
อยู่อย่างปลอดภัยในชุมชนออนไลน์
อยู่อย่างปลอดภัยในชุมชนออนไลน์ : คอลัมน์ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน โดย... ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
เพียงไม่กี่วินาที หลังลงชื่อออกจากการทำธุรกรรมทางการเงินบนอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เสียงเตือนว่าได้รับข้อความทางอีเมลก็ดังขึ้น พร้อมกับปรากฏข้อความว่า เมื่อเวลา XX.XX น. ท่านได้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ของธนาคาร หากท่านเจ้าของบัญชีไม่ได้ทำธุรกรรมดังกล่าว กรุณาติดต่อกลับธนาคารด่วน
คล้ายๆ กับตอนที่เซ็นชื่อหลังรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าก้อนใหญ่ ราคาแพง (กว่าปกติ) ที่หลังจากนั้นไม่นาน สถาบันการเงินเจ้าของบัตรเครดิตจะส่งข้อความทางเอสเอ็มเอสมาบอกว่า ท่านได้ชำระค่าสินค้าจำนวน XX บาท ที่ห้างสรรพสินค้า XXX
ย้ำว่า กรณีบัตรเครดิตต้องเป็นการรูดใช้จ่ายในวงเงินที่ผิดไปจากปกติ จนเป็นที่น่าสังเกตจริงๆ สถาบันการเงินเจ้าของบัตรถึงจะส่งข้อความมา
ทั้งสองกรณีเป็นตัวอย่างของการเพิ่มมาตรการดูแลผู้บริโภคของสถาบันการเงิน หลังจากความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางการเงินด้วยระบบออนไลน์ หรืออินเทอร์เน็ต แบงกิ้ง ถูกท้าทายและทำให้สั่นคลอนจากบรรดามิจฉาชีพ แต่แม้ว่า การทำธุรกรรมทางการเงินแบบออนไลน์จะมีความเสี่ยงมากกว่าการติดต่อกับสถาบันการเงินโดยตรงมากแค่ไหน ผู้บริโภคก็ยังคงนิยมใช้บริการมากกว่า เพราะทั้งสะดวกกว่าและประหยัดเวลากว่า
ตัวเลขล่าสุดที่เปิดเผยจากแบงก์ชาติ เกี่ยวกับยอดธุรกรรมการชำระเงินผ่านธนาคารทางอินเทอร์เน็ต (อินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง) และโมบายแบงกิ้ง ที่ทำกันผ่านโทรศัพท์มือถือ ณ เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา พบว่า ยอดคงค้างของลูกค้าที่เปิดบัญชีใช้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง มีจำนวน 6.92 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.08 แสนบัญชี หรือ 1.59% และมีปริมาณธุรกรรมทั้งสิ้น 12.6 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.13 ล้านรายการ หรือ 9.86% โดยมีมูลค่าการทำธุรกรรมทั้งสิ้น 1.34 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 4.9 หมื่นล้านบาท หรือ 3.80%
ส่วนธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือ หรือโมบายแบงกิ้ง มีจำนวนบัญชีลูกค้าที่เปิดใช้บริการทั้งสิ้น 9.65 แสนบัญชี เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 3.95 หมื่นบัญชี หรือ 4.27% มีปริมาณธุรกรรม 4.28 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 5.93 แสนรายการ หรือ 16.1% มีมูลค่าการทำธุรกรรมทั้งสิ้น 5.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 7 พันล้านบาท หรือ 14.29%
แบงก์ชาติให้เหตุผลที่ผู้คนหันมาใช้บริการทั้งอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งและโมบายแบงกิ้งเพิ่มขึ้นว่า มาจากการที่ประชาชนผู้ใช้บริการมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น และระบบธนาคารพาณิชย์เองก็ส่งเสริมการใช้บริการเหล่านี้มากขึ้น เพราะต้นทุนการให้บริการต่ำลง ที่สำคัญยังมีระบบป้องกันโจรกรรมที่ปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่บริการผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือยังตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เพราะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ค่าบริการถูก สะดวก รวดเร็วแบบเรียลไทม์ โดยลูกค้าสามารถบริหารจัดการเรื่องเงินได้ด้วยตัวเอง
มีคำยืนยันจากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า แม้ว่าการใช้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งและโมบายแบงกิ้ง จะมีลูกค้าถูกหลอกลวงอยู่บ้าง แต่ยอดการร้องเรียนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เพราะผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น และธนาคารพาณิชย์เองก็มีการแจ้งเตือนลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ยอดหลอกลวงและความเสียหายลดลงอย่างต่อเนื่อง
แต่เพื่อความแน่นอนใจในการใช้บริการ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ขออนุญาตย้ำถึงคำแนะนำในการใช้บริการธนาคารออนไลน์อย่างปลอดภัย (ซึ่งเคยลงไปแล้ว) อีกครั้ง ดังนี้ 1.ผู้ใช้บริการต้องไม่ใช้ลิงก์เชื่อมโยงที่แนบมากับอีเมล หรือเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ 2.ติดตั้งโปรแกรมตรวจจับไวรัสที่มีลิขสิทธิ์และมีการอัพเดทอยู่เสมอ 3.หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านร้านอินเทอร์เน็ตสาธารณะหรือฟรี wi-fi 4.พิจารณาข้อความที่ได้รับพร้อมรหัสผ่านชั่วคราว ว่ารหัสดังกล่าวใช้ยืนยันทำธุรกรรมใด และ 5.หลีกเลี่ยงการเข้าเว็บไซต์ธนาคารออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เครื่องผ่านการเจลเบรก (Jailbreak) หรือรูท (Root) มาแล้ว
ศคง. ยังแนะนำการจับพิรุธเว็บไซต์ปลอมของธนาคาร ด้วยว่า ข้อแรก ให้สังเกตสัญลักษณ์รูปกุญแจที่เว็บบราวเซอร์ว่ามีหรือไม่ ซึ่งตำแหน่งของสัญลักษณ์อาจแตกต่างกันไปตามประเภทของเว็บบราวเซอร์ ข้อ 2.ระบบธนาคารออนไลน์ต้องขึ้นต้น URL ด้วย https:// (มีตัวเอส s ด้วย) 3.ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบชื่อผู้ให้บริการว่าจดทะเบียนภายใต้ชื่อสถาบันการเงินจริงหรือไม่ และ 4.ท่องไว้เลยว่า ธนาคารไม่มีนโยบายส่ง link ให้ลูกค้าทำธุรกรรมการเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านทางอีเมล
ในปัจจุบัน ธนาคารยังดูแลความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าด้วยการออกรหัสผ่านชั่วคราว OTP (One Time Password) หรือ TOP (Time Out Password) ซึ่งเป็นรหัสผ่านที่ธนาคารออกให้ผู้ใช้บริการธนาคารออนไลน์เพื่อใช้ยืนยันการทำธุรกรรม ซึ่งจะใช้ได้เพียงหนึ่งครั้งที่ร้องขอ โดยธนาคารจะส่งรหัสเป็น SMS เข้าสู่โทรศัพท์มือถือที่ผู้ใช้แจ้งไว้เท่านั้น
แต่ ศคง. ก็เตือนด้วยว่า ถึงอย่างนั้นแล้ว ผู้ใช้บริการก็จำเป็นจะต้องระมัดระวังในการใช้งาน ยกตัวอย่างกรณีที่ OTP ถูกแฮ็กข้อมูลนั้น อาจเกิดจากเครื่องสมาร์ทโฟนของผู้ใช้บริการธนาคารออนไลน์มีการติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่มีโทรจันแฝงอยู่ ซึ่งคอยทำหน้าที่ส่ง Username, Password และ OTP ให้แก่มิจฉาชีพ ดังนั้น ข้อควรระวังคือ เครื่องสมาร์ทโฟนที่ใช้งานธนาคารออนไลน์ จะต้องไม่ Jailbreak (ระบบปฏิบัติการ IOS) หรือ Root (ระบบปฏิบัติการ Androids) และไม่ควรดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
ปิดท้ายด้วยเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามไป เพราะอาจทำให้เงินหายได้ นั่นคือ พาสเวิร์ดหรือข้อมูลบัตรเครดิตสำหรับการซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต เช่น Apple Store หรือ Google Play อาจจะถูกเด็กๆ นำไปใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และทำให้เกิดค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งหากได้ทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตไปแล้ว และต้องการจะขอเงินคืนอาจจะทำไม่ได้ กลายเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ก่อนจะให้เด็กๆ ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ เราควรมั่นใจว่า เด็กๆ จะไม่สามารถใส่พาสเวิร์ดได้ด้วยตัวเอง หรือเครื่องมือของเราไม่มีการผูกหมายเลขบัตรเครดิตทิ้งไว้
เป็นข้อควรระวังสำหรับคนที่ทำธุรกรรมออนไลน์ทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ส่วนใครที่อ่านแล้ว บอกตรงๆ ว่า “งง” แนะนำให้ถือสมุดบัญชีเดินเข้าแบงก์ ติดต่อพูดคุยกับน้องพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ที่นั่งหน้าแฉล้มรอให้บริการ ถึงช้าแต่ก็ชัวร์ และสบายใจ รู้เรื่องรู้ราวกว่ากันเยอะ
ไม่ต้องกลัวเชย เพราะเงินทองก็ล้วนเรื่องของเราทั้งนั้น
.......................................
(หมายเหตุ อยู่อย่างปลอดภัยในชุมชนออนไลน์ : คอลัมน์ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน โดย... ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



