ข่าว

'พงศพัศ'เตือนวิกฤติยาเสพติด5ขวบเอี่ยว

'พงศพัศ'เตือนวิกฤติยาเสพติด5ขวบเอี่ยว

30 มิ.ย. 2556

'พงศพัศ'เตือนวิกฤติยาเสพติด 5ขวบเอี่ยว-500ล้านเม็ดจ่อเข้าไทย : รายงาน


               ปฏิบัติการจับกุมยาเสพติดลอตใหญ่ถี่ยิบแทบจะรายวันของทั้งตำรวจ (กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หรือ บช.ปส.) และ ป.ป.ส. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด) ทำให้ข่าวจับยาเป็นเรื่องปกติธรรมดา กระทั่งถ้าไม่ใช่ลอตมหึมาจริงๆ หรือไม่มีวิสามัญฆาตกรรมผู้ค้า ก็แทบจะไม่เป็นข่าวขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์กันแล้ว

               ด้านหนึ่งแม้จะเป็นเรื่องดีที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสามารถกวาดล้างยาเสพติดได้มากเพื่อสกัดการแพร่ระบาด แต่อีกด้านหนึ่งก็น่าห่วงเรื่องความคุ้นชินของผู้คนในสังคม จนมองปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องธรรมดาหรือเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมืองไปเสีย และละเลยที่จะแก้ปัญหาให้ถึงรากโคน (นอกเหนือจากการจับรายวัน) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่

               เพราะหากย้อนดูสถิติการจับกุมยาเสพติด ผู้ค้า และผู้เสพ ที่ ป.ป.ส.นำมาเผยแพร่เนื่องในโอกาสวันต่อต้านยาเสพติดโลก 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศเป็นวาระที่ 160 ให้ประเทศภาคีเครือข่ายตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติดนั้น พบว่าตัวเลขค่อนข้างน่าตกใจ

               กล่าวคือ นับเฉพาะรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างเดือนตุลาคม 2555-31 พฤษภาคม 2556 ทุกหน่วยภายใต้การประสานงานของ ป.ป.ส.จับกุมผู้ต้องหา (รวมผู้เสพ) ได้ทั้งสิ้น 734,750 คน ยึดของกลางยาบ้าได้ 83,047,081 เม็ด เฮโรอีน 265.44 กิโลกรัม ไอซ์ 1,284.44 กิโลกรัม ตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่า 1,844.11 ล้านบาท สามารถนำผู้เสพเข้ารับการบำบัดได้ 343,258 คน

               ยิ่งไปกว่านั้น ป.ป.ส.ยังได้ประมาณการผู้ติดยาเสพติดในประเทศไทยไว้ที่ราว 1.2 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรของไทยที่มีประมาณ 65 ล้านคน จึงถือเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.93 พูดได้ว่า ในจำนวนประชากรทุกๆ 100 คน จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดถึง 3 คน

               จากตัวเลขประมาณการผู้ติดยาเสพติด 1.2 ล้านคน แบ่งเป็นผู้กระทำความผิดที่ถูกจับกุม 385,725 คน, เป็นผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดที่เข้าสู่ระบบการบำบัดรักษา ระบบสมัครใจ ระบบบังคับบำบัด และระบบต้องโทษ จำนวน 519,283 คน และผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ไม่สามารถระบุได้อีก 294,992 คน

               แต่จับอย่างไรก็ดูจะไม่หมด หนำซ้ำผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดยังอายุน้อยลงเรื่อยๆ ล่าสุดพบเยาวชนอายุต่ำสุดแค่ 5 ขวบ!

               เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ข้อใหญ่ของ ป.ป.ส. ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศว่าจะทำอย่างไรต่อไป

               พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวถึงปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่อยู่ในสภาพ "ยิ่งจับยิ่งเยอะ" ว่า ไม่ใช่เพราะการล่อซื้อของเจ้าหน้าที่ดังที่บางฝ่ายวิจารณ์ แต่เป็นเพราะขณะนี้มียาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าราว 500 ล้านเม็ด รอจ่ออยู่ที่ชายแดนไทย และในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถปิดช่องทางตามแนวชายแดนได้ครบทุกช่องทาง ป.ป.ส.ก็แก้ปัญหาด้วยการตั้งจุดตรวจและด่านสกัด คือถ้าเล็ดลอดเข้ามาได้ก็ต้องสกัดไม่ให้ส่งลงมาที่ส่วนกลางได้ ถ้าเล็ดลอดลงมาได้บ้าง ก็ต้องพยายามไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ

               "ถ้าเข้ากรุงเทพฯ ได้จะไปต่ออีกเยอะ โดยเฉพาะในชุมชนซึ่งถือว่าอันตราย ขณะนี้ยาเสพติดในประเทศไทยกว่า 90% ถูกส่งเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน มากที่สุดคือผ่านทางภาคเหนือ เมื่อข้ามแดนมาแล้วจะส่งลงมาพักรอรอบๆ กรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งเพื่อขยายลงไปในชุมชนและผู้ค้ารายย่อยผ่านเอเย่นต์ต่างๆ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ลงใต้ข้ามไปยังมาเลเซียและอินโดนีเซีย" พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าว

               ด้วยระบบด่านตรวจและจุดสกัดออนไลน์ตามเส้นทางสายสำคัญที่สามารถส่งภาพและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับศูนย์ปฏิบัติการของ ป.ป.ส.ในส่วนกลางได้แบบเรียลไทม์ ซึ่ง ป.ป.ส.พัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่องมา ทำให้สามารถจับกุมผู้ลักลอบขนยาเสพติดได้เป็นจำนวนมาก ล่าสุดผู้ลักลอบจึงปรับเปลี่ยนวิธีการและเส้นทางขนย้าย

               "ตอนนี้เริ่มมีการปรับกลยุทธ์ จากเดิมที่ขนด้วยรถยนต์เข้าไปพักรอตามแหล่งพักยาเสพติดที่จังหวัดชายขอบของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และสมุทรปราการ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นส่งทางเครื่องบิน ทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และขยายเป็นสนามบินในต่างจังหวัด หรือไปประเทศเพื่อนบ้านก่อนจะย้อนกลับเข้าประเทศไทยทางรถยนต์ ด้วยเหตุนี้ทำให้สัดส่วนการสกัดจับยาเสพติดในจังหวัดตามแนวชายแดนเพิ่มสูงขึ้น"

               เขายังบอกว่า วิธีการแก้ปัญหาที่ชะงัดและยั่งยืน คือ การลดดีมานด์ หรือความต้องการใช้ยาเสพติด และนั่นคือนโยบายการทำงานของ ป.ป.ส.ทั้งในปีนี้และปีต่อๆ ไป

               "เราให้ความสำคัญกับการลดดีมานด์ ซึ่งจะทำให้สำเร็จได้ต้องมีเครือข่ายทั้งการข่าวและการรณรงค์ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องประสานและทำงานร่วมกับชุมชนรวมถึงตำรวจท้องที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้งจังหวัดตามแนวชายแดน อย่างเช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน หรือทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งจังหวัดชายขอบของกรุงเทพฯ ทั้งหมด"

               พล.ต.อ.พงศพัศ อธิบายอีกว่า การเฝ้าระวังในพื้นที่ชุมชน ป.ป.ส.ได้จัดทำโครงการ "ชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน" โดยให้เครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังคนในครอบครัวและในชุมชนว่ามีการใช้ยาหรือค้ายาเสพติดหรือไม่ หากพบก็นำตัวเข้ารับการบำบัดก่อนคืนสู่ครอบครัวและชุมชน ขณะที่ ป.ป.ส.ก็จัด "สายตรวจอุ่นใจ" ออกเยี่ยมเยียนดูแลให้ความช่วยเหลือผู้ที่รับการบำบัดไม่ให้กลับสู่วงจรเดิม

