ข่าว

'อภิสิทธิ์'ชี้'รบ.'ตรวจโรงสีแค่ลดกระแส

'อภิสิทธิ์'ชี้'รบ.'ตรวจโรงสีแค่ลดกระแส

27 มิ.ย. 2556

'อภิสิทธิ์' ชี้ 'รัฐบาล' ตรวจโรงสีแค่ลดกระแส แนะยอมรับความจริง-แก้ไขทุจริต ย้ำเดินหน้ายื่นถอดถอนครม.ทั้งคณะ เชื่อ 'แม้ว' ชักใยดัน 'เค วอเตอร์' งาบโครงการน้ำ

 

                       27 มิ.ย.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลประกาศจะตรวจโกดังข้าวทั่วประเทศภายในวันเดียวว่าข้อมูลหลายอย่างฝ่ายค้านขอมาเป็นปี รัฐบาลก็ตอบไม่เคยได้ และการที่รัฐบาลบอกจะไปตรวจโกดังข้าววันเดียว แล้วได้คำตอบเรื่องปัญหาจำนำข้าวนั้น เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ต้องรอดูก่อนว่าจะสรุปกันอย่างไร ทั้งนี้เห็นว่า ความพยายามทำแบบนี้ของรัฐบาล ก็เพื่อต้องการลดกระแสเท่านั้น ดีไม่ดีคนที่เป็นรัฐมนตรีจะหายไปก่อนข้าว และการที่รัฐบาลจะใช้ตำรวจกว่า 2 หมื่นคนไปตรวจสอบโกดังข้าวนั้น ตนขอบอกว่า คนที่จะมาทำงานด้านนี้ต้องมีความเชี่ยวชาญจริงๆ ไปลงพื้นที่ดูแล้ว ถึงจะทำหน้าที่ได้

                       ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรแก้ไขในอันดับแรกคือ ยอมรับและพูดความจริงกับประชาชนว่า ออกมาแจงตัวเลขพื้นฐานให้มีความโปร่งใส ยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในทุกขั้นตอนการทุจริต และดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง

 

'อภิสิทธิ์' เชื่อ 'แม้ว' ชักใยดัน 'เค วอเตอร์' งาบโครงการน้ำ

 

                       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายนิวัฒน์ธำรงค์ บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมารับประกันว่า บริษัทเควอเตอร์ จากประเทศเกาหลีได้รับการประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ สามารถดำเนินการได้ ทั้งที่มีการเปิดเผยข้อมูลสถานะทางการเงินขาดทุนกว่า 700% ว่า เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่กำหนดกติกา กำหนดคุณสมบัติ เป็นผู้คัดเลือก ซึ่งกระบวนการทั้งหมดพรรคประชาธิปัตย์กำลังจะยื่นถอดถอนครม.ทั้งคณะเนื่องจากเห็นว่า ครม.ไม่ทำตามกฎหมาย และเคยมีการเตือนจากคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ไปแล้วซึ่งจะครอบคลุมประเด็นของเควอเตอร์

                       นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่นายนิวัฒน์ธำรงค์ ยกรัฐบาลเกาหลีใต้มารับประกันบริษัทเควอเตอร์ก็อยู่ที่กติกาที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งก็มีบางบริษัทร้องเรียนว่าเหตุผลที่ถูกตัดออกไปเป็นเพราะมีปัญหาเรื่องการรับรอง จึงเชื่อว่าบริษัทเควอเตอร์ถูกเลือกมาแต่แรกว่าจะได้โครงการจากรัฐบาลเพราะมีคนกระซิบมาตั้งนานแล้ว โดยบอกว่าเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ไปพูดคุยกับบริษัทดังกล่าวไว้แล้ว อย่างไรก็ตามตนเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ควรมาเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น เพราะหากการคัดเลือกไม่รัดกุมรอบคอบสุดท้ายก็มีช่องว่างให้เกิดการทุจริตรั่วไหลได้ง่าย

                       เมื่อถามว่า บริษัทเควอเตอร์ ยอมรับในคำชี้แจงว่าจะต้องไปจ้างเหมาช่วงเพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นข้อสังเกตที่ทางพรรคได้ท้วงติงมาตั้งแต่ต้น สุดท้ายแล้วก็ต้องวกกลับมาจ้างบริษัทไทยมากกว่า เพราะไม่มีใครจะเชี่ยวชาญพื้นที่ในประเทศไทยเท่ากับคนไทย ยิ่งมีการรวมโครงการมากๆ สุดท้ายก็ต้องจ้างคนอื่นทำ ทั้งนี้หากรัฐบาลต้องการดำเนินโครงการให้โปร่งใสสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนก็ควรจะดูข้อกฎหมายที่ศาลปกครองจะวินิจฉัยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทางพรรคก็ยังยืนยันว่าการอนุมัติโครงการนี้ทำผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายฮั้ว รัฐบาลจึงควรทบทวน

