
เราต้องช่วยกันดูแลบ้านเมือง
เราต้องช่วยกันดูแลบ้านเมือง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
เป็นสิ่งน่ายินดี ที่วันนี้คนไทยมีการตื่นตัวในการปกป้องรักษาสิทธิหน้าที่ของตนเองกันมากขึ้น แม้จะยังมีขีดขั้นของความน่าพึงพอใจในเกณฑ์ “ยังต้องปรับปรุง” อยู่ก็ตาม เนื่องด้วยคนไทยส่วนใหญ่ยังมีแนวคิดในเรื่องดังกล่าวในวงแคบๆ และมักยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์ของพวกของกลุ่มมากกว่าการเล็งผลเลิศไปถึงคนส่วนใหญ่หรือส่วนรวม
ถึงกระนั้นการออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องในหลายๆ เรื่องส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างทันตาเห็น ทั้งกรณีพระภิกษุสงฆ์ที่จะปล่อยให้มหาเถรสมาคม หรือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าไปตามครรลองแต่เพียงอย่างเดียว เข้าใจว่าอาจช้าเกินแก้ไขเยียวยา เพราะหน่วยงานที่ว่านี้ต่างต้องอาศัยระเบียบกฎหมายค่อนข้างเคร่งครัดและฟังๆ ดูยังมองการแก้ปัญหาในเชิงหลักปกครองประนีประนอมมากกว่าจะนำกฎบัตรกฎหมายมาเอาผิดเอาโทษกับผู้ละเมิดอย่างรุนแรงอย่างที่หลายคนคาดหวัง
วันนี้เราได้เห็นฤทธิ์เดชและพิษสงของฝ่ายตรงข้ามกับพวกเราคนส่วนใหญ่ ออกมาตอบโต้หรือต่อสู้เพื่อรักษาสถานภาพความเป็นอยู่ของตนเอง อย่างที่เรียกว่า “ดิ้นกันเหมือนกิ้งกือไส้เดือน” ทั้งนี้ความจริงและพยานหลักฐานที่จะต้องนำมาพิสูจน์กันคือเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้คนไทยหูตาสว่างมากขึ้น
นั่นเป็นเรื่องทาง “ธรรม” มาถึงเรื่องราวทาง “โลก” ซึ่งยิ่งต้องการแรงกายแรงใจของคนไทยส่วนใหญ่ในการช่วยกันดูแลปกป้องบ้านเมืองไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะหลากหลายเรื่องราวที่กำลังโจษจันกันอยู่ โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของคนมีอำนาจหน้าที่และพ่อค้านายทุนในโครงการรับจำนำข้าว ถ้าสื่อมวลชนไม่ร่วมกันเปิดโปงเผยโฉมให้เห็นถึง “ขบวนการ” ของการฉ้อโกงกันก็จะไม่รู้เท่าทันว่า ลำพังการโกงจะมีขึ้นได้ยากหากกลไกสำคัญอย่างชาวไร่ชาวนาไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย อย่างการขายสิทธิหรือใบประทวนให้มีการนำไปสวมข้าวซึ่งลักลอบนำเข้ามาของบางโรงสี เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ก้อนโตเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด
บางทีเราอาจมุ่ง “จับปลาใหญ่มากไปกระทั่งคิดว่าผู้ร้ายมีเฉพาะคนมีตำแหน่งหน้าที่” กระทั่งลืมไปว่า เกือบทุกอณูขุมขนในสังคมนี้ มีช่องว่างหรือมีคนที่จดๆ จ้องๆ พร้อมจะโกงพร้อมจะเอารัดเอาเปรียบเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในพื้นที่ของหัวเมือง จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ อย่าง “ฉะเชิงเทรา” หรือ ที่เราบางคนเรียกกันว่า “แปดริ้ว” เป็นจังหวัดบ้านเกิดของผู้เขียนเอง ซึ่งมีโอกาสได้เห็นหลายเรื่องราวที่เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างที่น่าชื่นชมและบางสิ่งบางอย่างที่น่าจะนำมาให้เป็นข้อคิดหาทางแก้ไขเยียวยา
ด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความเคารพเชื่อถือศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศต่อองค์หลวงพ่อพุทธโสธร “แปดริ้ว” ไม่เคยเงียบเหงา โดยวันนี้ในทางการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณูปโภคของจังหวัดมีความเจริญทางด้านวัตถุอย่างขนานใหญ่ ถนนหนทางมีการขยายใหญ่ขึ้น ห้างสรรพสินค้าทั้งโมเดิร์นเทรด (ห้างสะดวกซื้อขนาดใหญ่) และโรงงาน นิคมอุตสาหกรรมก่อตัวขึ้นรายรอบ ทำให้หลายๆ ครั้งเดินทางไปถึงตัวจังหวัดขนาดเป็นวันเสาร์อาทิตย์รถราแน่นขนัดไม่ต่างกับเมืองใหญ่ ถึงกระนั้นความงดงามของ “แม่น้ำบางปะกง” แม่น้ำสายหลักของจังหวัด ซึ่งไหลไปสู่อ่าวไทยยังเป็นสภาพที่หลายคนยังอยากไปเยี่ยมชมและสัมผัสกับความบริสุทธิ์ของสายน้ำและธรรมชาติที่สวยงามเข้าขั้นอะเมซิ่งไทยแลนด์ได้แห่งหนึ่ง แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีโอกาสไปนั่งทานข้าวริมน้ำบางปะกงในตัวจังหวัด ก็ต้องรู้สึกถึงเสียงแผดดังกึกก้องของ “เจ็ตสกี” ที่หากทางการไม่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ต้องมีส่วนรู้เห็นประการใดแน่ เพราะมีเรือลากเอาเจ็ตสกีมาวิ่งในแม่น้ำสร้างมลภาวะทางเสียงแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
ผมนำเรื่องนี้มาเขียนถึง เพื่อให้ทางกรมเจ้าท่าและจังหวัดได้เข้ามาตรวจสอบดูแลความเรียบร้อย ไม่ต่างกับปัญหารถหรู รถจดประกอบ ที่จำเป็นต้องหาคนรับผิดชอบ อย่ามองเป็นเรื่องหยุมหยิม เพราะการเคารพต่อกฎเกณฑ์กติกาของสังคม ความมีระเบียบวินัย และการเคารพในสิทธิหน้าที่ของผู้อื่นเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาชาติบ้านเมืองและเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน
........
(หมายเหตุ : เราต้องช่วยกันดูแลบ้านเมือง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn)



