
'เปเยกรินี'ทุกอย่างพร้อมเพื่อเรือใบ
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : 'มานูเอล เปเยกรินี' ทุกอย่างพร้อมเพื่อเรือใบ
รับงานอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อนสำหรับ มานูเอล เปเยกรินี กุนซือชาวชิลีวัย 59 ปี ที่รับหน้าที่ผู้จัดการทีม "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี แทนที่ โรแบร์โต มันชินี ทันทีที่เจ้าตัวรับตำแหน่งประกาศทันทีว่าด้วยสมองและสองเท้าจะทำให้แมนฯ ซิตี คว้าแชมป์ในฤดูกาลแรกที่นำทีม
การรับตำแหน่งครั้งนี้ เปเยกรินี รู้ดีถึงความลำบากในการทำทีมใหญ่ รวมทั้งทีมที่มีเจ้าของทีมเอาแน่เอานอนไม่ได้ ยังไงซะก็ต้องเจอกับปัญหานอกสนาม ซึ่งเรื่องเหล่านี้ เปเยกรินี เคยผ่านมาแล้วทั้งในช่วงที่ทำทีม "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด และมาลากา จึงเชื่อแน่ว่าการเข้ามาสู่ถิ่นอิติฮัด กุนซือรายนี้รู้อยู่แล้วว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง และระดับไหน ที่สำคัญคือจะได้รับการจับตามองจากสื่อว่า แมนฯ ซิตี กำลังเป็นทีมที่ไม่มีแกนเป็นชาวสหราชอาณาจักร และหวังจะมาประสบความสำเร็จบนผืนแผ่นดินอังกฤษ
"ผมต้องเป็นแชมป์ ทุกคนรู้ว่าหากคุณมาอยู่กับทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี คุณก็ต้องเป็นแชมป์ สโมสรได้ลงทุนด้วยเงินไปมากมายเพื่อปรับปรุงทีม มันอาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จในช่วงนี้ แต่ผมมั่นใจว่าในปีหน้าเราจะเป็นแชมป์ บางทีอาจจะเป็นพรีเมียร์ลีก แชมเปี้ยนส์ลีก เราจะพยายามคว้าแชมป์ให้มากที่สุด" เปเยกรินีกล่าว
"ผมมีข้อเสนอเข้ามามากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือหลังจากที่ผมได้คุยกับ คัลดูน อัล มูบารัค ประธานสโมสร, ซิตี เบกิริสไตน์ ผู้อำนวยการกีฬา และเฟร์ราน แล้ว ผมมั่นใจว่าเราจะบริหารทีมได้อย่างยอดเยี่ยม และบรรลุเป้าหมายที่ซิตี ต้องการได้ อย่างที่สองคือเรามีนักเตะชั้นดีที่สามารถเป็นแชมป์ได้อีก 3 หรือ 4 ฤดูกาล กับมาลากา ผมเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายแชมเปี้ยนส์ลีก กับบียาร์รีล ไปถึงรอบรองชนะเลิศ ดังนั้นประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้แมนฯ ซิตี ครองแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกได้"
"ข้อความแรกที่ผมจะบอกแฟนบอลของแมนฯ ซิตี คือ พวกเขาจะมีฤดูกาลที่สนุกสนาน พวกเขาจะสนุกกับแนวทางที่เราเล่น มันจะเป็นการเล่นที่มีเสน่ห์ และเปิดเกมรุก เราต้องเสริมจากสิ่งที่โรแบร์โต ทำเอาไว้ แต่ผมหวังว่าเราจะเริ่มเล่นในอีกแนวทางของฟุตบอล ผมชอบฟุตบอลที่มีเสน่ห์ ฟุตบอลเกมรุก ผมอยากให้ผู้คนเห็นโชว์ที่สวยงาม พวกเขาจะสนุกกับแนวทางที่เราเล่น เราจะไม่ใช่ทีมที่ยิงประตูได้แล้วไปตั้งรับเพื่อรอการโต้กลับ ผมมั่นใจว่าเราจะมีฤดูกาลที่ดีมาก"
จากความตั้งใจและสิ่งแวดล้อมในการทำทีมแล้ว ต้องบอกว่า เปเยกรินี ค่อนข้างได้เปรียบ เดวิด มอยส์ กุนซือท้องถิ่นที่ไปจับงานกุนซือ "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด นอกจากความได้เปรียบแล้ว สิ่งที่แตกต่างกันอีกก็คือเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จกับถ้วยแชมป์ในอเมริกาใต้มาก่อน ขณะที่ มอยส์ แม้จะทำทีมมานาน แต่ก็ยังไม่ได้ถ้วยแชมป์จริงๆ จังๆ แม้แต่ครั้งเดียว
เปเยกรินี ที่เป็นอดีตเซ็นเตอร์แบ็ก มีสถิติที่ดีกว่ามากในการเป็นเทรนเนอร์โดยเฉพาะการคว้าได้หลายถ้วยในแดนละตินอเมริกา และมีประสบการณ์การทำทีมใหญ่มามากกว่าเยอะ สมัยที่อยู่กับ "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด อาจจะไม่สามารถคว้าแชมป์ลาลีกาได้ แต่ก็มีประสบการณ์การใช้เงิน 200 ล้านยูโร ในการล่านักเตะมาแล้ว สมัยนั้น เปเยกรินี มีโอกาสได้จัดทีมด้วยนักเตะชั้นยอดอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด, กาก้า แต่การที่ไม่ประสบความสำเร็จเจ้าตัวมองว่าเป็นเพราะทีมขาดความลงตัว
โอกาสที่ได้คุมรีล มาดริด เพียงแค่ฤดูกาลเดียวจบลงพร้อมกับคำพูดที่ว่า "ผมไม่สามารถทำวงออร์เคสตราได้ หากผมมีนักกีตาร์ชั้นยอด แต่ผมไม่มีนักเปียโน และมือกลอง" แต่ยังไงซะ สถิติ 96 แต้ม ที่เป็นแต้มสูงสุดของรีล มาดริด จนถึงปัจจุบันก็ยังอยู่ในยุคของกุนซือรายนี้
จุดหนึ่งในหายนะของ เปเยกรินี ที่พอจะเอามาอ้างได้ก็คือ คริสเตียโน โรนัลโด มีอาการบาดเจ็บไปเกือบ 2 เดือน ขณะที่บาร์เซโลนา ของ "เป๊ป" กวาร์ดิโอลา ไม่มีอาการแผ่วตั้งแต่ต้นจนจบฤดูกาล
ชื่อเสียงของ เปเยกรินี ถูกกู้ขึ้นมาใหม่เมื่อกลับมาคุมทีมมาลากา สิ่งที่เห็นถึงฝีมือคือการเกือบเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทั้งๆ ที่ก่อนเริ่มฤดูกาล ต้องขายนักเตะชั้นดีของทีมไปหลายคนรวมทั้ง ซานติ กาซอร์ลา ที่ย้ายมาอาร์เซนอล ปัญหาในทีมก็มีเยอะโดยเฉพาะในเรื่องการเงิน แต่ก็ยังร่วมแรงร่วมใจกับลูกทีมเอาไว้ได้
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจอมาจะเป็นจุดแข็งในการทำงานที่ แมนฯ ซิตี ซึ่งปัจจุบันคงไม่ต้องเจอประสบการณ์เหมือนที่มาดริด และมาลากา นัก เนื่องจากทีมเรือใบตอนนี้เป็นทีมที่ค่อนข้างมีความพร้อม เรื่องพิมพ์เขียวของการทำทีมก็มี ซิกิ เบกิริสไตน์ ผู้อำนวยการสโมสรวางเอาไว้เป็นแนวทางอยู่แล้ว ปรับกับปรัชญาการทำทีมของเปเยกรินี อีกหน่อย ก็มีโอกาสลงตัวกันได้
พิมพ์เขียวที่เบกิริสไตน์ วางเอาไว้ก็คืออยากจะให้ทีมทุกชุดของสโมสรไมว่าจะเป็ดชุดใหญ่หรือทีมเยาวชนเล่นในระบบ 4-3-3 แม้ที่ผ่านมาระบบที่ เปเยกรินี ถนัดคือระบบ 4-4-2 หรือว่า 4-2-2-2 ที่ใช้เป็นส่วนใหญ่ในชีวิตกุนซือ เคยนำทีมจากเมืองเล็กๆ อย่าง บียาร์รีล เข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2006 และประสบความสำเร็จด้วยถ้วยแชมป์ต่างๆ ในอเมริกาใต้ก็เพราะระบบนี้
แต่ เปเยกรินี ก็ไม่ใช่คนที่จะต้องทำอะไรตายตัวตลอดเหมือนอย่าง โรแบร์โต มันชินี อย่างตอนที่คุมมาลากา ก็เล่นทั้ง 4-3-3 และ 4-4-2 รวมทั้งระบบ 4-2-3-1 ก็ใช้มาด้วยเช่นกัน ซึ่งเจ้าตัวยังไม่อยากจะปรับมาเป็น 4-3-3 จนกว่าผู้เล่นจะคุ้นเคย หรือไม่ก็หาผู้เล่นชั้นดีเข้ามาทำให้ระบบลงตัวมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ยอมรับซะทีเดียว
ที่ผ่านมาเมื่อ มานูเอล เปเยกรินี ย้ายมาคุมทีมในยุโรปไม่ว่าจะเป็น บียาร์รีล, รีล มาดริด และมาลากา สิ่งที่ชัดเจนคือทุกทีมมีผลงานดีขึ้นกว่าเก่า และมีการใช้ระบบการเล่นที่ไม่ตายตัว ปรับเปลี่ยนแปรรูปแบบไปได้ตามสถานการณ์
แมนฯ ซิตี ผิดหวังอย่างมากกับ 2 ฤดูกาลในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ภายใต้การทำทีมของ โรแบร์โต มันชินี แต่มาถึงตอนนี้ ด้วยฝีมือ ประสบการณ์ ปรัชญา การทำทีมของ มานูเอล เปเยกรินี ที่แตกต่างกับ โรแบร์โต มันชินี อย่างสิ้นเชิง
แมนฯ ซิตี มีความพร้อมพอจะประสบความสำเร็จได้ทั้งในอังกฤษและยุโรป
---------------------
(สปอร์ต คม วีกเอนด์ : 'มานูเอล เปเยกรินี' ทุกอย่างพร้อมเพื่อเรือใบ)



