ข่าว

'รับจำนำ'ป่วนข้าวเปลือกลามถึงข้าวสาร

'รับจำนำ'ป่วนข้าวเปลือกลามถึงข้าวสาร

01 ก.ค. 2556

วิบากกรรม 'รับจำนำ' ป่วนข้าวเปลือกลามถึงข้าวสาร : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน

 

                          ปัญหาจาก “โครงการรับจำนำข้าวเปลือก” ของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ถูกคัดค้านมาโดยตลอด จากนโยบายการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ดและยกระดับราคารับจำนำให้สูงขึ้นอีกเกือบเท่าตัว ตลอดจนการแทรกแซงการดำเนินโครงการที่ส่อให้เห็นถึงอาจมีการทุจริต เริ่มปูดให้เห็นชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องนับว่าเป็นช่วงที่ฝุ่นตลบสุดๆ สำหรับรัฐบาล

                          เมื่อไล่เรียงปัญหาที่ทยอยโผล่ออกมาล่าสุดนั้น ส่อให้เห็นชัดเจนถึงปัญหาที่ถูกหมักหมมมานาน เริ่มตั้งแต่ข่าวการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในปีแรกของโครงการ 2554/2555 และเป็นที่ยอมรับตัวเลขออกมาแล้วว่า มีผลขาดทุนกว่า 1.36 แสนล้านบาท สูงกว่าเกือบเท่าตัวที่รัฐบาลออกมา “การันตี” ไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการ ว่า จะไม่ทำให้ขาดทุนมากกว่าโครงการรับประกันข้าวในรัฐบาลชุดก่อนที่ใช้เงินงบประมาณไปกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีปัญหาถึงการปิดบัญชีในโครงการข้าวนาปี 2555/2556 ซึ่งยังไม่ลงตัว กลายเป็นที่มาของการตรวจสอบโกดังข้าวทั่วประเทศ

                          ยังมีเรื่องการใช้เงินงบประมาณสูงกว่ากรอบที่เคยกำหนดไว้ ที่ล่าสุดใช้ไปกว่า 6 แสนล้านบาท แต่รายรับที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าจะนำกลับมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนก็เข้ามาน้อยมากเพียง 1.3 แสนล้านบาทเท่านั้น จึงเป็นภาระให้แก่ฝ่ายการเงินอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายแบบกลางคัน โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติลดวงเงินจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2556 ลงจากเดิมตันละ 15,000 บาท เหลือ 12,000 บาท และเป็นที่มาของกลุ่มชาวนาออกมาคัดค้านเป็นจำนวนมาก

                          ล่าสุดยังมีปัญหาลามไปถึงเรื่องปากท้องของชาวบ้าน หลังจากมีกระแสว่อนกันในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับ "ข้าวถุง" ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค อันมีสาเหตุมาจากการเก็บรักษาข้าวในโกดังของรัฐบาลไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยเพียงพอ ประกอบกับการส่งออกข้าวของไทยก็ลดวูบลง ทำให้คาดคะเนได้ว่า ข้าวในโกดังรัฐส่วนใหญ่น่าจะเป็นการขายในประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่การส่งออกหรือขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) อย่างที่ถูกกล่าวอ้าง ซึ่งถือได้ว่าโครงการรับจำนำข้าวครั้งนี้ได้ทำลายกลไกในตลาดค้าข้าวอีกทางหนึ่ง

 

รัฐทำลายตลาดข้าวเปลือก-ข้าวสาร

 

                          นักวิชาการออกมาชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่ข้าวจากโครงการรับจำนำไม่ได้ถูกส่งออกไปไหน เพราะการส่งออกข้าวในลักษณะการขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) พบว่า ส่งออกไปน้อยมาก แต่กลับมีการขายข้าวในทางลับ ทำให้ข้าวในโครงการยังคงวนเวียนอยู่ในประเทศส่วนหนึ่ง

                          รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ให้ข้อสังเกตว่า ตามที่กระทรวงพาณิชย์เคยระบุไว้ว่าสามารถขายข้าวจีทูจีไปได้แล้ว 7-8 ล้านตันนั้น แต่ในปีที่ผ่านมากกลับไม่พบการส่งออกข้าวจีทูจีเลย จะมีเพียงการขายให้ประเทศโกตดิวัวร์แสนกว่าตัน และอิรักอีกไม่มากนัก ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ เคยแถลงในสภาไว้ว่า ได้ขายข้าวรัฐไปแล้ว 7 ล้านตันนั้น แสดงว่าข้าวในส่วนที่เหลือที่ขายไปก็น่าจะวนเวียนอยู่ในประเทศ

                          อีกข้อสังเกตหนึ่ง ซึ่งได้พูดคุยกับนายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีความเห็นตรงกันว่า จากนโยบายการรับจำนำข้าวทุกเม็ดของโครงการนี้ ทำให้ข้าวส่วนใหญ่จะไปอยู่ในมือของรัฐบาล ดังนั้น เมื่อไม่มีการระบายออกมาในทางทฤษฎีราคาข้าวในประเทศควรปรับสูงขึ้น แต่กลับเป็นว่าราคาข้าวในประเทศไม่ได้สูงขึ้น และลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่ามีปริมาณข้าวสารไหลเวียนอยู่ในประเทศมากกว่าความต้องการ อีกทั้งข้าวส่วนหนึ่งที่หายไป เป็นเหตุทำให้ไม่สามารถปิดบัญชีได้ปริมาณเกือบ 3 ล้านตันนั้น อุปไมยได้ว่าข้าวจำนวนดังกล่าวน่าจะถูกนำไปเวียนเทียนกันอยู่ โดยปล่อยออกสู่ตลาด จึงยังไม่ถูกนำมาบันทึกบัญชี

                          อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงกรณีคุณภาพของข้าวที่อยู่ในโกดังรัฐบาล ซึ่งมีการพูดถึงการรมยา แม้ว่าภาครัฐจะออกมาชี้แจงว่า การรมยาใช้สารที่ได้รับการอนุญาตจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ และมีความปลอดภัย โดยจะเป็นการรมยา 6 เดือนครั้ง แต่ในความเป็นจริงจากที่ได้รับทราบมาพบว่า การรมยาข้าวโกดังรัฐ ซึ่งเก็บไว้นานและจัดเก็บที่ไม่ดีนัก ทำการรมถี่ในอัตรา 2 เดือนครั้ง ซึ่งมีผลต่อคุณภาพข้าวโกดังรัฐให้ลดลงไปด้วย ทั้งสีและกลิ่น เมื่อนำออกมาผลิตเป็นข้าวถุงราคาถูกในโครงการของรัฐพบว่าเป็นข้าวสารที่ไม่มีคุณภาพนัก

                          “นับเป็นจุดด้อยของรัฐบาล ซึ่งโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่นอกจากจะเป็นการทำลายตลาดข้าวเปลือกแล้ว ยังเป็นการทำลายตลาดข้าวสารอีกด้วย เป็นผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่แม้ว่าจะนำมาปรับปรุงเพื่อเป็นข้าวถุงแล้ว กลายเป็นการลดทอนคุณภาพข้าวให้ลดลง ซึ่งรัฐควรคำนึงถึงความปลอดภัยทางอาหารเป็นหลัก จึงควรที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่เสีย” รศ.สมพร กล่าว

                          อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้าวถุงของผู้ประกอบการทั่วไปนั้น จะมีแหล่งผลิตของตนเองอยู่แล้วส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ และข้าวพรีเมียม ซึ่งตลาดข้าวถุงส่วนหนึ่งยังสามารถเดินหน้าไปได้ตามกลไกของตลาด แต่ที่พูดกันในเรื่องคุณภาพที่ไม่ดีนักเป็นข้าวที่หน่วยงานรัฐไปจ้างบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายในตลาดล่างเป็นหลัก

