ข่าว

'กบอ.'เล็งชง'ปู'ตั้งทีมกม.ดูคำสั่งศาลปค.

'กบอ.'เล็งชง'ปู'ตั้งทีมกม.ดูคำสั่งศาลปค.

28 มิ.ย. 2556

'กบอ.' เตรียมชง 'นายกฯ' ตั้งคกก.ศึกษาคำสั่งศาลปกครอง หลังให้เบรก 'โครงการน้ำ' เล็งลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นปชช. ยัน 'รบ.' เดินหน้าโครงการต่อ

 

                       28 มิ.ย.56 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ได้เชิญคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องหารือ ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 วรรค 2 และ มาตรา 67 วรรค 2 ในการนำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไปจัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง และศึกษาผลกระทบโครงการต่อชุมชนที่อาจสร้างความรุนแรงด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนจะลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมาโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้าง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยในแต่ละแผนงานรวม 9 โมดูล

                       โดยมีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้าง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย , นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการ และคณะทำงานด้านกฎหมาย เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

                       จากนั้นนายธงทอง แถลงภายหลังการประชุมว่า ในภาพรวมคำสั่งของศาลปกครองกลางเป็นการบอกทิศทางในการเดินหน้าโครงการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใน 2 มาตรา โดยเฉพาะการศึกษาการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ลงลึกในโครงการต่างๆ ก่อนและหลังของแผนงานทั้ง 9 โมดูล ดังนั้นจึงจะจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดคำสั่งศาลปกครองกลางทุกประเด็นของกฎหมาย โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน และมีคณะทำงานจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี และสบอช. ในการกำหนดแนวทางด้านกฎหมายโครงการน้ำของรัฐบาล ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ทั้งนี้ นายปลอดประสพ จะรายงานผลการหารือดังกล่าวและการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบต่อไป

                       ด้านนายปลอดประสพ แถลงว่า รัฐบาลเดินหน้าจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ โดยให้ความสำคัญอย่างมาก ที่มีการคำนึงถึงระเบียบหลักเกณฑ์ตามข้อกฎหมายที่ระบุในรัฐธรรมนูญ และขีดความสามารถของบุคลากรที่ใช้ในโครงการนี้ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติมากที่สุด ตนยืนยันจะเดินหน้าโครงการต่อไป แม้ศาลปกครองกลางจะมีคำสั่ง ให้จัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงและศึกษาผลกระทบจากโครงการ จนทำให้รัฐบาลต้องชะลอการดำเนินขั้นตอนต่างๆ ของโครงการลงชั่วคราว และมีความล่าช้าจากแผนเล็กน้อย ซึ่งมีข้อกฎหมายหลายข้อที่ต้องมีการวิเคราะห์จากทีมอัยการของรัฐบาลอย่างรอบคอบภายในเวลา 30 วัน ที่มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

                       ประธาน กบอ. กล่าวถึงการดำเนินการรับฟังความเห็นของประชาชน จะแบ่งเป็นภาคต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยกิจกรรมแต่ละภาคจะประกอบด้วย 1.การจัดแสดงนิทรรศการเพื่อให้ประชาชนเข้าใจรายละเอียดของแต่ละแผนงาน 2.จัดประชุมหรือเสวนา โดยจะมีการเชิญประชาชนมาร่วมประมาณ 3-4 หมื่นคน ทั้งนี้ กบอ.จะประกาศรับฟังความคิดเห็นภายในเวลา 15 วัน และใช้เวลา 15 วัน รวบรวมและสรุปข้อมูลที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ คาดว่าจะใช้เวลาในกระบวนการทั้งหมดไม่เกิน 2 เดือน หลังจากได้ข้อสรุปการลงพื้นที่ทั่วประเทศแล้วจะแจ้งผ่านสื่ออีกครั้ง

                       นายปลอดประสพ กล่าวว่า นอกจากนี้ กบอ.จะส่งรายละเอียดและตำแหน่งการก่อสร้างโครงการ ทุกแผนงาน ไปให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปวิเคราะห์อย่างละเอียดตามกฎหมายและระเบียบที่ใช้ แล้วเสนอข้อสรุป เข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาว่า มีความเห็นเพิ่มเติมในการดำเนินงานอย่างไร กระบวนการทั้งหมดนี้จะดำเนินการภายในเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและสบายใจว่า รัฐบาลไม่เคยละเลยผลกระทบต่อประชาชนที่เกิดจากน้ำท่วมแน่นอน

                       ประธาน กบอ. กล่าวด้วยว่า ในการศึกษาผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนในชุมชนนั้น ทาง กบอ.จะดึงบริษัทที่ปรึกษาโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมลงพื้นที่ศึกษาด้วยเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ขณะที่งบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการทั้งหมดจะยึดตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติกรอบวงเงินดำเนินการสูงสุดไว้ที่ 3.5 แสนล้านบาทเหมือนเดิม ส่วนเรื่องการกู้เงินตอนนี้ยังเป็นเพียงสัญญาเงินกู้เท่านั้น ยังไม่ได้มีการเบิกเงิน โดยจะมีการเบิกเงินเมื่อจะเริ่มโครงการ

                       ขณะที่เลขาฯกฤษฎีกา ชี้แจงว่า เงินกู้ที่มีการลงนามสัญญาเอาไว้ตรงนี้ แม้จะมีการเซ็นสัญญาแต่เงินจะเริ่มนับดอกเบี้ยเมื่อมีการใช้จ่ายหรือมีการเบิกเงินมาใช้