
ปชช.ร้อยละ85เชื่อจำนำข้าวไม่โปร่งใส
ประชาชนร้อยละ 85 เชื่อจำนำข้าวไม่โปร่งใส ชี้ประชาชนควรมีส่วนร่วมประเมินการทำงานของรัฐบาล
วันที่ 29 มิ.ย.56 นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความโปร่งใสในนโยบายของรัฐบาล โดยเมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นในความโปร่งใสต่อโครงการตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.0 คิดว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่โปร่งใส รองลงมาร้อยละ 71.6 ระบุโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร ร้อยละ 68.6 ระบุโครงการเพิ่มเงินทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีกแห่งละ 1 ล้านบาท ร้อยละ 67.1 ระบุโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ร้อยละ 66.0 ระบุนโยบายแก้ไขปัญหาพักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกร รายย่อยและผู้มีรายได้น้อย และร้อยละ 65.5 ระบุการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อย่างไรก็ตามเกินครึ่งเล็กน้อย คือ ร้อยละ 50.4 ระบุโครงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีมีความโปร่งใส ร้อยละ 51.2 ปรับเงินเดือนผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท และร้อยละ 51.4 ระบุการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ ในขณะที่ร้อยละ 27.2 คิดว่าไม่มีโครงการไหนเลยที่โปร่งใส
ที่น่าสนใจคือ กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมดหรือร้อยละ 94.8 เห็นด้วยที่ประชาชนควรมีส่วนร่วมประเมินการทำงานของรัฐบาลด้านต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ระบุควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการประเมินทุกโครงการของรัฐบาล มีเพียงร้อยละ 5.2 ระบุไม่เห็นด้วย
สำหรับในประเด็นของบข่าวที่ประชาชนอยากทราบหรือได้ยิน พบว่า ห้าอันดับแรกของข่าวที่ประชาชนอยากติดตาม คือ อันดับแรก ร้อยละ 90.2 อยากทราบหรือได้ยินข่าวเกี่ยวกับความเป็นผู้นำ เสียสละ และความโปร่งใสของฝ่ายการเมืองในการจัดทำโครงการต่างๆ อาทิ โครงการรับจำนำข้าว เงินกู้ของรัฐบาล โครงการการจัดการน้ำอย่างบูรณาการ เป็นต้น รองลงมา ร้อยละ 88.1 อยากได้ยินข่าวความสงบสุขในสามจังหวัดชายแดนใต้ ร้อยละ 85.4 ระบุข่าวความสงบสุขของประเทศชาติบ้านเมือง ร้อยละ 83.0 ระบุข่าวเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ดีขึ้น และร้อยละ 82.4 ระบุข่าวการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ อาทิ การศึกษา สาธารณูประโภค ตามลำดับ
นางสาวปุณฑรีก์ กล่าวว่า รัฐบาลจะโฆษณาชวนเชื่อว่า รัฐบาลทำงานโปร่งใสเพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะสาธารณชนต้องการเห็น “วิธีการ” ที่นำไปสู่การทำงานของรัฐบาลอย่างโปร่งใสมากกว่าคำพูดชี้นำ ดังนั้นเวลานี้จึงเป็นโอกาสที่สำคัญที่รัฐบาลควรเปิดพื้นที่ให้กับทุกภาคส่วนในสังคมร่วมเป็น “หุ้นส่วนประเทศไทย” ในการรับรู้รับทราบการใช้จ่ายงบประมาณทุกเม็ดเงินของรัฐบาล และรายละเอียดของการบริหารราชการแผ่นดินทั้งโดยภาพรวมและรายพื้นที่ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและการบริหารประเทศของรัฐบาลในทุกระดับ โดยผลของการประเมินเป็น “ส่วนประกอบ” การพิจารณาจัดสรรงบประมาณและการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าการใช้อำเภอใจของฝ่ายการเมืองและการวิ่งเต้นของเจ้าหน้าที่รัฐ คณะวิจัยจึงเชื่อมั่นว่าแนวทางทั้งสองนี้น่าจะทำให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง



