ข่าว

'มาร์ค'ฉุน!ปัดอยู่เบื้องหลัง'หน้ากากขาว'

'มาร์ค'ฉุน!ปัดอยู่เบื้องหลัง'หน้ากากขาว'

24 มิ.ย. 2556

'อภิสิทธิ์'มอง'หน้ากากขาว'ชุมนุมแสดงออกวิถีประชาธิปไตย ปัดอยู่เบื้องหลัง ประกาศ'ปชป.'ไม่เอาโครงการ'จำนำข้าว' พร้อมบอก 81 ปี ปชต.ไทยพัฒนาต่อเนื่อง

                24 มิ.ย.56 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนหน้ากากขาว ไปรวมตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด ว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่สงบและไม่ใช่ที่กรุงเทพฯเพียงจังหวัดเดียว มีในหลายจังหวัดมากๆ ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งปรากฏการณ์ของการแสดงออกแบบนี้เป็นเรื่องปกติสังคมประชาธิปไตย ในขณะที่อีกหลายประเทศที่มีการชุมนุมนั้น กำลังมีความห่วงใยว่าจะลุกลามบานปลายหรือไม่ ดังนั้นรัฐบาลจะแก้ปัญหาไม่ให้เกิดความอึดอัด ไม่ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นที่มาของการที่จะทำให้คนต้องออกไปบนท้องถนน ส่วนที่ รอง ผบ.ชน.ระบุว่า อาจจะต้องใช้ พรบ.ความมั่นคงมาควบคุมการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวนั้น ตนเห็นว่า หากมีข้อมูลว่ามันจะเกิดปัญหา แล้วออกพรบ.มั่นคงมาเพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปลอดภัย ก็ไม่เป็นปัญหา และขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายสุนัย จุลพงศ์ธร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่บอกว่า ประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังของขบวนการหน้ากากขาว

                 เมื่อถามว่า ทางพรรคเพื่อไทยระบุว่า มีความพยายามจะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนายพล.ส.ตาโปน หน้าแหลมฟันดำ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เห็นตัวย่อ เห็นฉายาก็ออกมาเรื่อยๆ

 

 

 

ประกาศลั่นปชป.ไม่เอาโครงการจำนำข้าว

 

                นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel กรณีรองโฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาท้าว่า หากประชาธิปัตย์แน่จริง ให้ประกาศให้ชัดเจนว่า ไม่เอาโครงการจำนำข้าว เพื่อประชาชนจะได้รู้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า ประกาศชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เอาโครงการจำนำข้าว แต่ว่าชาวนาจะได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่ได้จากโครงการจำนำข้าวที่รัฐบาลนี้ทำ เพราะเราไม่ทำเงินตกหายไปเป็นแสนล้านครับ เพราะฉะนั้นเวลาพรรคเพื่อไทยไปพูดก็ให้พูดให้ครบว่า จะจำนำข้าว ใช้เงินปีละ 2 แสนกว่าล้าน เพื่อให้เงินชาวนาแสนกว่าล้าน ประชาธิปัตย์จะยกเลิกจำนำข้าว ให้เงินแสนกว่าล้านแก่ชาวนาตามกรอบเวลา 3 ฤดูกาลที่เขาใช้คำณวนเหมือนเดิม แต่ไม่ทำเงินหายแสนกว่าล้านบาท พิสูจน์ฝีมือกันไปเลย 4 ปีแต่ว่าต้องบอกความจริงกับประชาชน แล้วก็อย่าไปทำไอ้เรื่องที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ได้มอบให้ไปทำ

               "ตนไม่เข้าใจว่า รัฐบาลจะทำคู่มือชี้แจงประชาชนเกี่ยวกับการปรับลดราคาจำนำ จะไปอธิบายกับชาวนาอย่างไร ซึ่งตนบอกว่าเอาเงินมา 2 บาท ให้ชาวนา 1 บาท ตกหล่นไป 1 บาท แทนที่จะไปเก็บไอ้ส่วนที่ตกหล่นกลับคืนมา กลับมาลดเงินให้ชาวนา ซึ่งวันนี้รัฐบาลยังไม่พูดความจริง ทั้งตัวเลขการขาดทุน งบประมาณที่จัดให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ขั้นตอนและราคา ในการระบายข้าว รวมทั้งการทุจริต ซึ่งยังไม่ได้ยินอะไรจากรัฐบาลเลยเพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แค่ความจริงที่จะบอกกับเกษตรกรชาวนา แต่ต้องบอกกับประชาชนทั่วประเทศด้วย เอาความจริงมาให้พวกเราดีกว่า แก้ไขปัญหาดีกว่าทั้งนี้ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เอาเรื่องโครงการจำนำข้าวมาเป็นเกมทางการเมือง ทำลายรัฐบาลเพื่อต้องการล้มรัฐบาล ตามที่โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวหา แต่แต่เรียกร้องให้เอาเงินแสนกว่าล้านนี้คืนมาให้กับประชาชน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               

 

 

บอก 81 ปี ปชต.ไทยพัฒนาต่อเนื่อง

 