                       นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากคำวินิจฉัยของศาลปกครองออกมาให้มีการระงับการทำสัญญาจนกว่าจะมีการรับฟังความเห็นจากประชาชนรัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตามนั้น คือยังลงนามในสัญญาไม่ได้ จนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด รัฐบาลจะมีสิทธิ์อุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็เห็นว่าไม่ควรจะยื่นอุทธรณ์ไปพร้อมๆ กับลงนามในสัญญากับบริษัทเอกชน เพราะจะเกิดความเสี่ยงตามมา ส่วนกรณที่เงื่อนไขของ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5แสนล้านระบุให้กู้ภายในวันที่ 30 มิ.ย.56 นั้น ตนเห็นว่า เป็นหลักการของกฎหมายพิเศษที่อ้างเรื่องความฉุกเฉิน แต่หากไม่มีความพร้อมและเลยเวลาที่กำหนด ก็ถือว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจในการกู้เงิน แต่ก็ไม่ได้หมายความทำโครงการต่อไม่ได้ เพียงแต่กลับไปสู่งบประมาณปกติ ไม่จำเป็นต้องรีบทำสัญญากับเอกชนเพื่อกู้เงิน มากองไว้

                       เมื่อถามว่า รายการฮาร์ดคอข่าว ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ที่เสนอรายงานพิเศษ เรื่อง บริษัทเควอเตรอร์ กลับถูกตัดโฆษณากลางอากาศ  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทางช่อง  5 ต้องชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่อย่างนั้นจะกระทบความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งตนเป็นห่วงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเพราะเห็นชัดว่ามีความพยายามรุกคืบที่จะยึดสื่อในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น สุดท้ายจะเพิ่มความอึดอัดในสังคม การเมืองก็มีแนวโน้มกลับสู่ท้องถนนอีก เพราะเมื่อแรงกดมากขึ้นก็จะไปอยู่ที่ท้องถนนจนเกิดความวุ่นวายตามมา จึงไม่อยากให้รัฐบาลทำแบบนี้

 

'มาร์ค' เชื่อ 'ปู' รีบปรับครม. เหตุถูกกดดันปม 'จำนำข้าว-ศก.'

 

                       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลว่า ดูจากโผรายชื่อแล้วสุดท้ายก็ยังไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร แต่ตนรู้สึกว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้มาจากการที่รัฐบาลถูกกระแสกดดันจากหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องข้าวและเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งนี้รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าจากรายชื่อที่ปรากฏออกมาเป็นคนใกล้ชิดนายใหญ่และเป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 โดยรอโอกาสเข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง แต่เชื่อว่าสิ่งที่เราต้องการคืออยากได้คนที่เข้ามาแล้วเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ถูกครอบงำโดยนายใหญ่ และทำให้แก้ปัญหาต่างๆ หมุนเวียน เช่นหากใครมาอยู่กระทรวงพาณิชย์ ก็มีความสำคัญว่ากล้าเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับข้อมูลการจำนำข้าวมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งการทำงานเรื่องแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องดูว่ามีท่าทีต่อการพูดคุยอย่างไร อย่างไรก็ตามเรื่องงานถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่หากไม่กล้าเผชิญปัญหาแบบตรงไปตรงมาก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ตนจึงเชียร์ให้ใครที่เข้ามาอยากให้เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ชัดเจนขึ้นและให้สังคมเห็นเรื่องเหล่านี้

                       ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเปลี่ยนรัฐมนตรี แต่คนบงการยังเหมือนเดิมคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายอภิสิทธิ์  กล่าวว่า ความสำคัญอยู่ที่ว่า คนที่เข้ามาใหม่ จะเปลี่ยนแปลงการทำงานได้หรือไม่ ถ้าเปลี่ยนไม่ได้จะปรับครม.กี่ครั้งก็เท่านั้น ซึ่งตำแหน่งรัฐมนตรีมีความสำคัญ เพราะเป็นตำแหน่งที่มีการโปรดเกล้าฯ มีความรับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นต้องมีความสำนึกว่า สิ่งที่ได้มานั้นต้องรับผิดชอบอะไร และควรต้องไม่ให้ใครมาบงการ ที่ผ่านมาการทำงานของรัฐบาลยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ยังวนไปเวียนมา ปัญหาที่ล้มเหลว และปัญหาของประชาชนก็ไม่แก้ไข แถมยังจ้องผลักดันวาระที่เป็นประโยชน์ของพรรคพวกอีก

                       “รัฐบาลอยู่ได้ครบเทอม ถ้ารักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม แต่หากปรับครม.แล้วยังมีเรื่องยุ่งก็คงอยู่ยาก ขณะนี้ยังไม่เห็นว่าจะปรับในส่วนใดบ้าง แต่คิดว่าสภาพของรัฐบาลก็จะเป็นเช่นนี้คือ การบริหารก็ไม่เดิน การเมืองก็ตึงอยู่ตลอดเวลา อยากให้รัฐบาลปลดล็อกความขัดแย้งทางการเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว