
บทเรียนจากพาดหัวข่าวดาราตาย
บทเรียนจากการทำข่าว ว่าด้วยการเสียชีวิตของดารากังฟูอเมริกันคนดัง เดวิด คาร์ราดีน ทั้งสำหรับสื่อมวลชน และ คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ก็คือการเร่งด่วนสรุปสาเหตุของการตาย
จนกระทั่งตอนนี้ครอบครัวของดาราคนนี้ กำลังเรียกร้องให้เอฟบีไอเข้ามาตรวจสอบ และยังร้องเรียนด้วยว่าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปถ่ายในท่าทางที่ญาติพี่น้องของเขาเห็นว่าเป็นการเข้าไปกล้ำกลายสิทธิส่วนบุคคลของเขา ซึ่งก็จริง ถึงแม้ว่าภาพนั้นจะมีความพยายามให้เบลอไม่เห็นตัวตนแล้วก็ตาม
แต่ว่าสำหรับมาตรฐานของสังคมตะวันตกนั้น การลงภาพใดๆ ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเป็นสาธารณะบุคคล หรือประชาชนทั่วไปไม่มีความจำเป็นต้องรู้นั้น เป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณของสื่อมวลชนอยู่แล้ว
กรณีการพาดหัวหนังสือพิมพ์ที่อ่านคล้ายๆ กับว่าคุณหญิงพรทิพย์ฟันธงว่าการเสียชีวิตของดาราคนนี้ มีสาเหตุจากพฤติกรรมทางเพศที่เบี่ยงเบน ที่ตามหลักวิชาการต่างประเทศเรียกว่า "ออโต้อีโรติก" นั้น ถ้าย้อนกลับไปดูก็จะรู้ว่าเป็นความผิดพลาดของทั้งฝ่ายสื่อเองและคุณหญิงพรทิพย์
เพราะว่าคุณหญิงพรทิพย์บอกว่านักข่าวโทรศัพท์ไปเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการเสียชีวิตของดาราคนนี้ คุณหญิงพรทิพย์นั้นอยู่ต่างจังหวัดด้วยซ้ำไป ไม่ได้เป็นคนทำชันสูตรศพเอง ไม่ได้รายละเอียดอะไรจากที่เกิดเหตุ คุณหญิงบอกว่าเล่าให้นักข่าวฟังเป็นหลักวิชาการเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีของดาราคนนี้แต่ประการใด
ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น พาดหัวหนังสือพิมพ์หลายฉบับพูดคล้ายๆ กับว่าคุณหญิงพรทิพย์ฟันธงว่าการเสียชีวิตของดาราอเมริกันคนนี้เป็นเรื่องของ ออโต้อีโรติก หรือว่าพฤติกรรมทางเพศที่เบี่ยงเบนทันที ทั้งๆ ที่คุณหญิงไม่ได้พูดเช่นนั้น และนักข่าวเองก็รู้ว่าคุณหญิงพรทิพย์ไม่ได้เป็นเจ้าของคดีนี้
สิ่งที่ตามมาก็คือความสับสน ญาติ พี่น้อง ของดาราคนนี้ก็ร้องเรียนว่าจำเป็นจะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ โดยหน่วยงานมืออาชีพอีกหน่วยงานหนึ่งนอกจากตำรวจไทย อีกครั้งหนึ่ง เพราะมีข่าวสับสนทางสื่อมวลชนเช่นนี้
และคำให้สัมภาษณ์ของตำรวจเองก็สร้างความสับสนพอสมควร ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย หรือว่าเป็นอุบัติเหตุ
ฉะนั้น เรื่องนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำหรับทุกฝ่าย สำหรับตำรวจเอง สำหรับคุณหมอพรทิพย์ สำหรับผู้สื่อข่าว และสำหรับคนพาดหัวหนังสือพิมพ์
เพราะว่าเป็นการล่วงเกินสิทธิส่วนบุคคลของผู้ตายอย่างชัดเจน และเป็นการคาดการณ์ เป็นการกะเก็ง ไม่ใช่ข่าว เป็นเพียงความเห็น เป็นการเขียนข่าวและพาดหัวล้ำเส้นเพื่อสร้างความตื่นเต้นเท่านั้นเอง
ฉะนั้น เรื่องนี้จึงกลายเป็นความบกพร่องของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างน่าเสียดายยิ่ง
สุทธิชัย หยุ่น



