
'ปชป.'วอน'รบ.'หยุดกดดัน'หน้ากากขาว'
'องอาจ' วอน 'รัฐบาล' หยุดกดดัน 'หน้ากากขาว' เชื่อม็อบชุมนุมในกรอบกฎหมาย แฉรัฐนำเข้าสารเมทิลโบรไมด์ใช้รมควันข้าวพุ่ง 62% หลังเดินหน้าจำนำข้าว
25 มิ.ย.56 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธานส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวมีเจตนาล้มล้างรัฐบาลจะผิดกฎหมายอาญา มีโทษประหารชีวิตว่า เป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะกดดันกลุ่มหน้ากากขาวที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการระบุว่าจะมีมือที่สามโยนระเบิดใส่ผู้ชุมนุม จะมีมือที่สามที่สีออกมาใช้ความรุนแรง ล่าสุดก็เป็นนายสมชายถือเป็นกระบวนการกดดันและยับยั้งไม่ให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวไม่ได้มีเจตนาตามที่นายสมชายระบุ หากแต่เป็นการชุมที่สงบปราศจากอาวุธ ดังนั้นรัฐบาลควรยุติการกดดันผู้ชุมนุม ในทางกลับกันรัฐบาลต้องมีหน้าที่ดูแลการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ให้มีอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ชุมนุม
นอกจากนี้รัฐบาลควรหันมามองพฤติกรรมของตัวเองว่า ทำไมความไม่พึงพอใจของประชาชนจึงมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีที่ถูกวิจารณ์ถึงความสามารถในการบริหารประเทศ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดล้มเหลว การทุจริตคอร์รัปชั่น ล้วนเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการชุมนุมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นรัฐบาลควรแก้ที่ต้นเหตุคือลดชนวนเหตุของการชุมนุม
'องอาจ' แฉรัฐนำเข้าสารเมทิลโบรไมด์ ใช้รมควันข้าวพุ่ง 62 %
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ตรวจสอบโกดังเก็บข้าวสารของเอกชน ที่ถูกเช่าโดย องค์การคลังสินค้า (อคส.) เก็บข้าวสารจากการสีในฤดูกาลจำนำข้าว 54/55 จำนวน 4 โกดัง รวมกว่า 2 แสนกระสอบ พบว่ามีซากหนู แมว คางคก ตายจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุมาจากการใช้สารเคมีกำจัดแมลง หรือสารรมควันข้าว จนกระทั่งมีสัตว์ที่ไปกินข้าวเสียชีวิตว่า การตรวจสอบของพรรคพบว่า สารดังกล่าวมีการนำเข้าผิดปกตินับจากมีโครงการจำนำข้าว โดยพบสารเคมีในข้าวถุงมากขึ้น เมื่อตรวจสอบการนำเข้าสารรมควันข้าวจากสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าสถิติลดลงตั้งแต่ปี 2550 แต่ในปี 2554-2555 มีสถิตินำเข้าสูงขึ้นถึง 62 % ทั้งที่ควรลดลง เพราะไทยมีพันธะกรณีภายใต้พิธีสารมอลทรีออล ประเทศแคนาดาที่ต้องลดการใช้สารเมทิลโบรไมด์ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในการรมควันข้าวต้องทยอยลดลงจนไม่มีการใช้ในปี 2556 เฉพาะที่อียูมีข้อตกลงยกเลิกใช้สารนี้ไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2555 แล้วแต่ไทยกลับนำเข้าเพิ่ม
นายองอาจ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่อ้างว่า การใช้สารรมควันเป็นเรื่องปกติก็จริงแต่ที่ผิดปกติคือการนำเข้าสารเมทิลโบรไมด์มากโดยนำมาใช้รมควันข้าวตามโครงการจำนำข้าวใช่หรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี และอดีตกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ ออกมาเตือนว่าการบริโภคข้าวค้างสต็อกของรัฐบาลอาจเกิดการสะสมจนเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ แต่แทนที่รัฐบาลจะรีบสร้างความเชื่อมั่นกลับให้ข้าราชการออกมาชี้แจงว่าการรมควันข้าวเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ควรทำมากกว่านี้ คือ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในการบริโภคข้าวไทยโดยต้องตั้งคณะกรรมการกลางที่มีผู้เชี่ยวชาญ และมีความเชื่อถือ มาสุ่มตรวจสอบข้าวทั่วประเทศ แต่ถ้ายังปล่อยอย่างนี้ต่อไปนอกจากทำลายการบริโภคข้าวในประเทศแล้วยังทำลายความเชื่อมั่นในต่างประเทศด้วย จะยิ่งทำให้รัฐบาลระบายข้าวลำบากมากยิ่งขึ้น จึงต้องรีบสร้างความเชื่อมั่นโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินไป
