพิ่มพูนรายได้และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของตน ผมเชื่อว่าอีกไม่นานหลายประเทศแถบนี้คงต้องใช้กลยุทธ์ทำนองมะเมียะในการจูงใจนักท่องเที่ยวชาวไทยให้เดินทางไปท่องเที่ยวในบ้านเมืองของเขา
แล้วไทยเราเองล่ะครับ ปรับกลยุทธ์แบบนี้เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจากเพื่อนบ้านบ้างหรือยัง?



