
2เสี่ยโร่พบDSIขอเลื่อนแจงปมรถหรู
'เสี่ยรถหรู'ยอมรับเป็นผู้รับซื้อรถ 6 คันที่ถูกไฟไหม้ อ้างมีเอกสารจำนวนมากขอเลื่อนให้ปากคำ ขณะที่ 'ธาริต'ขึ้นวอชลิสต์เบนซ์ลอบเปลี่ยนเกียร์ 9 คัน จ่อเรียกสอบซ้ำ
28 มิ.ย. 56 เมื่อเวลา 14.30 น. นายนฤนาท และนายธนันท์ ควรสวัสดิ์ 2 ผู้ต้องหาคดีรถหรู 6 คันที่ถูกเพลิงไหม้ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พร้อมทีมทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ตามกำหนดนัดว่าจะนำเอกสารเข้าชี้แจง หลังจากถูกแจ้ง 4 ข้อกล่าวหาตามความผิด พรบ.ศุลกากรและสรรพสามิตไปแล้วแต่ให้การภาคเสธตลอดข้อกล่าวหา
พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ดีเอสไอ กล่าวว่า วันนี้ผู้ต้องหาได้แจ้งกับพนักงานสอบสวนขอเลื่อนการชี้แจงออกไปเป็นวันที่ 17 ก.ค.นี้ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่สามารถรวบรวมเอกสารประกอบคำชี้แจงได้สมบูรณ์ แต่คาดว่าในวันที่ 17 ก.ค.นี้ หรือภายใน 2 สัปดาห์จะสามารถนำเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าชี้แจงพร้อมกับการให้ปากคำเพิ่มเติม ซึ่งการขอเลื่อนนัดถือเป็นสิทธิของผู้ต้องหา ดีเอสไอเห็นว่ามีเหตุผลอันสมควร เพราะหากรายละเอียดในการชี้แจงไม่ชัดเจนอาจเกิดปัญหาภายหลัง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จึงให้เลื่อนไปเป็นวันที่ 17 ก.ค.ตามคำร้องขอ
ด้านนายสันติ ปิยะทัต ทนายความผู้ต้องหาทั้ง 2 คน กล่าวว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองรถทั้ง 6 คันมีจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาในการรวบรวม เบื้องต้นได้ให้เจ้าหน้าที่ค้นหาได้แล้วบางส่วนแต่ยังไม่สมบูรณ์ โดยเอกสารที่จะนำมาชี้แจงมีทั้งเอกสารทางการเงินและเอกสารการซื้อขายรถซึ่งการนำเข้ารถเหล่านี้มีขั้นตอนหลายอย่าง ทั้งนี้ ยอมรับว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน เป็นเจ้าของรถทั้ง 6 คันที่ถูกเพลิงไหม้ แต่เป็นการรับซื้อต่อจากบุคคลอื่นยังไม่ได้จดทะเบียน และขอไม่เปิดเผยว่าซื้อมาจากใคร รวมถึงแหล่งที่มาของรถยนต์ในประเทศมาเลเซีย โดยจะขอให้การกับพนักงานสอบสวนก่อน จากนั้นจะทำบันทึกคำให้การมอบให้สื่อมวลชน เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากสังคม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้ารถหรูหรือไม่ นายสุนทร ชูแก้ว ทนายความอีกคนของนายนฤนาทและนายธนันท์ กล่าวว่า ทั้ง 2 คน ไม่ได้ประกอบธุรกิจดังกล่าว แต่เป็นการซื้อรถมาเพื่อจะใช้เอง ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ยังไม่ขอชี้แจง เพราะเกรงว่าอาจส่งผลกระทบกับคดีซึ่งอาจมีผู้ต้องหารายอื่นที่จะเข้ามอบตัวภายหลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศของศูนย์บริการรับแจ้งการตรวจสอบที่ดีเอสไอตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะให้เจ้าของรถหรูต้องสงสัยตามประกาศรายชื่อของดีเอสไอติดต่อนำรถมาให้ดีเอสไอตรวจในภาคสมัครใจ วันสุดท้ายวันนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก มีเจ้าของรถหรูที่ราคาเกิน 4 ล้านบาท ติดต่อยื่นเอกสารขอนำรถเข้าตรวจประมาณ 50 คัน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าทุกวัน และมีแนวโน้มที่จะขยายเวลารับแจ้งเพิ่มขึ้น ส่วนรถหรูที่เจ้าของนำมาให้ดีเอสไอตรวจทางกายภาพวันนี้ นัดไว้ 7 คัน แต่นำมาให้ตรวจจริง 5 คัน ไม่ผิด 4 คัน ส่วนอีก 1 คันเอกสารไม่ครบ มาเป็นชิ้นส่วนจึงยังบ่งชี้ไม่ได้
ต่อมาเวลา 16.30 น. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวภายหลังประชุมร่วม 7 หน่วยงานว่า ล่าสุดมีมติให้ขยายเวลาให้กลุ่มผู้สมัครใจนำรถเข้าตรวจสอบอีก 1 สัปดาห์หลังพบว่ามีผู้สมัครใจทยอยนำรถเข้ามาตรวจสอบหลายคัน ล่าสุดมีผู้สมัครใจนำรถเข้ามาตรวจสอบกว่า 150 คัน โดยในจำนวนนี้บางส่วนได้ทำการตรวจสอบและสามารถยึดรถต้องสงสัยปรับเปลี่ยนเกียร์เพื่อเลี่ยงภาษีแล้ว 9 คัน ส่วนกรณีที่พบร่องรอยการสับเปลี่ยนชิ้นส่วนสำคัญโดยเฉพาะเกียร์กับรถคันอื่นในกลุ่มรถต้องสงสัย ซึ่งเบื้องต้นดีเอสไอได้ตรวจปล่อยไปนั้นยืนยันว่า ดีเอสไอมีการทำบันทึกเป็นรถที่ต้องเฝ้าระวังและจะมีการตรวจเช็คเอกสารอย่างละเอียด ถึงที่มาที่ไปตั้งแต่การจดทะเบียนว่าตรงกับเลขชุดเกียร์เดิมหรือไม่ เพื่อเรียกตรวจซ้ำ ทั้งนี้เจ้าของบริษัท รถยนต์ ระบุว่า เลขกำกับชิ้นส่วนสามารถตรวจสอบได้กว่า 100 ตำแหน่ง ดังนั้นการดัดแปลงเพื่อหลบเลี่ยงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจึงขอเตือนผู้ครอบครองรถว่าอย่านำรถไปดัดแปลงเพราะนอกจากสุ่มเสี่ยงกระทำความผิดฐานจงใจหลีกเลี่ยงภาษีแล้วยังเข้าข่ายความผิดฐานยักย้ายถ่ายเทแปรสภาพทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน
นายธาริต กล่าวต่อว่า ล่าสุดที่ประชุมมีมติจะไม่ใช้มาตรการการซื้อคืนกับรถที่ตรวจพบว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษี แต่จะใช้มาตรการให้กรมศุลกากรประเมินราคาภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มและค่าปรับ โดยจะเน้นการเรียกคืนภาษีกับผู้ประกอบการเป็นหลัก แต่หากผู้ประกอบการล้มละลายหรือหลบหนี จึงจะแนะนำผู้ครอบครองให้ชำระภาษีแทนและไปฟ้องร้องทางแพ่งกับผู้ประกอบการต่อไป สำหรับขั้นตอนในการจ่ายภาษีเพิ่มนั้นเบื้องต้นดีเอสไอจะตรวจสอบสภาพรถต้องสงสัย ตามกระบวนการสอบสวนร่วมกับ 7 หน่วยงาน เพื่อให้ทราบรายละเอียดของรถ ตั้งแต่ผู้จดประกอบ ผู้ขอจดทะเบียนและผู้ครอบครองคนปัจจุบันจากนั้นจะส่งเรื่องให้กรมศุลกากรพร้อมให้ความเห็นโดยกรมศุลกากรจะเป็นผู้ใช้อำนาจสั่งเรียกเก็บภาษีที่ขาด หากผู้ประกอบการยอมชำระเพิ่มเติมก็จะยุติคดี แต่หากผู้ประกอบการไม่จ่าย ผู้ครอบครองรถก็ต้องรับภาระในการจ่ายคืนภาษีแทน มิเช่นนั้นต้องถูกยึดรถยนต์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน



