
เสียงสะท้อน SME : ยกผ้าไหมสู่คลัสเตอร์
เสียงสะท้อน SME : ยกผ้าไหมสู่คลัสเตอร์...ก้าวเดินที่ไปไม่ถึง : โดย...สุมาลี สุวรรณกร
แนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่สนับสนุนให้บุคคลในคณะรัฐมนตรี รวมไปถึง ส.ส. สวมใส่ผ้าไทย ด้วยต้องการให้ผ้าไทยกลับมามีบทบาท และมีส่วนช่วยลดการใช้พลังงาน ทำให้งานผลิตผ้าทอ โดยเฉพาะผ้าไหมได้รับความสนใจอีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาการพัฒนาสินค้าพื้นเมืองในกลุ่มผ้าไหมได้รับความสนใจมาก ถึงขั้นจัดตั้งเป็นกลุ่มการผลิต เช่น กลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมผ้าไหม อ.ชนบท จ.ขอนแก่น
การรวมกลุ่มและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมผ้าไหมจังหวัดขอนแก่น มีเป้าหมายสำคัญที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมให้แข็งแกร่ง อาศัยจุดขายที่ผ้าไหมจากขอนแก่นเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วไป จากความสวยงาม ลวดหลายหลากหลาย ดังนั้น การผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มผู้ผลิตผ้าไหม ในรูปแบบคลัสเตอร์อุตสาหกรรมผ้าไหมชนบทครั้งนั้น จึงถูกวางบทบาทให้เกิดพลังที่สามารถผลักดันสินค้าผ้าไหม ให้เป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นการเชื่อมโยงภูมิปัญญาการผลิตผ้าไหมสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ
คลัสเตอร์อุตสาหกรรมผ้าไหม อ.ชนบท ที่ก่อตั้งในปี 2549 เป็นกรณีศึกษาของการพัฒนาด้วยการผลิตในรูปแบบโรงงานในลักษณะบริษัท, การผลิตในครัวเรือน และผู้ผลิต ซึ่งเกิดจากผู้ผลิตหลายบุคคลรวมกัน โดยทั้ง 3 ระดับได้กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจร่วมกัน เพื่อพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของคลัสเตอร์ให้มีความเข้มแข็งในทุกด้าน ด้วยการสนับสนุนของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 ผลการดำเนินงานในขณะนั้นคือ การจัดทำตราสินค้าของกลุ่มเพื่อเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม มีเว็บไซต์ของกลุ่มชื่อว่า www.thaimudmee.com เพื่อเผยแพร่ให้ผู้บริโภครู้จักอย่างแพร่หลาย มีการจัดทำฐานข้อมูลผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อใช้ในการขยายตลาดผ้าไหมสู่สากล
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงสำหรับตลาดของผ้าไหมในปัจจุบันก็คือ การประสบปัญหาด้านการตลาด ด้วยความรู้สึกของผู้บริโภคคือ ผ้าไหมรักษายาก ราคาสูง ทำให้ความนิยมผ้าไหมลดลงชัดเจน แม้ที่ผ่านมา จ.ขอนแก่นจะมีการส่งเสริมการผลิตและทอผ้าไหม พร้อมกับมีการส่งเสริมการขายด้วยการจัดงาน เทศกาลไหมและประเพณีผูกเสี่ยวทุกปี แต่การจัดงานดังกล่าวก็ไม่ได้ส่งเสริมเรื่องการผลิต และการตลาดได้มากนัก
"หลังจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเข้ามาส่งเสริมงานด้านนี้เอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาที่เราพบคือ รัฐไม่ได้เข้ามาเหลียวแลมากนัก ทำให้กลุ่มคลัสเตอร์ต้องอยู่กันแบบพึ่งตนเอง และต้องเรียนรู้กับการแก้ปัญหาด้วยตนเอง" ปริศนา สุทธิประภา ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ทอผ้าไหม อ.ชนบท จ.ขอนแก่น กล่าวและว่า การผลิตผ้าไหม ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ทำ เลี้ยงเอง ทอเองและขายกันเอง และทุกวันนี้ผู้ประกอบการก็ประสบปัญหาเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมลดลง ทำให้ต้องซื้อเส้นไหมจากแหล่งอื่นในราคาแพง และต้องจ้างเกษตรกรทอด้วยค่าแรงที่แพงขึ้นจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ แถมแรงงานในกลุ่มทอผ้ากลายเป็นกลุ่มคนที่มีอายุการผลิตงานจึงเริ่มลดลง
ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงของการส่งเสริมในรูปแบบคลัสเตอร์นั้น แทบจะไม่มีผลดีเกิดขึ้นเลย เป็นเพียงการส่งเสริมของเจ้าหน้าที่แต่ไม่มีงบประมาณมาช่วยเหลือ ทั้งยังปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทอผ้าไหมอีก โดยให้ออกแบบผ้าไหมด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ปัญหาคือ แรงงานในกลุ่มคนสูงอายุจะทำได้หรือไม่ เพราะหากหวังแรงงานในวัยหนุ่มสาวก็ไม่ทำ เพราะเห็นว่าค่าแรงงานในภาคอุตสาหกรรมคุ้มค่ากว่า
"ส่วนตัวเห็นว่าทางรอดในขณะนี้ อยากให้รัฐประกันราคาผ้าไหม เหมือนกับประกันราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง เพราะผ้าไหมถือเป็นสินค้าหลักของไทย แต่กลับไม่ส่งเสริม และหากมีการประกันราคาได้ จะทำให้เกษตรกรอยากผลิต และอยากปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากขึ้น" ปริศนา กล่าว
คือสภาพของตลาดผ้าไหม งานฝีมือที่เคยได้รับการยอมรับในคุณค่า ก่อนที่จะเผชิญกับปัญหารอบด้านอยู่ในขณะนี้
------------------------
(เสียงสะท้อน SME : ยกผ้าไหมสู่คลัสเตอร์...ก้าวเดินที่ไปไม่ถึง : โดย...สุมาลี สุวรรณกร)



