
โอไอซีในฐานะพยานการเจรจาสันติภาพ:ประสบการณ์จากฟิลิปปินส์
โอไอซีในฐานะพยานการเจรจาสันติภาพ:ประสบการณ์จากฟิลิปปินส์ : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ [email protected]
ข้อเรียกร้องหนึ่งของขบวนการบีอาร์เอ็นที่มีต่อคณะเจรจาฝ่ายไทยคือ ให้องค์กรอาเซียน กลุ่มเอ็นจีโอ และองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) มาเป็นพยานในการเจรจาสันติภาพ ซึ่งแม้จะเข้าใจได้ว่า ข้อเรียกร้องนี้เป็นไปเพื่อสร้างหลักประกันอันจะทำให้ข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นจากการเจรจาในอนาคตมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ก็มีบางฝ่ายยังตั้งข้อสงสัย มองว่าอาจเป็นการยกระดับปัญหาไฟใต้ไปสู่เวทีสากล จนสุดท้ายอาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนได้ โดยเฉพาะบทบาทในฐานะพยานการเจรจาสันติภาพของโอไอซี
ภายใต้แนวคิดแบบนี้ โอไอซีถูกวาดภาพเสมือนหนึ่งเป็นพันธมิตรร่วมศาสนาที่คอยสนับสนุนบีอาร์เอ็นให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง แต่หากเราได้ศึกษาถึงแนวทางของโอไอซีในการแก้ปัญหาชนส่วนน้อยมุสลิมในภาคใต้ฟิลิปปินส์ ก็อาจทำให้เราเกิดความเข้าใจต่อบทบาทขององค์กรมุสลิมโลกนี้มากขึ้น
ความจริง โอไอซี ให้ความสนใจปัญหาโมโรมุสลิมมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1972 หลังเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง นับจากนั้นมาก็มีการกล่าวถึงปัญหาชนส่วนน้อยโมโรมุสลิมในทุกๆ การประชุมของโอไอซีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ในการประชุมระดับรัฐมนตรี (ซึ่งจัดขึ้นทุกปี) เมื่อปี 1973 โอไอซีได้ส่งคณะกรรมการอันประกอบด้วยสมาชิก 4 ชาติ ไปมะนิลา เพื่อเจรจาพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว โอไอซีได้เสนอให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ใช้การเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีกับบรรดาผู้นำของชุมชนมุสลิม และเมื่อรัฐบาลฟิลิปปินส์ตอบรับ โอไอซีจึงโน้มน้าวให้กลุ่ม “แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร” (เอ็มเอ็นแอลเอฟ) ล้มเลิกความตั้งใจที่จะจัดตั้งรัฐเอกราช จนทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะเจรจากัน อันนำมาซึ่งข้อตกลงตริโปลีปี 1976 ซึ่งคู่เจรจามีความเห็นร่วมกันให้มีการจัดตั้งเขตปกครองตนเองในภาคใต้ของประเทศ
ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งมีตัวแทนของโอไอซี (ลิเบีย) อยู่ร่วมเป็นพยาน ได้เขียนเอาไว้ว่า การปกครองตนเองของชาวมุสลิมที่นั่นจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตการเป็นรัฐเดียวที่แบ่งแยกมิได้ของฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลฟิลิปปินส์ปฏิเสธที่จะนำข้อตกลงตริโปลีมาปฏิบัติใช้ โอไอซีจึงตัดสินใจใช้นโยบายที่เป็นบวกต่อขบวนการมุสลิมมากขึ้น โดยการให้การสนับสนุนพวกเขา ยอมรับกลุ่มเอ็มเอ็นแอลเอฟ ในฐานะที่เป็นตัวแทนอย่างถูกกฎหมายของชาวมุสลิมในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ และมอบสถานะผู้สังเกตการณ์ของโอไอซีให้
นอกจากนั้น โอไอซียังให้สิทธิแก่พวกเขาในการนำเสนอกรณีปัญหามุสลิมฟิลิปปินส์ในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ โดยให้คำมั่นที่จะให้การสนับสนุนทางการเมืองแก่พวกเขาอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเรียกร้องให้รัฐมุสลิมทั้งหมดใช้การดำเนินการทุกวิถีทางที่จะบีบให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องทำตามข้อตกลงตริโปลี รวมทั้งเรียกร้องให้ชาติมุสลิมทั้งหมดยื่นมือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม วัตถุปัจจัย และการเงิน แก่กลุ่มเอ็มเอ็นแอลเอฟด้วย
แม้ว่ามาตรการของโอไอซีจะเข็มข้นขึ้นจนเป็นที่หนักใจของรัฐบาลฟิลิปปินส์ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่จะบ่งชี้ว่า โอไอซีจะเปลี่ยนจุดยืนหรือนโยบายเดิมที่มีต่อกรณีปัญหานี้ กล่าวคือ แม้ว่าหลังมีการทำข้อตกลงตริโปลีกัน โอไอซีจะหันไปสนับสนุนแนวทางการจัดตั้งเขตปกครองตนเอง แต่จุดยืนของโอไอซีก็คือ การเป็นเขตปกครองตนเองที่อยู่ภายใต้รัฐอธิปไตยหนึ่งเดียวของฟิลิปปินส์ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ โอไอซีไม่เคยสนับสนุนส่งเสริมให้มีการจัดตั้งรัฐเอกราชของกลุ่มเอ็มเอ็นแอลเอฟเลย
อีกทั้งโอไอซีก็ปฏิเสธคำเรียกร้องของกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโรมาตลอดที่ต้องการจะเป็นสมาชิกถาวรขององค์การ ไม่ว่ารัฐบาลชุดต่อๆ มาของฟิลิปปินส์จะแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อประเด็นปัญหามุสลิมในภาคใต้อย่างไรก็ตาม
ทั้งนี้เป็นเพราะบทบาทของโอไอซี ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศมุสลิม มีหน้าที่ทางศาสนาในการดูแลปกป้องประชาคมมุสลิม โดยเฉพาะประชากรมุสลิมชนส่วนน้อยตามประเทศต่างๆ โดยคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลและความเท่าเทียมยุติธรรมตามหลักการศาสนาเท่านั้น มิได้มีเป้าหมายทางการเมืองแต่อย่างใด



