
'ปชป.'แนะสอบโรงสีเส้นใหญ่ทุจริต!
'ปชป.' ไม่เชื่อรัฐลุยสอบทุจริตโรงสีทั่วปท. 1,600 แห่งวันเดียวเสร็จ ย้ำ 'DSI' ไม่มีอำนาจดำเนินคดี 'มาร์ค-สุเทพ' สลายการชุมนุม 53 จี้ 'ปู' สอบสถานะ 'เค วอเตอร์'
26 มิ.ย. 56 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีที่รัฐบาลประกาศตรวจสอบโรงสี ไซโล โกดังเก็บข้าวทั่วประเทศ 1,600 แห่ง ว่า ไม่มั่นใจ จะสามารถตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด เพราะการตรวจสอบ ถ้าจะให้เสร็จสิ้นภายใน 1 วันนั้นเป็นไปได้ยาก และในความเป็นจริง ระยะเวลาดำเนินโครงการกว่า 2 ปี ผู้เกี่ยวข้องน่าจะมีการเตรียมความพร้อม ที่จะถูกตรวจสอบไว้แล้ว และการตรวจสอบในหลายสถานที่ โอกาสที่จะตรวจสอบให้ได้ละเอียดคงจะเป็นไปได้ยาก ซึ่งตนเห็นว่าในทางปฏิบัติคนในพื้นที่จะทราบอยู่แล้ว ว่าโรงสีใดส่อไปในทางทุจริต ซึ่งรัฐบาลก็น่าจะมีข้อมูล แล้วค่อยไปดำเนินการตรวจสอบตามข้อมูลที่มี เช่นที่จังหวัดพิจิตร ในโรงสีแอลโกลด์แมนูแฟคเจอร์ จำกัด ที่เมื่อย้อนไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ชื่อเดิมคือโรงสีก้องเกียรติ ที่เก็บข้าวจาก อคส. และพบว่ามีการทุจริต แต่ยุคนี้โรงสีดังกล่าวก็เปลี่ยนชื่อใหม่แล้วไปทำงานร่วมกับ อตก. ซึ่งคนทั้งจังหวัดรู้ดีว่าติดแบล็คลิสต์ แต่หลังเปลี่ยนชื่อ คนทั้งจังหวัดก็ไม่มีใครทราบ เพราะมีระดับรัฐมนตรีอยู่เบื้องหลังจึงไม่มีใครทำอะไรได้ ดังนั้นการตรวจสอบในวันพรุ่งนี้ หวังว่าคณะที่ไปตรวจสอบจะไม่ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปล่อยปละละเลยและควรดำเนินการอย่างชัดเจน พุ่งเป้าไปที่โรงสีเส้นใหญ่
นายองอาจ กล่าวถึงกรณีที่ ครม. มีมติตั้ง คณะทำงาน พิจารณาภาพรวม และประเมินผลโครงการลงทุนภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 หรือแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ว่า เป็นการแก้เกี้ยวทางการเมือง เนื่องจากช่วงนี้รัฐบาลมีโครงการประชานิยมที่ส่อให้เห็นว่ามีการทุจริตจำนวนมากทั้ง โครงการรับจำนำข้าว และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน เพื่อจูงใจให้เห็นว่าโครงการในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เชื่อว่าหากโครงการไทยเข้มแข็งมีการทุจริตจริง รัฐบาลก็น่าจะตรวจสอบตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาบริหารประเทศแล้ว คงไม่รอมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามพรรคประชาธิปัตย์ยินดีให้รัฐบาลตรวจสอบโครงการในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ เพราะมั่นใจทำงานอย่างโปร่งใส
ย้ำ 'ดีเอสไอ' ไม่มีอำนาจดำเนินคดี 'มาร์ค-สุเทพ' สลายการชุมนุม 53
นายธีมะ กาญจนไพริน โฆษกประจำตัวผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส. สุราษฎร์ธานี ในฐานะอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เดินทางไปพบอัยการฝ่ายคดีพิเศษ หลังพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ ส่งผลสรุปคดี สั่งการให้ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผลให้กับอัยการ ว่า ในทุกคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ยื่นสรุปไปไม่เป็นความจริง และหลายศพก็ไม่ได้เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ และคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ทั้งนี้ดีเอสไอไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีดังกล่าว เนื่องจากการทำหน้าที่ของนายอภิสิทธิ์ในขณะนั้นอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ดังนั้นหากจะมีการดำเนินคดีอาญา จะต้องเป็นหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ที่จะเป็นผู้ดำเนินการ
นายธีมะ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลและนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พยายามยัดเยียดข้อกล่าวหา และสร้างความเข้าใจผิดให้กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุหากประชาชนจะมาชุมนุมคัดค้านกรณีการปรับลดราคารับจำนำข้าวจาก 15,000 บาท เป็น 12,000 บาทต่อตัน ให้มาชุมนุมที่พรรคประชาธิปัตย์ว่า ทางพรรคยืนยันไม่เคยมีส.ส.คนใดของพรรค เรียกร้องให้มีการลดราคารับจำนำข้าวลง แต่พรรคไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งหากว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไปก็ให้ไปแก้ไขและจัดการการทุจริต ทั้งนี้ยืนยันว่า ตัวเลขการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นตัวเลขที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้มาจากหน่วยงานราชการ ซึ่งถ้ารัฐบาลจะกล่าวหาว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริง พรรคประชาธิปัตย์โกหก ก็เท่ากับว่าเป็นความผิดของหน่วยงานราชการที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมเอง
จี้ 'นายกฯ' สอบสถานะ 'เค วอเตอร์' หลังพบสถานะทางการเงินย่ำแย่
นายองอาจ แถลงถึงการประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่นายยัม ยุง โซ ผู้อำนวยการสมาพันธ์สิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ ระบุบริษัทเค วอเตอร์ ผู้ประมูลระบบฟลัดเวย์และทำพื้นที่แก้มลิงในงบประมาณ 1.63 แสนล้านบาท มีฐานะการเงินย่ำแย่ หนี้ท่วมกว่า 700 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีงานในเกาหลีและไม่มีศักยภาพในการทำโครงการใหญ่ ๆ ว่า ขอตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่า ได้ทราบเรื่องนี้มาก่อนหรือไม่และขณะที่มีการยื่นเรื่องรับงานนี้รัฐบาลไทยแจ้งว่าได้ตรวจสอบความพร้อมและสถานะทางการเงินของบริษัทหรือไม่ อยากให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบเรื่องนี้อยากจริงจัง ไม่อยากให้นายกรัฐมนตรีตั้งนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตรวจสอบ เพราะไม่สามารถมั่นใจได้ว่าคนที่รับผิดชอบโครงการนี้อยู่แล้วจะตรวจสอบไปด้วยความโปร่งใสหรือไม่ จึงอยากให้นายกฯ ลงมาดูเอง และเอาจริงเอาจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสว่าไม่มีการทุจริต



