ข่าว

'สุขุมพันธุ์'เร่งสกัดไข้เลือดออกระบาดกรุง

'สุขุมพันธุ์'เร่งสกัดไข้เลือดออกระบาดกรุง

24 มิ.ย. 2556

'ผู้ว่าฯกทม.' เร่งสกัดไข้เลือดออกระบาดกรุง สั่งจัดซื้อทรายอะเบทกำจัดลูกน้ำ 2 แสนถุง รับลูก 'สคบ.' ตรวจเข้มสินค้าหน้าโรงเรียน 438 แห่ง

 

                         24 มิ.ย.56 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. กล่าวในที่ประชุมคณะผู้บริหารกทม. ในการประชุมครั้งที่ 7/2556 ถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในกรุงเทพฯ ว่าปีนี้มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกรุนแรง มีจำนวนผู้ป่วยทั่วประเทศสูงถึง 120,000-150,000 คน และมีผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว 50 คน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีผู้เสียชีวิต 1 คน มีจำนวนผู้ป่วยกว่า 40,000 คน คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์จากทั่วประเทศ หรืออันดับที่ 24 ของประเทศ

                         ทั้งนี้แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกในกรุงเทพฯจะมีไม่มากหากเทียบกับจำนวนประชากรที่อาศัยในกรุงเทพฯ แต่ลักษณะพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีการก่อสร้างจำนวนมาก และมีน้ำขังบริเวณก่อสร้างในทุกวัน อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ จึงขอให้ทุกหน่วยงานต้องไม่นิ่งนอนใจและไม่ประมาท

                         ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวต่อว่า ตนขอขอบคุณสำนักอนามัย สำนักการแพทย์ และสำนักงานเขต ที่ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานสำคัญด้านการป้องกันไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง แต่ขอให้นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกทม. และรองปลัดกทม. กำชับสำนักงานเขตให้เดินหน้าการป้องกันโรคไข้เลือดออกต่อไป นอกจากนี้ ให้สำนักการระบายน้ำและสำนักอนามัยเร่งป้องกันและแก้ปัญหาแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในพื้นที่น้ำขังหลายวัน รวมถึงพื้นที่ที่น้ำนิ่ง อาทิ คู คลอง ต้องเร่งระบายน้ำออกเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

                         “ส่วนปัญหาทรายอะเบทกำจัดลูกน้ำยุงลายซึ่งขาดแคลน ไม่สามารถแจกจ่ายให้ประชาชนได้ขณะนี้ เพราะกทม.สามารถสั่งซื้อทรายอะเบทได้จากองค์การเภสัชกรรมเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ทำให้เกิดความล่าช้า อีกทั้งจำนวนที่สั่งซื้อไปมีจำนวน 200,000 ถุง แต่เบื้องต้นกทม.จะได้รับทรายอะเบทในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้จำนวน 100,000 ถุง” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

 

'กทม.' รับลูก 'สคบ.' ตรวจเข้มสินค้าหน้าโรงเรียน 438 แห่ง

 

                         นางผุสดี ตามไท รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการบริเวณหน้าโรงเรียนว่า ก่อนหน้านี้ กทม.ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารด้านการศึกษาและข้าราชการครูในสังกัดกทม. ทั้ง 438 แห่ง เข้มงวดการตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารและของเล่นทั้งหน้าโรงเรียน ในโรงเรียน โดยห้ามมีการจำหน่ายสินค้าหน้าโรงเรียน ส่วนร้านอาหารในโรงเรียนก็ต้องตรวจสอบความสะอาด และต้องเป็นผู้ค้าที่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องรวมถึงมีใบรับรองความสะอาดด้วย

                         นางผุสดี กล่าวต่อว่า ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯสังกัดอื่น ก็ได้มอบหมายให้สำนักงานเขต สำนักอนามัย และสำนักการแพทย์ จัดทำแผนการทำงานร่วมกัน ในการตรวจการจำหน่ายสินค้าหน้าโรงเรียน หากพบสินค้าอันตราย อาทิ ของเล่น หรืออาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ก็ให้ดำเนินการห้ามจำหน่ายทันที อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กทม.ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครอง เรื่องการจำหน่ายสินค้าหน้าโรงเรียน แต่จากกรณีที่เมื่อเดือนพฤษภาคมมีเด็กนักเรียนในเขตบางบอนท้องเสียหลายคน จึงได้สั่งการให้เข้มข้นเรื่องดังกล่าวมากกว่าเดิม

 

'กทม.' ชี้อาคารกรุงเทพฯเสี่ยงฝุ่นละอองปกคลุมสูง

 

                        นางอินจิรา นิยมธูร ผู้อำนวยการกองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย (สนอ.) กรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักอนามัยมีการสุ่มตรวจคุณภาพอากาศในอาคารหลายประเภท อาทิ โรงแรม โรงภาพยนตร์ อาคารสำนักงาน โดยพบว่ายังมีอาคารที่มีลักษณะคุณภาพอากาศที่ไม่ถูกสุขลักษณะตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 หมวด 4 ว่าด้วยสุขลักษณะอาคารได้กำหนดให้เจ้าของอาคารจะต้องดูแลอาคารให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะ เพื่อมิให้มีสภาพชำรุดทรุดโทรม หรือปล่อยให้มีสภาพรกรุงรังจนอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย โดยส่วนใหญ่มีฝุ่นละออง เชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ที่เกิดจากการการระบายอากาศหรือการปรับอากาศ รวมถึงการไม่ดูแล พรม ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้อาศัยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคปอด

                        นางอินจิรา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบสุ่มตรวจในภาพรวมพบว่า ขณะนี้ฝุ่นละอองในอาคารยังไม่น่าเป็นห่วงมาก แต่แนวโน้มในอนาคตค่อนข้างเสี่ยง เนื่องจากปัญหาความแออัดของเมืองที่จะมีมากขึ้น ทั้งอาคารและรถยนต์ ซึ่งกทม.กำลังเร่งแก้ปัญหาด้วยการแนะนำให้เจ้าของอาคารดำเนินการตามคู่มือที่กทม.จะออกให้ รวมถึงเตรียมตรวจสอบเพื่อรับรองมาตรฐานตามโครงการ คลีนแอนด์กรีน เพื่อให้ผู้อาศัยทราบว่าอาคารได้รับการตรวจสอบแล้ว อย่างไรก็ตาม กทม.เตรียมจัดอบรมการตรวจรับรองคุณภาพอากาศในอาคาร ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตและบุคคลภายนอก จำนวน 100 คน ในวันที่ 26 มิถุนายน ที่ห้องปริ๊นซ์บอลรูม 2 โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ มหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เพื่อให้ทราบทิศทางการส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคารในกรุงเทพฯก่อนทำคู่มือแจกจ่ายให้ผู้เข้าอบรม

                        “ในอาคารทั่วไปควรมี ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 1,000 ppm. ฝุ่นละอองขนาด 10 ไมครอน(PM10) ไม่เกิน 150µg/m3 แบคทีเรียหรือเชื้อราในอาคาร ไม่เกิน 500 CFU/m3 อาคารที่มีการใช้สารเคมีหรือตกแต่งอาคารใหม่ก็ควรมีสารฟอร์มัลดีไฮด์ ไม่เกิน 0.1 ppm. หรือสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายรวมไม่เกิน 3 ppm. เป็นต้น” นางอินจิรา กล่าว

 

ทูตไทยกรุงเบอร์ลิน แนะกทม.ตั้งสำนักพลังงานทางเลือก

 

                         นายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวภายหลังเดินทางเข้าเยี่ยมคารวะนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน สาธารณรัฐเยอรมนี ในโอกาสที่เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลินเลี้ยงรับรองคณะจากกรุงเทพฯซึ่งเดินทางเยือนกรุงเบอร์ลินเพื่อเข้าร่วมการประชุม Rio+20 การประชุมการเจรจาระดับสูงเบอร์ลินเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองและการจราจรขนส่งในเมืองอย่างยั่งยืน

                         นายอมร กล่าวว่า จากการเข้าร่วมการประชุม Rio+20 นั้น คำแนะนำของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลินเป็นประโยชน์ อีกทั้งสอดคล้องกับแนวคิดของตนเองในการที่กรุงเทพฯจำเป็นต้องมีหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลและบริหารจัดการพลังงานในเขตกรุงเทพฯ เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้พลังงานฟุ่มเฟือย ซึ่งตนจะนำคำแนะนำดังกล่าวไปเสนอต่อผู้ว่าฯกทม. และคณะผู้บริหารกทม.เพื่อจัดตั้งสำนักพลังงานทางเลือกของกทม. ให้เป็นแหล่งข้อมูลด้านพลังงานรูปแบบต่างๆ ของกรุงเทพฯ อีกทั้งกำหนดเป็นนโยบายชัดเจนในการบริหารจัดการ และสนับสนุนวิธีการลดใช้พลังงานให้คนกรุงเทพฯ ให้เป็นรูปธรรม

                         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน สาธารณรัฐเยอรมนี ได้เชิญกทม.เข้าร่วมการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และรับฟังบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศไทยในเดือนกันยายน 2556 เพื่อให้ความรู้และคำแนะนำในการบริหารจัดการพลังงานของเมือง

                         ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน ระบุว่า สถานทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลินร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาของสาธารณรัฐเยอรมนี จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการให้ผู้แทนสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย เข้าดูงานด้านพลังงานของสาธารณรัฐเยอรมนี ทั้งด้านพลังงานสีเขียว พลังงานทดแทน อาคารสีเขียว เพราะสาธารณรัฐเยอรมนีเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทั้งด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ที่สำคัญสาธารณรัฐเยอรมนีมีความจริงจังในการสร้างความตื่นตัวเกี่ยวกับพลังงานให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพาตนเองในด้านพลังงาน ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากแหล่งอื่นๆ

                         “การลงทุนก่อสร้างบ้านประหยัดพลังงาน ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้เองภายในบ้านทั้งระบบ ดังนั้น กทม.ในฐานะเป็นหน่วยงานสำคัญในการบริหารจัดการเมือง จำเป็นต้องเร่งพัฒนาเมืองด้านการพลังงาน โดยเริ่มต้นจากหน่วยงานของตนเองก่อน อีกทั้งควรจัดตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลด้านพลังงานเป็นการเฉพาะด้วย”เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน กล่าว