นายองอาจ กล่าวต่อว่า สำหรับการลดราคาจำนำข้าวจาก 15,000 บาทต่อตัน เป็น 12,000 บาท เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐบาลนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะรัฐบาลจะไม่สามารถระบายข้าวที่ค้างสต๊อคกว่า 20 ล้านตันออกไปได้ และมีข้าวประมาณ 16 -17 ล้านตัน ที่ต้องระบายออกไปต่างประเทศ โดยจากสถิติที่ผ่านมาในแต่ละปีจะขายได้ราว 6 - 7 ล้านตัน สต็อกที่มีอยู่จึงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี แต่รัฐบาลกำลังจะรับจำนำเพิ่มเข้ามาอีก ในขณะที่ข้าวที่มีอยู่จะเสื่อมสภาพลงไปเรื่อยๆ ปีละประมาณ 20 %
ทั้งนี้เหตุผลที่จะทำให้ข้าวไทยลดมูลค่าลงเนื่องจากผู้ซื้อชะลอการซื้อทันทีที่รัฐบาลประกาศลดราคาจำนำข้าวลงทำให้ผู้ซื้อรอให้รัฐระบายข้าวในราคาถูก อีกทั้งลูกค้ารายใหญ่ของไทยคือจีน ได้หันไปซื้อข้าวคุณภาพต่ำจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยแทน ทำให้ไทยไม่สามารถระบายข้าวไปยังลูกค้ารายใหญ่อย่างจีนได้ นอกจากนี้เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการขายข้าวได้ลดราคาลงมามากกว่าปกติ เพื่อแข่งขันกับไทย ทำให้โอกาสการระบายข้าวของไทยมียากมากขึ้น
“ขอเรียกร้องไปยังน.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้มีมาตรการในการระบายข้าวในสต๊อค โดยเมื่อวานนี้ (24 มิ.ย.) รัฐบาลเชิญผู้ขายข้าวรายใหญ่ของไทยไปพบ 4-5 เจ้าแต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการในเรื่องการระบายข้าวอย่างไร ที่จะแบ่งเบาภาระจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการจำนำข้าวในปัจจุบัน” นายองอาจ กล่าว
น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเรื่องความล้มเหลวจากโครงการจำนำ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ทำป้ายประกาศว่า “ทักษิณ คิด เพื่อไทย ทำ” ควรออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ อยากให้ตรวจสอบว่า กระบวนการ เจ๊ ด. คือผู้ปล้นเงินชาวนาไปใช่หรือไม่ เพราะตัวเลขเงินถึงมือชาวนาประมาณ 1.2 แสนล้านบาท แต่มีเงินหายไปประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ขอถามว่าเงินจำนวนดังกล่าวตกไปอยู่ในมือของใคร ซึ่งควรไปทวงเงินกลับมาคืนให้ชาวนา
นางสาวมัลลิกา กล่าวว่า การตรวจสอบโกดังหรือโรงสีในขณะนี้เป็นสถานการณ์คล้ายๆ กับสมัยที่มีปัญหาการทุจริตโครงการลำใยอบแห้งคือ เจอสต็อกลมซึ่งเชื่อว่าจะผุดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในขณะนี้พบแล้วทีจังหวัดพิจิตร ดังนั้นตนจึงไม่ไว้ใจการตรวจสอบสต๊อคข้าวของรัฐบาล เพราะแทนที่จะตรวจสอบพร้อมกันเพื่อไม่ให้ตั้งตัวทัน แต่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ประกาศล่วงหน้าว่าจะตรวจสอบวันที่ 29 มิ.ย.56 อาจจะกลายเป็นรัฐบาลเป็นใจให้โจรคือบอกโจรก่อนไปจับ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยมาก นอกจากนี้การปรับครม.ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แม้จะปรับนายบุญทรงเตริยาภิรมณ์ รมว.พาณิชย์ ออกไปก็ยังมีร่างทรงอยู่เต็มไปหมด แนวทางที่ดีที่สุดควรทบทวนและตระหนักถึงปัญหาอย่างแท้จริงแก้ปัญหาให้ตรงจุด เริ่มจากคนใกล้ตัวทำให้เกิดความโปร่งใสแทนการซ้ำเติมชาวนา
'จุรินทร์' เชื่อปรับครม.แบ่งเค้ก-หาแพะโครงการจำนำข้าว
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงที่รัฐสภาว่า ตนเชื่อว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆนี้อย่างแน่นอน เพื่อเป็นการแบ่งเค้กกันเองภายในครอบครัว และเพื่อหาแพะรับบาปในโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงตอกย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นแบบทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ



