
'แพม-เพชรธรา'พาดำดิ่งรักษ์โลก
ขอเวลานอก : 'แพม-เพชรธรา' พาดำดิ่งรักษ์โลก
ระยะทางชีวิตของคนเราไม่ได้ยืนยาวมากถึงกับให้นั่งทอดหุ่ยรอจังหวะเหมาะๆ เดินมาถึงแล้วค่อยหยิบจับสิ่งใด บางคนจึงเลือกชิงลงมือเดินตามความฝัน แม้จะต้องอาศัยช่วงเวลาว่างสั้นๆ ของชีวิต แต่นั่นกลับเป็นคุณค่ามหาศาลที่หลายคนอาจไม่เคยได้สัมผัส เหมือนอย่างที่สาวนักเรียนนอกหนึ่งในทายาทอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้าน "แพม" เพชรธรา จิราธิวัฒน์ ลูกสาวคนรองในจำนวน 2 คนของ ทศ และ นลินี จิราธิวัฒน์ ที่ทุกวันนี้นอกจากจะรับบทเป็นพนักงานของเซ็นทรัล ยามว่างจากการทำงานเธอมักทำตัวกลืนไปกับธรรมชาติ ดำดิ่งสู่ก้นทะเลลึก ชื่นชมโลกใต้น้ำและสวมบทนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
เรียกว่า รู้ "คุณค่า" ขณะ "ตักตวง" ความสุขจากธรรมชาติ ซึ่งวิถีการท่องเที่ยวดังกล่าวเจ้าตัวฟื้นความทรงจำแรกเริ่มให้ฟังว่า เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กๆ ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ชอบทำกิจกรรมลุยๆ ซึ่งอาจผิดแผกจากเด็กสาวทั่วไปที่สนใจเรื่องแฟชั่น หรือสิ่งสวยๆ งามๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากชั่วโมงนี้กิจกรรมดำน้ำแบบ "สคูบา ไดวิ่ง" (Scuba diving) หรือดำผิวน้ำ "สน็อกเกิ้ล" (Snorkeling) จะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว
"ว่างๆ ชอบอ่านหนังสือ และออกกำลังกายค่ะ แต่ไม่ถึงกับเป็นคนบ้าพลังนะ เรื่องดำน้ำชอบตั้งแต่อายุ 13 ตอนนั้นญาติๆ ฝั่งคุณแม่เขาชวนไปดำน้ำ ก็จับหลานๆ ทุกคนเรียนดำน้ำหมดเลย เราก็เป็น 1 ใน 9 คนที่เขาจับไปด้วย เหมาเรือไปกันเลยสนุกดี เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ดำน้ำในทะเลจริงๆ แต่ก่อนไปก็เรียนดำน้ำในสระ 2-3 อาทิตย์ เพื่อให้รู้เทคนิคพื้นฐาน พอดำจริงก็ไม่รู้สึกกลัว หลังจากนั้นก็ได้ไปดำน้ำอยู่เรื่อยๆ มีช่วงหนึ่งห่างไป 2 ปี เพราะเรียนหนัก แล้วพออายุ 18 ปี ก็มาจริงจังอีกครั้ง ได้ไปดำที่มิลดีฟส์ อียิปต์ แล้วก็อีกหลายที่" ทายาทตระกูลดังวัย 24 ปี เล่าถึงไลฟ์สไตล์ยามว่างอย่างอารมณ์ดี
แม้ขณะนั่งลุยเอกสารอยู่ในสำนักงาน โดยคุณพ่อวางมือให้เป็น "เจ้าหน้าที่อาวุโส" ชิมลางดูแลเกี่ยวกับโครงการใหม่ๆ ของเครือเซ็นทรัลได้กว่า 7 เดือน แต่สาวขาลุยก็ยังโหยหาทะเลและโอกาสสานต่อความสุข เพราะพลันที่คว้าปริญญาตรีด้านกฎหมายจาก คิง คอลเลจ ลอนดอน เมืองผู้ดีอังกฤษ ต่อด้วยปริญญาโทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ก่อนจะเข้าฝึกงานกับสถาบันการเงินที่เมืองลอดช่องอยู่ 4 เดือน ถือเป็นช่วงเสมือนสุญญากาศในถังออกซิเจนที่รอวันเติมเต็มอีกครั้ง
"ดำบ้าง หยุดบ้าง ตอนนี้แพมยู่ในขั้นแอดวานซ์ ถ้าเรียนสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็สามารถเป็นมาสเตอร์หรือครูฝึกได้ ความตั้งใจของแพมไม่ได้ฝึกเพื่อความเก่งกาจอะไร แต่เพื่อให้เราได้มีโอกาสศึกษาสิ่งแวดล้อมใต้น้ำมากกว่า เวลาอยู่บนเรือเป็นอาทิตย์ๆ ก็เหมือนเราตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่ต้องคิดเกี่ยวกับงานหรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ต้องห่วงเรื่องแต่งตัว กินอะไร อยู่ยังไง อยู่แต่บนเรือ มีแต่ฟ้ากับทะเล อีกอย่างการที่ได้อยู่กับทะเลได้เห็นความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ลงไปแต่ละไดฟ์เห็นฉลาม เห็นปะการัง โลมาว่ายไปว่ายมา เราก็จะเกาะหินดู แสดงให้เห็นถึงอีกด้านของโลก ธรรมชาติตรงนี้ผ่านการเดินทางมายาวนานมาก เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกเลย ชอบเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว และเชื่อว่าคนที่ชอบดำน้ำก็รู้สึกเหมือนกัน" สาวผู้หลงใหลโลกใต้น้ำ แจกแจงเสน่ห์ของการดำน้ำ
ระหว่างที่ชี้ชวนให้ชมภาพฝูงปลาน้อยใหญ่ที่มีโอกาสถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก สาวผิวแทนก็เผยถึงผลพลอยได้ที่มากกว่าความสุขด้วยว่า เวลาอยู่ใต้น้ำท่ามกลางความเงียบ ได้ยินแต่เสียงหายใจและฟองอากาศ นอกจากจะมีสมาธิแล้ว ยังฝึกให้เป็นคนใจเย็น แถมเรียนรู้การแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง ที่สำคัญปลูกฝังการรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบ "น้ำซึมบ่อทราย"
"จำได้เลย ความรู้สึกแรกที่ลงไปใต้น้ำ ทุกอย่าง ว้าว...เห็นอะไรก็แบบสวยจังเลย พักหลังมาอยากเห็นตัวใหญ่กว่า ตัวเล็กๆ ไม่ค่อยตื่นเต้นแล้ว แต่ยิ่งนานปลาตัวใหญ่ก็หาไม่ค่อยเจอ ที่ประทับใจก็หมู่เกาะกาลาปาโกส และอินโดนีเซีย เขาดูแลสิ่งแวดล้อมได้ดี สำหรับเมืองไทยตอนนี้ เศร้า...ธรรมชาติถูกทำลายไปเยอะ อย่างตอนไปดำที่เกาะหลีเป๊ะ เป็นอุทยานแห่งชาตตินะ แต่ดำๆ อยู่ก็มีเรือประมงผ่านไปมา มีเบ็ด มีขยะอยู่ในน้ำ ฉลามหายไปหมดแล้ว ทำให้อดเปรียบเทียบเวลาไปดำที่อื่นไม่ได้ว่าเขาดูแลดีกว่าของเรามาก บ้านเราคงต้องทำอะไรอีกเยอะ เพื่อให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น" นักอนุรักษ์ธรรมชาติ แสดงความเป็นห่วง
และในฐานะที่ชอบดำน้ำสำรวจสิ่งแวดล้อม สาวแพมไม่ลืมให้ความเห็นถึงวิธีรักษาธรรมชาติให้อยู่กับมนุษย์ตราบนานเท่านานว่า สิ่งแรกต้องศึกษาให้ดี เพราะเท่าที่เห็นมีหลายกรณีที่ทำไม่เป็นแล้ว ถัดมาแทนที่จะเอาแต่บ่นก็แค่ "ลงมือทำ" ซึ่งเจเนอเรชั่นนี้เป็นรุ่นที่รู้สึกว่าต้องทำแล้ว บางครั้งคนคิดว่าผลกระทบมีแต่ปลาฉลาม แต่จริงๆ เป็นวงกว้าง ทั้งปลาเล็กปลาใหญ่รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทุกส่วนสัมพันธ์กันหมด บางที่วิกฤติจนเกินเยียวยา อย่าง พัทยา เป็นต้น
ทริปล่าสุดคือ เกาะเต่า เป็นฟรีไดวิ่ง (ไม่ใช้ถังช่วยหายใจ) ส่วนแผนจากนี้เธอจะไปสำรวจโลกไต้น้ำที่บาฮามาส แต่คงต้องใช้เวลาเงินพอสมควร เพราะเป็นทริปใหญ่และนานใช้เงินค่อนข้างมาก... นั่นเป็นเป้าหมายของวันว่าง (ที่ดูจริงจังมากๆ) ไม่ต่างจากเป้าหมายด้านการทำงานที่ส่วนหนึ่งมีคุณพ่อช่วยกระตุ้นอีกแรง
"การเป็นลูกเจ้าของธุรกิจก็กดดันบ้าง อาจจะเกิดจากตัวเองที่ต้องทำให้ดี ส่วนด้านดีพอเจองานยากๆ ก็ทำให้เราตั้งใจมากขึ้น เรื่องการทำงานคุณพ่อคุณแม่ก็สอน แต่ส่วนใหญ่จะทะเลาะกัน เพราะเราก็มีความคิดของเรา ท่านจะมองจากมุมของซีอีโอ ส่วนเรามองในมุมผู้ปฏิบัติการ บางครั้งบางอย่างก็ทำยาก ซึ่งสิ่งที่ได้จากท่านคือ วิธีคิด วิธีคุยกับคน คุณพ่อทำงานหนักมาก และการทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันจะให้ได้ดีไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันดีเหมือนกันถ้าเราสามารถเปิดโลกบ้าง มีเป้าหมายชัดเจน ไม่อย่างนั้นก็จะติดอยู่ในโลกการทำงานหรือสังคม ไม่เห็นโลกอื่นที่รอให้เรียนรู้อยู่..." ทายาทหมื่นล้าน กล่าวทิ้งท้าย