 

ยันข้าวไทยบริโภคได้-ไม่มีสารตกค้าง

 

                          อย่างไรก็ตาม การโจมตีข้าวจากโครงการของรัฐลุกลามไปสู่ข้าวถุง ที่แม้อาจจะมุ่งเป้าไปสู่ข้าวถุงของรัฐ ที่มีนโยบายออกมาจำหน่ายราคาถูกเพื่อลดค่าครองชีพแก่ผู้บริโภค แต่การวิจารณ์ต่อๆ กันไปกลายเป็นการพูดแบบเหมารวม ทางผู้ประกอบการจึงออกมายืนยันถึงความปลอดภัย ผู้บริโภคสามารถกินข้าวได้โดยไม่เป็นอันตราย และขอให้แยกแยะข่าวที่เกิดขึ้น

                          นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมข้าวถุงไทย ยอมรับว่า ข้าวที่นำมาผลิตเป็นข้าวถุงในประเทศนั้นมีโอกาสที่ส่วนหนึ่งจะมาจากข้าวในโครงการจำนำของรัฐ เนื่องจากรัฐบาลใช้นโยบายจำนำข้าวทุกเม็ด ทำให้ข้าวอยู่ในมือของรัฐบาลถึง 80% อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถตรวจสอบที่มาของข้าวได้ว่ามาจากแหล่งใด แต่ที่แน่นอนคือ ผู้ประกอบการข้าวถุงเองก่อนจะซื้อข้าวจะมีการตรวจสอบคุณภาพข้าวก่อนอยู่แล้วว่าจะสามารถปรับปรุงได้หรือไม่ หากเป็นข้าวที่ไม่มีคุณภาพก็จะไม่รับเข้ามา เพราะจะต้องใช้ต้นทุนในการปรับปรุงข้าวที่สูงขึ้น

                          อย่างไรก็ตาม ขอให้แยกแยะกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องคุณภาพข้าวถุงด้วย ซึ่งข่าวที่เกิดขึ้นนั้น พุ่งเป้าไปที่ข้าวถุงของรัฐ ที่หน่วยงานรัฐจ้างบริษัทเอกชนทำการผลิตข้าวถุงราคาถูกออกจำหน่าย แต่สำหรับข้าวถุงแบรนด์จากผู้ประกอบการข้าวถุงที่จำหน่ายในห้างค้าปลีกจะมีวิธีการกระบวนการในการปรับปรุงข้าวบรรจุถุง ซึ่งยืนยันถึงความปลอดภัยในการบริโภคอย่างแน่นอน และผู้ประกอบการข้าวถุงเองก็ไม่มีใครต้องการนำแบรนด์ของตนเองไปเสี่ยง 

                          นอกจากนี้กรณีการรมยาข้าวก็เป็นการใช้สารที่ได้รับการอนุญาตจากเอฟเอโอ และมีการทำมานานแล้ว ซึ่งยืนยันได้ว่าข้าวทุกชนิดสามารถบริโภคได้ ไม่มีสารตกค้างอย่างแน่นอน แต่ข้าวก็จะมีอายุและเสื่อมไปตามเวลาอยู่แล้ว ส่วนกรณีข้าวมีเชื้อรา อยู่ในกระบวนการหลังการผลิตแล้ว โดยปกติข้าวที่สีเสร็จแล้วจะเป็นข้าวที่มีความชื้นต่ำ โอกาสการเกิดราขึ้นเองนั้นไม่มีแน่นอน ยกเว้นข้าวไปเปียกน้ำ แต่ในส่วนนี้จะเห็นได้ชัดและสีจะเปลี่ยนไป ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ดูว่าเป็นชนิดใด

                          นายสมเกียรติกล่าวอีกว่า จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้นไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจข้าวถุงนัก อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ทางสมาคมเตรียมร่วมมือกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีกในการออกประกาศชี้แจงถึงคุณภาพข้าวถุงจากสมาชิกสมาคมข้าวถุงได้ผลิตตามมาตรฐานการผลิต และโรงงานที่ได้รับมาตรฐานสากลต่างๆ

                          ส่วนนายบุรินทร์ ธนถาวรลาภ กรรมการผู้จัดการบริษัทข้าว แสนดี จำกัด กล่าวว่ากรณีกระแสข่าวที่เกิดขึ้นในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นหากปล่อยไว้นานไปอาจจะไม่เป็นผลดีต่อวงการข้าว แม้จะยังไม่เห็นผลกระทบในตอนนี้ และในกรณีการรมยาข้าวก็เป็นการเผยแพร่ข้อมูลจากบุคคลที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง และมองว่าเป็นการโจมตีทางการเมืองที่ต้องการพุ่งเป้าหมายไปที่ข้าวถุงของรัฐ จึงเป็นคนละตลาดกับข้าวถุงจากผู้ผลิตเอกชนที่ต้องการรักษาคุณภาพและชื่อเสียงของแบรนด์ตนเอง

                          “ต้องแยกเรื่องนี้เป็น 2 ตลาด ซึ่งยืนยันว่าข้าวแบรนด์ของผู้ประกอบการเอกชนมีความปลอดภัย โดยจะมีการตรวจสอบมีการทำความสะอาดตามขั้นตอน และถ้าไม่ดีก็จะถูกตีกลับออกอย่างแน่นอน มีระบบการจัดการที่ปลอดภัย การผลิตเป็นไปตามมาตรฐานที่มีการควบคุมการผลิตอยู่แล้ว ซึ่งจุดนี้ขอให้แยกออกจากกัน” นายบุรินทร์ กล่าว

                          ด้านแหล่งข่าวจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า นับจากมีกระแสข่าวกระหน่ำโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลว่ามีการเก็บไว้ในสต็อกนานและมีปัญหาสารตกค้างในข้าวของรัฐบาลนั้น มีผลกระทบต่อการขายข้างถุงแบรนด์ อคส. โดยลูกค้าที่เคยสั่งซื้อข้าวจาก อคส.มีการชะลอการสั่งซื้อไปจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบัน อคส.มีการผลิตข้างถุงขาย เป็นข้าวขาวถุงสีแดง ถุงละ 5 กก. ราคาถุงละ 70 บาท และมีสินค้าเกรดพรีเมียม คือข้าวหอมมะลิ และข้าวกล้อง และข้าวสังข์หยด ซึ่งสินค้าเกรดพรีเมียมขายดี โดยเป็นข้าวถุงสีเขียว ซึ่งมีขายเฉพาะที่ อคส. แต่ผลกระทบจะเกิดหนักกับข้าวขาว เพราะผู้บริโภคขาดความมั่นใจ โดยข้าวถุง อคส.ปัจจุบันมการวางขายผ่านร้านโชห่วยต่างๆ

                          ส่วนการผลิตข้าวถุงถูกใจ ซึ่ง อคส.เป็นผู้ผลิตให้ ขณะนี้ทางกรมการค้าภายในได้สั่งชะลอ ไม่รับออเดอร์จากร้านค้าปลีกต่างๆ และกำลังเร่งนำข้าวในโครงการรัฐไปตรวจสอบโดยหน่วยงานกลาง เพื่อรับรองมาตรฐานว่าจะปลอดจากสารตกค้าง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อคส.กำลังวางแผนการตลาด เพื่อเร่งกู้ภาพลักษณ์ให้ข้าวของ อคส.กลับคืนมา เนื่องจากในปีหน้า อคส.มีแผนงานจะทำตลาดขายข้าวถุงภายใต้แบรนด์ อคส. ในตลาดต่างๆ ในปีหน้า ตลอดจนจะเร่งบุกตลาดต่างประเทศ ทั้งจีน ยุโรป และสหรัฐ

 

 

----------------------

(วิบากกรรม 'รับจำนำ' ป่วนข้าวเปลือกลามถึงข้าวสาร : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)