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ครบรอบ 81 ปี เหตุการณ์อภิวัฒน์ประชาธิปไตยไทยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันต้องยอมรับว่า หลายเรื่องมีความเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาไปทางที่ดีขึ้น สอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ซึ่งความท้าทาย หรือภัยคุกคาม หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบอบประชาธิปไตยก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ทุกคนก็เชื่อว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นหนทางไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เพียงแต่ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ระบอบประชาธิปไตยที่ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง พรรคการเมือง การแบ่งแยกอำนาจองค์กรอิสระ สามารถทำงานแล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า รูปแบบประชาธิปไตยมีการพัฒนามาเป็นลำดับ บางช่วงเราก็บอกมีครึ่งใบ จนมาชัดเจนเมื่อมีรัฐธรรมนูญปี 2534 แก้ไขเพิ่มเติมปี 35 หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่ระยะหลังเราก็มาเจอกับปัญหาธุรกิจการเมืองหนึ่ง และรูปแบบของปัญหาระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเจอกับคนที่อยู่ในระบอบเอง แต่จิตวิญญาณไม่เป็นประชาธิปไตย ที่มีความพยายามที่จะใช้วิธีการที่แยบยลขึ้น ไม่เหมือนระบบเผด็จการสมัยก่อน อย่างกรณีของสื่อมวลชนหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 สื่อมวลชนมีเสรีภาพมากขึ้น ทำหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ปัจจุบันช่องทางสื่อหลักถูกปิด จึงเกิดสื่อทางเลือก สื่อเลือกข้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นภาพรวมที่แสดงให้เห็นว่า แต่ละยุค แต่ละสมัยนั้น ความท้าทายในการที่จะพัฒนาประชาธิปไตยนี้ก็คงไม่เหมือนกัน และตนก็พูดเอาไว้ว่าเราก็ยังอยู่บนทางสามแพร่งว่า ติดกับดักในเรื่องของความขัดแย้งเดิมๆ ที่ยังเป็นปัญหาหลายปีจนมาถึงทุกวันนี้ก็ยังคุกรุ่นอยู่ ทั้งในเรื่องของกฎหมายนิรโทษกรรม ปัญหาประชานิยม และก็ลุกลามไปเป็นปัญหาการเมือง

               "1 ปีผ่านมาก็มาเจอกับเรื่องจำนำข้าว ซึ่งกำลังพ่นพิษแล้วก็มีความพยายามปลุกระดมด้วย ให้เกิดความขัดแย้งกัน แต่หากสังคมสามารถที่จะตั้งหลักได้ เอากระบวนการของการเรียนรู้ของสังคมมาพัฒนาประชาธิปไตยให้มันสอดคล้องกับเจตนารมณ์เราก็จะเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งตนก็คาดหวังจากนายกฯและผู้มีอำนาจในปัจจุบันคิดได้ แต่หากยังมีแนวคิดว่าจะมีคนมากลั่นแกล้ง จ้องล้มก็จะปลุกระดมมวลชนมาสู้ ถ้าเป็นแบบนี้การเดินหน้าก็ไปได้ยาก ทั้งๆที่มีทางออกที่ทำให้สังคมไม่ต้องมาเผชิญหน้ากัน อยากให้รัฐมนตรีเชิญคนที่อึดอัดไปพูดคุย ซึ่งทุกคนไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าที่จะให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาของประชาชน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               เมื่อถามว่า ระหว่างเผด็จการทหาร กับยุคธุรกิจการเมือง อะไรสร้างความเสียหายให้กับประเทศสังคมประชาธิปไตยมากน้อยกว่ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความเสียหายมีลักษณะที่ต่างกัน ถ้าเป็นเผด็จการรูปแบบเดิม ประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับปัญหาการต่อต้านจากประชาคมโลกแน่นอนและจะเป็นอุปสรรคในการผลักดันประเทศให้เดินไปข้างหน้า ถ้าเป็นในรูปแบบปัจจุบันที่บอกว่า เป็นประชาธิปไตย แต่มีปัญหาอยู่นี้เพราะคนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาอาศัยเปลือกอยู่ในคราบของประชาธิปไตย แล้วก็ทำหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้เกิดปัญหาว่าคนข้างนอกก็ดี คนข้างในก็ดี เลยมองไม่เห็นความเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้น อันนี้ก็คือ ความแตกต่างตรงนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือไม่

               “ทุกวันนี้มีความตื่นตัวเรื่องสิทธิ แต่บางกลุ่มมองข้ามสิทธิของคนอื่นโดยมีความคิดในเรื่องของอำนาจเป็นหลัก มันไม่ใช่เรื่องสิทธิ์ ถ้าฝ่ายตัวเองไม่มีอำนาจ ทำอะไรก็ได้ ช่วงชิงอำนาจนั้นคืนมา ไม่ว่าจะเป็นเผาบ้าน เผาเมือง เอาคนติดอาวุธมา อะไรต่างๆแต่ว่าถ้าเวลาตนเองมีอำนาจ ก็คิดว่า คนอื่นไม่มีสิทธิ์ที่จะมายุ่ง มาเกี่ยว นี่คือการสะท้อนการเคลื่อนไหวของคนที่กระทำตัวเป็นอันธพาลทางการเมือง มากกว่าจะไปมองว่าเขามีความเชื่อเรื่องประชาธิปไตย หรือสิทธิ์” นายอภิสิทธิ์ กล่าว