               "ปีที่ผ่านมาเราได้คืนลูกหลานสู่ชุมชนกว่า 7 แสนคน คือผู้ที่ผ่านการบำบัด การบ้านของเราในปีนี้ก็คือตามไปดูคนที่ผ่านการบำบัดแล้วทั้ง 7 แสนคน โดยให้สายตรวจอุ่นใจเข้าพบปะเยี่ยมเยียน พร้อมประสานกับเครือข่ายชุมชน เพื่อให้เขาเหล่านั้นกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชนอย่างมีคุณภาพที่สุด ถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นการลดดีมานด์ แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างแท้จริง" เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าว


ป.ป.ส.ควักกระเป๋าร่วมสร้างหนัง"เดอะ เวย์-มรรค" หนทางแห่งสุข

               เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวฮือฮา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทุ่มทุน 10 ล้านบาท ร่วมกับบริษัทเอกชนสร้างภาพยนตร์ฟีลกู๊ดเพื่อเรียนรู้และเข้าใจชายแดนใต้ เรื่อง "ละติจูดที่ 6" โดยดึงดารานักแสดงชื่อดังมาร่วมโปรเจกท์อย่างคับคั่ง

               ล่าสุดมีข่าว ป.ป.ส.ยุค พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เทงบสร้างภาพยนตร์เช่นกัน เป็นหนังแนวชีวิตร่วมสมัย ใช้ชื่อเท่ๆ ว่า "The Way" หรือ "มรรค" โดยใช้ธรรมะเป็นแก่นของเรื่อง พาตัวละครแต่ละรุ่นแต่ละวัยที่เผชิญปัญหาในช่วงชีวิตของตนเองออกจากปัญหาของแต่ละคนโดยใช้ "พระธรรมนำทาง" ซึ่งหากหาทางออกไม่เจอหรือไม่ถูกต้องก็จะพบกับปัญหาไม่รู้จักจบสิ้น

               ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย สันติสุข พรหมศิริ ดารานักแสดงรุ่นใหญ่ชื่อก้อง ซึ่งเพิ่งลงขันเปิดบริษัททำภาพยนตร์กับเพื่อนสนิทในชื่อ "House of Maak" นักแสดงที่จะมาร่วมสร้างสีสันบนแผ่นฟิล์ม อาทิ โฟกัส จีระกุล สินจัย เปล่งพานิช "เมย์" พิชญ์นาฏ สาขากร และ "โตโน่" ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ซึ่งในรายของโตโน่เพิ่งลาสิกขาจากพระจริงๆ มารับบทเป็นพระในเรื่องด้วย

               สันติสุข กล่าวว่า เนื้อหาของภาพยนตร์เป็นเรื่องของการป้องกันปัญหาชีวิตหลายๆ ด้าน รวมทั้งเรื่องยาเสพติด ซึ่งแน่นอนว่าดีที่สุดต้องเริ่มที่ครอบครัว แต่ครอบครัวในสังคมไทยปัจจุบันก็เปลี่ยนไป พ่อแม่ตามไม่ทันโซเชียลมีเดีย หนังจะนำเสนอปัญหาของช่วงชีวิตแต่ละช่วง ทั้งผู้ใหญ่ หนุ่มสาว และเด็ก แม้แต่การไปวัดของผู้ใหญ่บางทีก็ไปแบบแห่ตามกันไป ไม่ได้ไปเพื่อปล่อยวางหรือเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ ขณะที่เด็กก็ถูกปล่อยให้เหมือนไม่มีตัวตน

               "บางทีคนเรายิ่งเดินทางมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งห่างไกลจากสิ่งที่เราต้องการจริงๆ มากขึ้นทุกที ภาพยนตร์เรื่องนี้มี ป.ป.ส.เป็นสปอนเซอร์หลัก เหลืองานที่ต้องทำอีกราว 10-20% ก็จะลงโรงฉายได้" สันติสุข กล่าว

....................................

(หมายเหตุ : 'พงศพัศ'เตือนวิกฤติยาเสพติด 5ขวบเอี่ยว-500ล้านเม็ดจ่อเข้าไทย : รายงาน)