
นายกฯหญิงกับความท้าทายในฐานะรมว.กห.
นายกฯหญิงกับความท้าทายในฐานะรมว.กห. : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : ruarob.muangman
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของกองทัพไทยเคยจารึกเหตุการณ์พิเศษไว้แล้วในวันที่ ชวน หลีกภัย เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อปี 2540 ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือนคนแรกที่กล้าเข้าควบตำแหน่งนี้ ผ่านไป 16 ปี เรามีนายกฯ พลเรือนอีก 2 คน แต่เพิ่งจะมีนายกฯ พลเรือนหญิงคนแรกที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ด้วย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำกองทัพที่ใครก็มองว่าเป็นโลกของผู้ชาย ต้องรุกรบและใช้กำลังเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติได้ดีเพียงไร และเธอได้รับการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างจริงใจหรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่เธอต้องพิสูจน์ตนเอง
ไทยเป็นประเทศที่ให้เกียรติผู้หญิงมายาวนาน และสตรีขึ้นดำรงตำแหน่งสูงในองค์กรต่างๆ ได้ไม่น้อยไปกว่าสตรีของประเทศอื่น แต่ต้องยอมรับว่า เท่าที่ผ่านมาในกองทัพมีเอกลักษณ์ในการเลือกผู้บังคับบัญชาของตนเอง ในระดับสูงนั้นเกือบทั้งหมดเป็นผู้ชาย จบการศึกษาจากโรงเรียนทหารหลัก มีการยึดถือในระบบรุ่นอย่างสูง แนวคิดนี้ถูกแอพพลายไปใช้ในการคัดเลือกผู้บังคับบัญชาที่มาจากฝ่ายการเมืองด้วย โดยรัฐมนตรีกลาโหมมักเป็นรุ่นพี่สถาบันทหารหลักที่ประสบความสำเร็จในกองทัพก่อนเกษียณอายุและเป็นผู้มีบารมีมากเพียงพอในสังคม สำหรับนายกฯ พลเรือนที่เคยมาดำรงตำแหน่งนี่ แม้จะถูกมองว่าต่างธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ นายกฯ พลเรือนทั้งสามคนก็ไม่ค่อยที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับภายในองค์กรกองทัพหรือการตัดสินใจของผู้นำเหล่าทัพเท่าใดนัก พวกเขามุ่งแต่งานในหน้าที่นายกฯ เสียมากกว่า
ในต่างประเทศเรื่องสตรีเป็น รมว.กลาโหมไม่แปลกเลย ในยุคแรกๆ นั้น ประเทศที่ต้องการ รมว.กลาโกมหญิงมักเป็นประเทศที่มีความไม่สงบภายในสูง ผู้นำประเทศต้องแกร่งและกล้าบังคับบัญชาทุกกลไกของรัฐรบกับภัยคุกคามที่อาจถึงขั้นทำลายทั้งประเทศได้ ในการนี้จะเป็นหญิงหรือชาย ถ้าเข้มแข็งจริงก็คุมทหารได้ เราจึงได้เห็น นางอินทิรา คานธี แห่งอินเดีย นางเบนาซีร์ บุตโต แห่งปากีสถาน หรือ นางจันทิรา กุมาระตุงคะ ของศรีลังกา เข้าดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม เพราะประเทศของพวกนางในเวลานั้นเต็มไปด้วยปัญหาความไม่สงบภายใน แต่ปัจจุบันทุกทวีปต่างมี รมว.กลาโหมหญิงกันแล้ว ส่วนใหญ่กลับอยู่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและไม่มีปัญหาความมั่นคงสำคัญ ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่อย่างเด่นก็มี นางจานีน เอนนิส-แพลสเชิร์ต ของเนเธอร์แลนด์ ที่มีวัยเพียง 40 ปี นางคาริน เอนสตรอม อดีต ร.อ.นาวิกโยธิน ของสวีเดน ที่อายุก็เพิ่ง 47 แม้แต่มอนเตเนโกร ซึ่งพี่ชายนายกฯ ยิ่งลักษณ์มีที่พำนักอยู่ก็มี รมว.กลาโหมหญิงเช่นกัน คือ นางมิลิก้า เปยาโนวิช-ยูลิวิช นักวิชาการผู้มีผลงานมากมาย
งานของรัฐมนตรีเป็นงานการเมืองที่อาศัยการบริหารเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการยุทธก็จริง แต่มีความสำคัญมาก ไม่เพียงแต่ต่อเชื่อมความต้องการของกองทัพกับความต้องการของการเมืองให้เข้ากัน แต่ต่อเชื่อมกับความต้องการของหน่วยงานด้านอื่นของประเทศด้วย ปัญหาอ่อนไหวหลายอย่างของประเทศที่ยังสับสนกันอยู่ว่า กองทัพมีอำนาจแค่ไหน หรือเป็นเรื่องที่ต้องฟังนโยบายจากรัฐเป็นหลักเท่านั้น เช่น เรื่องของภาคใต้ที่การเมืองต้องนำการทหารนั้น จะต้องทำอย่างไรให้ทุกการปฏิบัติเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน หรือเรื่องของชายแดนด้านตะวันตกกำลังตึงเครียด หรือแม้แต่เรื่องม็อบความมั่นคงภายใน เรื่องเหล่านี้ทหารจะปล่อยมือก็ไม่ได้ จะเล่นมากไปก็เกรงจะล้ำเส้น ความเป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพจึงเป็นเรื่องที่ต้องสร้างอย่างมั่นใจที่สุด การที่นายกฯ ลงมากำกับดูแลเรื่องเหล่านี้มากกว่าในอดีตนั้น ถือเป็นโอกาสดี ผู้นำที่มีเสน่ห์จะทำให้ผู้ร่วมมือด้วยเปิดใจครึ่งหนึ่งรับฟังก่อนแล้ว ถ้านโยบายดีจริงการคล้อยตามทั้งกายและใจก็เป็นเรื่องไม่ยาก
กองทัพคงให้การสนับสนุนนายกฯ ตามกฎหมายและน่าจะพอใจที่นายกฯ ยังคงให้อิสระแก่กองทัพในหลายเรื่องเหมือนเดิม ความสัมพันธ์ที่ดีมาตลอด 2 ปี น่าจะมีส่วนเอื้อต่อการเพิ่มขึ้นของงบประมาณที่จะนำไปพัฒนากองทัพตามที่ผู้นำเหล่าทัพต้องการ กองทัพอาจดึงตัวออกจาก ”งานการเมือง” ได้สบายใจขึ้น (ส่วนทหารจะเข้าเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้นหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของบุคคล) ขณะที่การแก้ปัญหาความขัดแย้งหนักๆ ทั้งสามเรื่องอาจจะเป็นแนวบุ๋นกว่าเดิม



