
"ณรงค์ชัย"มองจีดีพีไทยปีนี้ติดลบ4%เตือนระวังสหรัฐไม่ฟื้นจริง-ชี้แผนกู้สะดุดอาการหนักแน่
ณรงค์ชัย เตือนอย่าเพิ่งดีใจ ไม่เชื่อเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นจริง มองไทยอาจติดลบมากกว่า 4% หากแผนการใช้เงินกู้สะดุด แนะดูแลค่าบาท ดึงเงินสำรองลงทุนพันธบัตรรัฐบาลช่วยให้ค่าเงินอ่อนลง หลังพบบาทแข็งกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวในงาน "สู่มิติใหม่แห่งการส่งออกและการแข่งขัน" จัดโดยธสน. ว่าไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวจากสัญญาณการผลิตที่ดีขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา สหรัฐมีการบริโภคมากและบริโภคล่วงหน้ามาก่อนแล้วถึง 5 ปี ฉะนั้นช่วงเวลานี้จึงยังต้องใช้หนี้เก่าอีกมาก เพราะการบริโภคยังติดลบต่อเนื่อง และเศรษฐกิจไทยซึ่งผูกโยงกับสหรัฐและโลกจึงต้องระวัง เพราะการส่งออกยังคงจะชะลอต่อเนื่อง แต่อาจไม่แย่เท่าไตรมาสแรกโดยคาดว่าทั้งปีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีติดลบที่ 4%
"จีดีพีปีนี้มีแนวโน้มว่าจะติดลบมากกว่า 4% หากรัฐบาลไม่ใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทตามกำหนดที่วางไว้ ส่วนการฟื้นตัวหลังจากนี้คงบอกไม่ได้ว่าจะดีขึ้นหรือไม่แต่เชื่อว่าภายใน 3 ปียังคงชะลอต่อเนื่อง จากนั้นจึงจะกลับมาขยายตัวได้ 3-4%" นายณรงค์ชัยกล่าวและว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องพึงระมัดระวังคือ อัตราแลกเปลี่ยน หากภายในสิ้นปีนี้รัฐบาลไม่สามารถใช้เงินกู้เพื่อลงทุนตามแผนหรือมีการนำเงินไปซื้อสินค้าทุนจากต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนจะแข็งค่าเพิ่มขึ้นมาก โดยปัจจุบันค่าเงินบาทของไทยเมื่อเทียบกับค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่ามากที่สุด
ทั้งนี้ มองว่าบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนก็ทำได้ไม่มากแค่ให้ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงช้าที่สุดและแข็งค่าช้าลง ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขกฎระเบียบเพื่อให้สามารถนำเงินทุนสำรองที่มีมากถึง 1.3 แสนล้านบาทมาลงทุนในพันธบัตรเงินตราต่างประเทศที่รัฐบาลเป็นผู้ออก และให้ธปท.เป็นผู้ซื้อ ซึ่งจะช่วยลดทุนสำรองระหว่างประเทศและลดการแข็งค่าของเงินบาทได้บ้าง
สำหรับภาคการส่งออก ซึ่งได้รับผลรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจยังมีทางออก โดยเอกชนต้องหาตลาดใหม่ที่ยังมีศักยภาพและกำลังซื้อสูงมาก เช่น จีน ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย แต่โครงสร้างสินค้าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงจากที่ผ่านมาจะเป็นผู้รับจ้างทำของส่งออกเป็นหลักก็ควรเปลี่ยนมาเป็นสร้างยี่ห้อของตัวเองและมองการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
นายอภิชัย บุญธีรวร กรรมการผู้จัดการ ธสน. กล่าวว่า การสร้างแบรนด์ใหม่จำเป็นสำหรับภาคส่งออกไทย และขณะนี้หน่วยงานในไทยก็มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ จำนวนมาก เช่น สวทช. และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(สบร.) รอเพียงผู้ประกอบการจะเข้าไปหารือและผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา โดยธสน.พร้อมสนับสนุนสินเชื่อเหล่านี้ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนหรือไม่มีภาระดอกเบี้ยระหว่างทาง ซึ่งขณะนี้รอเพียงเอกชนและภาครัฐตอบรับเพื่อกำหนดเป็นนโยบายสนับสนุนสินค้าจากความคิดสร้างสรรค์



