
'แบงก์'เข้มกู้ซื้อบ้าน-หนี้ครัวเรือนพุ่ง
ครัวเรือนหนี้พุ่ง แบงก์หนักใจไม่กล้าปล่อยสินเชื่อบ้าน ปฏิเสธคำขอเพิ่มขึ้นถึง 50% ระบุสินเชื่อบ้านแข่งเดือด ลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าใหม่ 0.25%
นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การปฏิเสธสินเชื่อบ้านปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาระหนี้ของลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยมียอดการปฏิเสธลูกค้าที่มาจากภาระหนี้เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของยอดการปฏิเสธทั้งหมด ซึ่งยอดดังกล่าวในขณะนี้อยู่ที่ 50% ของคำขอสินเชื่อที่เข้ามา โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่า
"หนี้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการก่อหนี้สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อเช่าซื้อจากโครงการรถคันแรก ทำให้ภาระหนี้ของลูกค้าเพิ่มขึ้น สถาบันการเงินจึงต้องระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ" นายปกรณ์กล่าว
ด้าน นายชาติชาย พยุหนวีชัย รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ยอดการปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นมาจากภาระหนี้ของลูกค้าที่สูงเกินระดับ 40% มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงกว่ายอดการปฏิเสธ เพราะลูกค้าเป็นหนี้เสียหรืออายุงานไม่ถึง นอกจากนี้ธนาคารมีความระมัดระวังการปล่อยกู้ลูกค้าที่ซื้อบ้านหลังที่ 3 ขึ้นไป และไม่ให้สินเชื่อสำหรับบ้านหลังที่ 4 ขึ้นไป
ทั้งนี้ธนาคารเตรียมปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยลง 0.25% สำหรับลูกค้าใหม่ที่กู้บ้านทั้งรูปแบบของการกู้ดอกเบี้ยลอยตัวและดอกเบี้ยคงที่ในระยะปีที่ 1-3 ปีแรก มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ทำให้ดอกเบี้ยบ้านของธนาคารอยู่ในระดับต่ำกว่าคู่แข่ง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น หลังจากธนาคารพาณิชย์ 2-3 ราย เริ่มเข้ามาแข่งขันในตลาดสินเชื่อบ้านมากขึ้น ด้วยการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเป็นหลัก ธนาคารจึงต้องลดดอกเบี้ยลงมาเพื่อรักษาระดับการแข่งขัน
นอกจากนี้ เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มดิจิตอลไลฟ์สไตล์ธนาคารได้พัฒนาแนวคิด Digital Home Loan เปิดช่องทางออนไลน์อย่างครบวงจรให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อบ้านกสิกรไทย พร้อมเปิดนวัตกรรมใหม่ K-Home Loan on Mobile สินเชื่อบ้านกสิกรไทย รู้ผลฉับไวผ่านโทรศัพท์มือถือ
ด้าน นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารยังไม่มีแผนจะลดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้าน ส่วนยอดปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ระดับ 30% เนื่องจากในปีที่ผ่านมาธนาคารมีการปรับเกณฑ์การกลั่นกรองสินเชื่อและหันมามุ่งเน้นลูกค้าที่ซื้อบ้านในโครงการของผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีความกังวลกับลูกหนี้กลุ่มเดิมที่ผ่อนบ้านไปได้ประมาณ 2-3 ปี เริ่มมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เพิ่งครบกำหนดช่วงปรับโครงสร้างหนี้จากความเสียหายในเหตุการณ์น้ำท่วมมาได้ไม่นานอาจมีปัญหาติดขัดเล็กน้อย ประกอบกับลูกค้าบางส่วนที่เข้าโครงการรถคันแรกที่ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น จึงเป็นไปได้ว่าอาจเห็นสัญญาณเอ็นพีแอลปรับเพิ่มขึ้นได้บ้าง
นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า จากแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังที่ไม่ชัดเจน ทำให้คาดการณ์ได้ยากว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง หรือชะลอตัวลง และขณะนี้ภาพรวมของตลาดเริ่มมีสัญญาณของการที่ลูกค้าขอกู้แล้วไม่ผ่านการอนุมัติจากธนาคารมากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ใช่ผลกระทบของรถคันแรกเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยเรื่องของเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูงขึ้น



